วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

เครื่องดื่มน้ำตาลสูงจ่ายเพิ่มเท่าไร? สรุปโครงสร้าง “ภาษีความหวาน” แบบเข้าใจง่าย

เครื่องดื่มน้ำตาลสูงจ่ายเพิ่มเท่าไร? สรุปโครงสร้าง “ภาษีความหวาน” แบบเข้าใจง่าย

ชวนอ่านสรุปโครงสร้างภาษีความหวานแบบเข้าใจง่าย ว่าเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงต้องจ่ายภาษีเพิ่มเท่าไร และส่งผลอย่างไรกับผู้บริโภคและผู้ผลิต

ปัจจุบันหลายคนอาจสังเกตว่าเครื่องดื่มบางชนิดมีราคาสูงขึ้น หรือหลายแบรนด์เริ่มออกสูตร “หวานน้อย” และ “ไม่มีน้ำตาล” มากขึ้น เหตุผลสำคัญส่วนหนึ่งมาจาก นโยบายภาษีความหวาน ของรัฐบาล ซึ่งเป็นมาตรการที่ใช้ควบคุมปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่ม เพื่อกระตุ้นให้ผู้ผลิตลดความหวาน และช่วยลดปัญหาสุขภาพของประชาชนในระยะยาว

"ภาษีความหวาน" ถูกกำหนดตามปริมาณน้ำตาลที่อยู่ในเครื่องดื่มต่อ 100 มิลลิลิตร ยิ่งมีน้ำตาลมาก อัตราภาษีก็จะสูงขึ้นตามลำดับ นโยบายนี้ไม่ได้ตั้งขึ้นเพื่อเพิ่มรายได้ภาษีเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีเป้าหมายด้านสุขภาพ เช่น การลดความเสี่ยงของโรคเบาหวาน โรคอ้วน และโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่กำลังเพิ่มขึ้นในสังคมไทย

ดังนั้นในบทความนี้จะสรุปโครงสร้างภาษีความหวานแบบเข้าใจง่าย ว่าเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงต้องจ่ายภาษีเพิ่มเท่าไร และส่งผลอย่างไรกับผู้บริโภคและผู้ผลิต

ภาษีความหวานคืออะไร

ภาษีความหวาน คือ ภาษีที่จัดเก็บจากเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล โดยจะคิดจาก ปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่ม ไม่ใช่คิดจากราคาสินค้าโดยตรง หลักการสำคัญคือ

• เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลน้อย จะเสียภาษีน้อยหรืออาจไม่เสียเลย

• เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลมาก จะเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้น

แนวคิดนี้ทำให้ผู้ผลิตต้องปรับสูตรเครื่องดื่ม เพื่อลดปริมาณน้ำตาลลง ซึ่งเป็นเหตุผลที่เราเห็นผลิตภัณฑ์สูตร “หวานน้อย” ออกมามากขึ้นในตลาด

โครงสร้างภาษีความหวานล่าสุด (ดูจากน้ำตาลต่อ 100 มิลลิลิตร)

โครงสร้างภาษีจะดูจากปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่ม โดยสามารถสรุปให้เข้าใจง่ายดังนี้

1. น้ำตาลไม่เกิน 6 กรัม

- ไม่ต้องเสียภาษีความหวานเพิ่ม

- เครื่องดื่มในกลุ่มนี้มักเป็นสูตรหวานน้อย หรือไม่มีน้ำตาล

- ผู้ผลิตหลายรายพยายามปรับสูตรให้อยู่ในช่วงนี้เพื่อลดต้นทุนภาษี

2. น้ำตาลมากกว่า 6 กรัม แต่ไม่เกิน 8 กรัม

- เสียภาษีโดยประมาณ 1 บาทต่อลิตร

- เป็นอัตราภาษีขั้นต้นสำหรับเครื่องดื่มที่เริ่มมีความหวานมากขึ้น

3. น้ำตาลมากกว่า 8 กรัม แต่ไม่เกิน 10 กรัม

- เสียภาษีประมาณ 3 บาทต่อลิตร

- เป็นช่วงที่ภาษีเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

4. น้ำตาลมากกว่า 10 กรัม แต่ไม่เกิน 14 กรัม

- เสียภาษีประมาณ 5 บาทต่อลิตร

- เครื่องดื่มหลายชนิดในตลาดเดิมอยู่ในช่วงนี้ จึงมีการปรับสูตรเพื่อลดภาษี

5. น้ำตาลมากกว่า 14 กรัม แต่ไม่เกิน 18 กรัม

- เสียภาษีประมาณ 8 บาทต่อลิตร

- ถือเป็นเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลค่อนข้างสูง

6. น้ำตาลมากกว่า 18 กรัมขึ้นไป

- เสียภาษีสูงสุด ประมาณ 10 บาทต่อลิตร

- เป็นกลุ่มเครื่องดื่มที่มีความหวานมากที่สุด

ตัวอย่างปริมาณน้ำตาลกับการเสียภาษีแบบเข้าใจง่าย

เพื่อให้เข้าใจมากขึ้น ลองดูตัวอย่างสมมติ

ตัวอย่างที่ 1 เครื่องดื่ม A มีน้ำตาล 5 กรัมต่อ 100 มล.

- อยู่ในเกณฑ์ไม่เกิน 6 กรัม

- ไม่เสียภาษีความหวาน

ตัวอย่างที่ 2 เครื่องดื่ม B มีน้ำตาล 9 กรัมต่อ 100 มล.

- อยู่ในช่วง 8–10 กรัม

- ต้องเสียภาษีประมาณ 3 บาทต่อลิตร

ตัวอย่างที่ 3 เครื่องดื่ม C มีน้ำตาล 19 กรัมต่อ 100 มล.

- มากกว่า 18 กรัม

- ต้องเสียภาษีประมาณ 10 บาทต่อลิตร

ตัวอย่างเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ปริมาณน้ำตาลเพียงไม่กี่กรัม สามารถทำให้ภาษีต่างกันได้หลายบาท

ผลกระทบต่อผู้ผลิตเครื่องดื่ม

ภาษีความหวานทำให้ผู้ผลิตต้องปรับตัวหลายด้าน เช่น

1. ปรับสูตรเครื่องดื่ม หลายบริษัทลดปริมาณน้ำตาล เพื่อให้ภาษีอยู่ในอัตราที่ต่ำลง

2. เพิ่มผลิตภัณฑ์สูตรใหม่ เช่น สูตรหวานน้อย สูตรไม่มีน้ำตาล สูตรใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล

3. บริหารต้นทุนสินค้า หากลดน้ำตาลไม่ได้ ผู้ผลิตอาจต้องรับภาระภาษีเพิ่ม ซึ่งอาจสะท้อนออกมาในราคาสินค้า

ผลกระทบต่อผู้บริโภค

สำหรับผู้บริโภค ภาษีความหวานมีผลในหลายด้าน

1. ราคาเครื่องดื่มบางชนิดอาจสูงขึ้น โดยเฉพาะเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง

2. มีตัวเลือกสุขภาพมากขึ้น ปัจจุบันมีเครื่องดื่มสูตรหวานน้อยหรือไม่มีน้ำตาลมากขึ้นในตลาด

3. ช่วยลดการบริโภคน้ำตาล มาตรการนี้ช่วยให้ผู้บริโภคตระหนักเรื่องน้ำตาลมากขึ้น

ทำไมรัฐต้องเก็บภาษีความหวาน

เหตุผลสำคัญของการเก็บภาษีนี้ คือ การดูแลสุขภาพของประชาชนในระยะยาว ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเพิ่มขึ้น เช่น

- โรคเบาหวาน

- โรคอ้วน

- โรคหัวใจ

- ความดันโลหิตสูง

โรคเหล่านี้ส่วนหนึ่งเกิดจากการบริโภคน้ำตาลในปริมาณมาก การใช้ภาษีเป็นเครื่องมือจึงช่วยกระตุ้นให้ทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคลดการบริโภคน้ำตาลลง

เครื่องดื่มประเภทใดบ้างที่เข้าข่ายภาษีนี้

ภาษีความหวานจะใช้กับเครื่องดื่มหลายประเภท เช่น

- น้ำอัดลม

- ชาพร้อมดื่ม

- กาแฟพร้อมดื่ม

- เครื่องดื่มชูกำลัง

- น้ำผลไม้บางชนิด

- เครื่องดื่มผสมน้ำตาลต่างๆ

แต่เครื่องดื่มบางประเภท เช่น นมแท้ หรือผลิตภัณฑ์ที่มีข้อยกเว้นตามกฎหมาย อาจไม่ได้อยู่ในโครงสร้างภาษีเดียวกัน

วิธีดูปริมาณน้ำตาลก่อนซื้อ

หากต้องการลดการบริโภคน้ำตาล สามารถดูได้จาก ฉลากโภชนาการ บนบรรจุภัณฑ์ โดยให้สังเกตข้อมูลต่อไปนี้

- ปริมาณน้ำตาล (Sugar)

- ปริมาณต่อ 100 มิลลิลิตร

- ปริมาณต่อหนึ่งหน่วยบริโภค

ดังนั้นการอ่านฉลากจะช่วยให้เลือกเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลต่ำได้ง่ายขึ้น

สรุป ภาษีความหวานเป็นมาตรการที่รัฐใช้ควบคุมปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่ม โดยกำหนดอัตราภาษีตามปริมาณน้ำตาลต่อ 100 มิลลิลิตร ซึ่งแนวคิดหลักของมาตรการนี้คือ ยิ่งหวานมาก ภาษียิ่งสูง เพื่อกระตุ้นให้ผู้ผลิตลดปริมาณน้ำตาล และช่วยให้ผู้บริโภคหันมาเลือกเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น

ในระยะยาวภาษีความหวานจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของราคาเครื่องดื่มเท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพของคนไทยทั้งประเทศอีกด้วย

 

อ่านบทความน่ารู้เกี่ยวกับภาษี เพิ่มเติม คลิกที่นี่
Source : Inflow Accounting