วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน 2569

Login
Login

ครัวเรือนไทย ’ก่อหนี้’ เพื่อการบริโภคพุ่ง ธปท.ชี้มูลค่าขยับแตะ16.44ล้านล้าน

ครัวเรือนไทย ’ก่อหนี้’ เพื่อการบริโภคพุ่ง ธปท.ชี้มูลค่าขยับแตะ16.44ล้านล้าน

“แบงก์ชาติ” เปิดเผย “หนี้ครัวเรือนไทย” ไตรมาส 4 ปี 68 ขยับขึ้นแตะ 16.44 ล้านล้านบาท ดันสัดส่วนต่อ “จีดีพี” เป็น 86.7% แม้เพิ่มแบบไม่เร่งตัว แต่โครงสร้างหนี้ยังน่าห่วง พบหนี้ในระบบทรงตัว สวนทางกับหนี้ที่อยู่นอกภาคการเงิน เช่น สหกรณ์ กลุ่มลีสซิ่ง สินเชื่อบุคคล โรงรับจำนำพุ่ง ย้ำครัวเรือนไทยเปราะบางสูง

ภายใต้ “เศรษฐกิจ” ที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ เจอความไม่แน่นอน และค่าครองชีพสูงขึ้น ซึ่งภาพ “หนี้ครัวเรือนไทย” ยังคงเป็นอีกหนึ่งตัว

ชี้วัดสำคัญที่สะท้อนความเปราะบางของ “ภาคครัวเรือน” อย่างต่อเนื่อง ที่เริ่มหันไปพึ่งพาสินเชื่อเพื่อการบริโภค สินเชื่อจากโรงรับจำนำหรือสหกรณ์มากขึ้น สะท้อนการขาดสภาพคล่อง แรงกดดันด้านรายได้และค่าครองชีพที่ยังคงอยู่ในระดับสูง

ล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยข้อมูลหนี้ครัวเรือนไตรมาส 4 ปี 2568 พบมูลหนี้รวมปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าเล็กน้อย

โดยหนี้ครัวเรือนไทยมีมูลค่ารวมอยู่ที่ 16,443,669 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 3 ปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ 16,329,846 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 113,823 ล้านบาทจากไตรมาสก่อนหน้า

ล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยข้อมูลหนี้ครัวเรือนไตรมาส 4 ปี 2568 พบมูลหนี้รวมปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าเล็กน้อย โดยหนี้ครัวเรือนไทยมีมูลค่ารวมอยู่ที่ 16,443,669 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 3 ปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ 16,329,846 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 113,823 ล้านบาทจากไตรมาสก่อนหน้า 

โดยหากดูสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีในไตรมาส 4 อยู่ที่ 86.7% เพิ่มขึ้นจาก 86.4% ในไตรมาส 3 และหากพิจารณาในรูปแบบปรับฤดูกาลแล้วไตรมาส 4 อยู่ที่ 86.3% ลดลงเล็กน้อยจากไตรมาส 3 ที่ 86.6% ตัวเลข

ดังกล่าวสะท้อนว่า แม้เศรษฐกิจยังเผชิญความไม่แน่นอน แต่การก่อหนี้ของภาคครัวเรือนยังคงขยายตัวต่อเนื่องในทุกกลุ่มสถาบันการเงิน โดยเฉพาะในระบบสถาบันการเงินหลัก

หากพิจารณาโครงสร้างหนี้ครัวเรือน พบว่าการก่อหนี้หลัก ๆ อยู่ที่ธนาคารพาณิชย์ ที่ยังคงเป็นแหล่งหนี้หลัก โดยมีหนี้อยู่ที่ 6,087,986 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 6,086,476 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการขยายตัวต่ำเมื่อเทียบกับฐานขนาดใหญ่

สาเหตุหลัก ๆ ยังมาจากการที่ธนาคารยังคุมเข้มการปล่อยสินเชื่อ การกู้ใหม่ชะลอ แต่ยังมีการขยายตัวจากสินเชื่อเดิม สะท้อนภาวะระวังความเสี่ยงมากขึ้นของทั้งผู้กู้และสถาบันการเงิน

ขณะที่ สถาบันการเงินเฉพาะกิจอยู่ที่ 4,550,212 ล้านบาท เพิ่มจาก 4,517,599 ล้านบาท โดยพบว่า มูลค่าหนี้เพิ่มต่อเนื่อง ราว 3.26 หมื่นล้านบาท ซึ่งสถาบันการเงินเฉพาะกิจ หรือแบงก์รัฐยังคงเป็นแหล่งสินเชื่อสำคัญสำหรับประชาชนฐานราก

ดังนั้น การเพิ่มขึ้นของหนี้ อาจสะท้อนความต้องการสภาพคล่องในกลุ่มรายได้น้อย และสะท้อนบทบาทเชิงนโยบายในการพยุงเศรษฐกิจของแบงก์รัฐมากขึ้นในระยะนี้ผ่านมาตรการต่าง ๆ

  • หนี้กลุ่มสหกรณ์-โรงรับจำนำ-ลิสซิ่งพุ่ง

อย่างไรก็ตาม พบว่าหนี้บางส่วนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้เศรษฐกิจชะลอตัว โดยเฉพาะหนี้ในกลุ่มสหกรณ์ออมทรัพย์ เพิ่มขึ้นชัดเจน อยู่ที่ 2,534,882 ล้านบาท จาก 2,486,042 ล้านบาท ที่โดยรวมหนี้เพิ่มขึ้นประมาณ 4.88 หมื่นล้านบาท ถือว่าเพิ่มสูงหากเทียบกับกลุ่มอื่น ๆ

สะท้อนการพึ่งพาแหล่งเงินกู้ “ใกล้ตัว” จากเงื่อนไขยืดหยุ่น ทำให้เข้าถึงง่ายกว่าธนาคาร เหล่านี้บ่งชี้ว่าครัวเรือนบางส่วนอาจเข้าถึงสินเชื่อในระบบหลักได้ยากขึ้น จึงหันไปพึ่งการกู้ผ่านสหกรณ์มากขึ้น

ด้านสถาบันการเงินอื่น หนี้โดยรวมอยู่ที่ 2,438,225 ล้านบาท เพิ่มจาก 2,408,761 ล้านบาท เพิ่มขึ้นราว 2.95 หมื่นล้านบาท ที่อาจเป็นช่องทางเสริมของสินเชื่อนอกธนาคาร สะท้อนการกระจายตัวของแหล่งหนี้ ชี้ให้เห็นว่าความต้องการเงินยังมีอยู่ในหลายกลุ่ม

โดยเฉพาะหนี้ในกลุ่มบริษัทบัตรเครดิต ลีสซิ่ง และสินเชื่อส่วนบุคคล อยู่ที่ 1,953,096 ล้านบาท เพิ่มจาก 1,927,831 ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้น2.53 หมื่นล้านบาท ซึ่งเชื่อมโยงกับการใช้จ่ายและค่าครองชีพ

สะท้อนการพึ่งพาสินเชื่อระยะสั้นมากขึ้น โดยเฉพาะจากแรงกดดันด้านรายได้จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทำให้ความต้องการสินเชื่อเร่งด่วน หรือระยะสั้นๆเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

รวมถึง “โรงรับจำนำ” ที่พบว่ามีมูลหนี้โดยรวมเพิ่มขึ้นเป็น 121,339 ล้านบาท จาก 116,123 ล้านบาท คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 5.2 พันล้านบาท ซึ่งถือเป็นสัญญาณสำคัญ ของความตึงตัวด้านสภาพคล่องหลังครัวเรือนบางส่วนหันไปใช้แหล่งเงินระยะสั้น ที่มักมาในช่วงที่รายได้ไม่พอรายจ่ายหรือเข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบการเงิน
การก่อหนี้เหล่านี้สวนทางกับ บริษัทหลักทรัพย์ ที่พบว่ามูลหนี้ลดลงเล็กน้อย สะท้อนการลดการใช้ leverage ในตลาดทุน หลังนักลงทุนหันมาระมัดระวังมากขึ้น

เช่นเดียวกับธุรกิจบริหารสินทรัพย์ ที่มูลหนี้โดยรวมลดลง สะท้อนการชะลอของหนี้ที่ถูกโอนหรือปรับโครงสร้าง หรืออีกด้านอาจเป็นช่วงที่สถาบันการเงินหันไปช่วยเหลือลูกหนี้มากขึ้น ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ต่าง ๆ ทำให้มีหนี้เสียหรือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่าง ๆ ออกมาขายทอดตลาดลดลงได้

  • ก่อหนี้เพื่ออุปโภคบริโภคสะท้อนศก.ซบ

ไม่เพียงเท่านั้น หากลงลึกไปกว่านั้น ในระดับวัตถุประสงค์ของการก่อหนี้ จากไส้ในหนี้ครัวเรือนพบว่า ในหนี้ครัวเรือนรวมอยู่ที่ 16.44 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า โดยโครงสร้างหนี้ยังคงกระจุกตัวในบางวัตถุประสงค์หลักอย่างชัดเจน

โดยเฉพาะหนี้เพื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคล ที่มีมูลค่าสูงสุดที่ 12.72 ล้านล้านบาท และเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน กว่า 1แสนล้านบาท สะท้อนว่าครัวเรือนยังคงพึ่งพาสินเชื่อเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเป็นหลัก ขณะที่หนี้เพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ อยู่ที่ 5.73 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย

แสดงถึงการก่อหนี้เพื่อที่อยู่อาศัยที่ยังขยายตัวแต่ไม่มากนัก สอดคล้องกับภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ซบเซาต่อเนื่อง บวกกับผู้ซื้อบางส่วนเลือกชะลอการซื้ออสังหาฯหรือที่อยู่อาศัยในระยะนี้ ทั้งจากการไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น รวมถึงชะลอเพราะเศรษฐกิจมีความสุ่มเสี่ยงมากขึ้น ทำให้การเลือกชะลอการซื้อและการลงทุนอาจเป็นทางรอดในภาวะปัจจุบันมากขึ้น

ในส่วนหนี้ซื้อหรือเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ อยู่ที่ 1.31 ล้านล้านบาท ลดลงจากไตรมาสก่อน สะท้อนการชะลอตัวของสินเชื่อยานยนต์ สอดคล้องกับภาพรวมสินเชื่อที่หดตัวต่อเนื่อง ขณะที่ หนี้เพื่อการศึกษาอยู่ที่ 668,887 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย และมีสัดส่วนไม่สูงเมื่อเทียบกับหนี้ประเภทอื่น

สำหรับ หนี้อุปโภคบริโภคส่วนบุคคลอื่น อยู่ที่ 5.01 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน เช่นเดียวกับ “บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้กำกับ” ที่เพิ่มขึ้นเป็น 1.39 ล้านล้านบาท สะท้อนการใช้สินเชื่อระยะสั้นที่มากขึ้น

สวนทางกับหนี้เพื่อประกอบอาชีพ ที่อยู่ราว 2.90 ล้านล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน ขณะที่หนี้อื่นๆ อยู่ที่ 824,496 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย

ทั้งหมดนี้เป็นภาพสะท้อนถึงภาพเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันที่อยู่ในภาวะชะลอตัว ที่ส่งผ่านให้เห็นผ่าน การโครงสร้างของการก่อหนี้ครัวเรือน ที่สะท้อนให้เห็นว่า การก่อหนี้ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แม้จะเป็นการทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้นไม่ได้ก้าวกระโดด แต่หากดูไส้ในหลายพอร์ตยังถือว่ายังน่าเป็นห่วง เพราะหลายพอร์ตยังคงเป็นปัญหาต่อเศรษฐกิจไทย และสร้างความเปราะบางให้กับครัวเรือนต่อเนื่อง โดยเฉพาะหนี้เพื่อการบริโภคที่ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 

ขณะที่หนี้เพื่อสร้างรายได้อย่างการประกอบอาชีพกลับชะลอลง สะท้อนแรงกดดันด้านรายได้ของครัวเรือนและการพึ่งพาหนี้ระยะสั้น หนี้นอกระบบ เช่นหนี้สหกรณ์ หรือหันไปพึ่งโรงรับจำนำมากขึ้น เพื่อนำมาใช้จ่ายหมุนเวียนในภาวะที่ค่าครองชีพสูงขึ้นเช่นในปัจจุบัน