วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน 2569

Login
Login

‘แบงก์’ งัดแผนรองรับวิกฤติ เพิ่มสำรอง-เร่งประคองลูกค้า

‘แบงก์’ งัดแผนรองรับวิกฤติ เพิ่มสำรอง-เร่งประคองลูกค้า

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของ “เศรษฐกิจโลก” จากสงครามที่ยืดเยื้อและแรงกดดันด้านราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ภาคธุรกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายรอบใหม่ที่กระทบทั้งต้นทุน การดำเนินงาน และความสามารถในการแข่งขัน ในจังหวะที่ความเสี่ยงกระจายตัวกว้างและยากต่อการประเมิน

ธนาคารพาณิชย์จึงต้องเร่งปรับบทบาทจากผู้ให้สินเชื่อ ไปสู่การเป็น “ผู้ประคอง” ที่ช่วยลูกค้าให้สามารถเดินหน้าธุรกิจต่อไปได้ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังไม่เห็นจุดสิ้นสุดอย่างชัดเจน

นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) กล่าวว่า ท่ามกลางวิกฤติจากสงครามที่ยืดเยื้อ และมีผลกระทบส่งผ่านราคาน้ำมัน และส่งผลกระทบต่อทั่วโลก ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันธนาคารให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างสภาพคล่องให้กับลูกค้า

โดยเฉพาะการสนับสนุนวงเงินสินเชื่อเพิ่มทั้งในส่วนของ Liquidity Line และ Working Capital Line ซึ่งถือเป็นสิ่งจำเป็นและเหมาะสมอย่างยิ่งในช่วงเวลานี้ เพื่อให้ธุรกิจสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ท่ามกลางความท้าทาย

ในส่วนของแผนรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือแผน BCP หรือ Business Continuity Plan นั้น แผนธนาคารมีอยู่เดิมยังคงเป็นแผนที่สามารถรองรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ในปัจจุบัน แม้สถานการณ์จะดูมีความเสี่ยงหรือมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น แต่ตัวแผนงานยังถือว่ามีประสิทธิภาพเพียงพอในการดูแลการดำเนินงานของธนาคารและลูกค้าได้โดยไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนใหม่ในขณะนี้

สำหรับ การลงทุนในระยะนี้ ธนาคารยังไม่มีนโยบายที่จะชะลอการลงทุนลงแต่อย่างใด โดยธนาคารยังคงเดินหน้าตามแผนการขยายธุรกิจที่วางไว้ ซึ่งยังคงดำเนินการต่อเนื่องควบคู่ไปกับการดูแลลูกค้าตามแผนงานเดิมอย่างเต็มที่

 

  • แผนสำรองเพียงพอรองรับความเสี่ยง​​​​​​​


ในด้านการบริหารความเสี่ยงและการตั้งสำรองหนี้ แม้จะไม่มีใครสามารถคาดการณ์สถานการณ์ในอนาคตได้อย่างแม่นยำ แต่ธนาคารเชื่อมั่นว่าการเตรียมความพร้อมของธนาคารที่เตรียมไว้ล่วงหน้า ทั้งเงินกองทุน หรือสำรองหนี้สูญต่าง ๆ จะมีเพียงพอและมีความแข็งแกร่งในการรองรับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดได้

โดยปัจจุบันธนาคารกรุงเทพมีความแข็งแกร่งทางด้านการเงินอย่างมาก โดยมีค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) สูงถึงระดับ 180% ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงและช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ธนาคารรองรับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี

และการเพิ่มความแข็งแกร่งที่ผ่านมาทั้งผ่านการตั้งสำรองต่าง ๆ ก็เป็นสิ่งที่ธนาคารทำต่อเนื่องเพื่อให้พร้อมรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต

สำหรับการช่วยเหลือลูกค้า ธนาคารใช้แนวทางการดูแลแบบรายกรณี (Case by Case) โดยให้ทีมงานเข้าไปพูดคุยกับลูกค้าโดยตรง เพื่อประเมินความต้องการที่แท้จริง เช่น ความต้องการเงินหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น หรือความต้องการการสนับสนุนในด้านอื่น ๆ ที่สอดคล้องกับสถานการณ์ของแต่ละธุรกิจ

“ทิศทางหลักของธนาคารคือการช่วยพยุงให้ลูกค้าสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ และหากดูสัญญาณการขอความช่วยเหลือนั้นยังอยู่ในระดับทั่วไปที่ยังสามารถบริหารจัดการได้ ซึ่งวันนี้ยอมรับว่าลูกค้าและธุรกิจมีความกังวลจากปัจจัยด้านค่าใช้จ่ายพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ดังนั้นธนาคารก็ต้องช่วยเหลือลูกค้ามากที่สุด”

  • เชื่อแผนรองรับวิกฤติเพียงพอ

นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย (KTB) กล่าวว่า การรองรับสถานการณ์ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ธนาคารมีแผน BCP อยู่แล้ว ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทุกธนาคารมีการเตรียมไว้ล่วงหน้า และมองว่าแผนที่มีอยู่เพียงพอในระดับหนึ่ง

แต่สิ่งที่ต้องเข้าใจคือ การประคองสถานการณ์ในรอบนี้ ไม่สามารถพึ่งพาเพียงมาตรการทางการเงินหรือเงินทุนเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป การดูแลลูกค้าและผู้ประกอบการจำเป็นต้องลงลึกไปมากกว่านั้น ทั้งในเชิงโมเดลธุรกิจ พฤติกรรมการขาย และแนวทางการปรับตัวของแต่ละกิจการ

โดยธนาคารยังคงมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนลูกค้า แต่รูปแบบของการสนับสนุนจะต้องมีความยืดหยุ่นและเฉพาะเจาะจงมากขึ้น ไม่ใช่เพียงการเติมสภาพคล่องหรือขยายวงเงิน แต่ต้องเข้าไปช่วยคิดว่าลูกค้าจะขายของได้อย่างไรหรือจะปรับโมเดลธุรกิจอย่างไรให้รอดซึ่งถือเป็นจุดสำคัญของการประคองระบบเศรษฐกิจในภาวะเช่นนี้

“ในทางปฏิบัติมาตรการต้องลึกขึ้นและยาวขึ้น อาจต้องใช้เวลานานขึ้น และลงรายละเอียดมากขึ้น ขึ้นอยู่กับความชัดเจนของสถานการณ์ในระยะต่อไป โดยเฉพาะปัจจัยภายนอกที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง เมื่อเจาะลงไปในภาคธุรกิจจริง จะพบว่าผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นในรูปแบบเดียวกันทั้งหมด บางรายยังสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้โดยอาศัยการเติมสภาพคล่องเพื่อรองรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เช่น ค่าขนส่งหรือราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็มีอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ และเลือกที่จะหยุดหรือปิดกิจการไปเลย

ซึ่งภาพนี้สะท้อนให้เห็นว่าวิกฤตของผู้ประกอบการมีความหลากหลาย ขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของธุรกิจเดิมและความสามารถในการปรับตัว บางรายลดกำลังการผลิต บางรายลดปริมาณการดำเนินงาน หรือแม้กระทั่งหยุดกิจกรรมบางส่วนเพื่อลดต้นทุน
สิ่งที่น่าห่วงคือ แม้ผู้ประกอบการจำนวนมากจะรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้น

แต่ยังไม่สามารถประเมินได้อย่างชัดเจนว่า สถานการณ์จะรุนแรงเพียงใด หรือจะยืดเยื้อแค่ไหน ทำให้การวางแผนในระยะยาวเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก หลายรายจึงเลือกใช้วิธีประคองวันต่อวันไปก่อน

อย่างไรก็ตามขณะนี้สิ่งที่ยังประเมินไม่ได้คือ ระยะเวลาของสงครามหรือวิกฤติ หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ผลกระทบด้านต้นทุนจะลึกขึ้น และอาจทำให้บางธุรกิจไม่สามารถฟื้นตัวได้

อีกด้านหนึ่ง หากสถานการณ์คลี่คลายเร็ว โอกาสในการฟื้นตัวก็จะมีมากขึ้นดังนั้นการตัดสินใจช่วยเหลือหรือไม่ช่วยเหลือ จึงต้องอิงกับการประเมินภาพรวมของสถานการณ์ ไม่ใช่เพียงสถานะของลูกค้าในปัจจุบัน

  • สัญญาณหนี้เริ่มลาม

ในด้านการชำระหนี้ก็เริ่มมีสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงมาสักระยะแล้วก่อนหน้านี้ และแนวโน้มนี้จะยังคงต่อเนื่องไป ดังนั้นธนาคารจำเป็นต้องเตรียมมาตรการรองรับอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

“ในเชิงกลยุทธ์ ธนาคารเองก็ต้องมีการปรับแผนธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมต้นทุน การชะลอการลงทุน หรือการทบทวนลำดับความสำคัญของโครงการต่างๆ”

สำหรับการตั้งสำรอง มีแนวโน้มว่าจะต้องเพิ่มขึ้น โดยเป็นการทยอยเติมสำรองให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าที่มีความเปราะบาง ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็นสองกลุ่มหลัก คือ กลุ่มที่เปราะบางอยู่แล้ว และได้รับผลกระทบซ้ำเติม และกลุ่มที่เดิมแข็งแรง แต่เมื่อเจอปัจจัยลบใหม่ ก็กลายเป็นกลุ่มเปราะบาง

สะท้อนให้เห็นว่า วิกฤตในรอบนี้ไม่ได้กระทบเฉพาะกลุ่มเดิม แต่ขยายวงไปยังกลุ่มใหม่ๆทำให้ฐานความเสี่ยงของระบบการเงินกว้างขึ้น