ท่ามกลางความผันผวนของ “เศรษฐกิจโลก” ที่ได้รับแรงกดดันจากความขัดแย้งระหว่างประเทศและผลกระทบที่แผ่ขยายมาถึงเศรษฐกิจไทย ภาคธุรกิจการเงินเริ่มส่งสัญญาณ “ตั้งรับ” อย่างชัดเจน โดยหันมาให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงมากกว่าการเร่งเติบโต ท่ามกลางบริบทที่ความไม่แน่นอนยังอยู่ในระดับสูง
“อาทิตย์ นันทวิทยา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จํากัด (มหาชน) กล่าวในงานสัมมนา BATTLE STRATEGY 2026 พลิกเกมรบ ชิงชัยเศรษฐกิจ "ทะยานสู่เป้าหมาย “จีดีพี3%” บนสมรภูมิระเบียบโลกใหม่ หัวข้อ The Intelligence Shift : Re-engineering Thai Capital for a High Growth New World จัดโดยนสพ.ข่าวหุ้นว่า
หากดูผลกระทบจากสงครามอิหร่านที่กระทบถึงทั่วโลกวันนี้ ยอมรับว่าผลกระทบได้ลามไปหลายส่วนของเศรษฐกิจไทย และผลกระทบไม่ได้กระจายตัวเท่ากันทุกกลุ่ม
ซึ่งผลกระทบครั้งนี้ต่างกับโควิด เนื่องจากตอนโควิดรัฐบาลประกาศหยุดจ้าง ค่าใช้จ่ายผู้ประกอบการไม่มี แต่วันนี้ทุกอย่างไม่ได้หยุดชะงัก ธุรกิจก็ต้องดำเนินธุรกิจต่อไป ดังนั้น วันนี้ถือว่าเป็นโจทย์ที่ไม่ง่ายสำหรับธุรกิจ
สำหรับ การช่วยเหลือลูกค้าคงต้องช่วยผ่อนผัน ให้ความยืดหยุ่นเพื่อให้ลูกหนี้ไม่ให้ถูกบีบรัดจนเกินไปในแง่ของการช่วยเหลือลูกค้า และคงเป็นการช่วยเหลือแบบเฉพาะจุด หรือ case by case โดยพิจารณาจากความจำเป็นและลักษณะของแต่ละธุรกิจ
ในแง่ของบริษัท มองว่าต้องปรับแผนธุรกิจเช่นเดียวกัน โดยต้องปรับทั้งวิธีการทำงานภายใน โดยให้ผู้บริหารระดับสูงลงไปมีส่วนร่วมกับหน้างานมากขึ้น เพื่อให้การตัดสินใจมีความแม่นยำและทันต่อสถานการณ์
และสิ่งที่บริษัทให้ความสำคัญคือ การไม่ยึดติดกับ “เป้าหมายการเติบโต” แต่โฟกัสในการดูแลความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจเป็นสิ่งที่สำคัญที่ทุกการดำเนินธุรกิจต้องระมัดระวังมากขึ้น หรือ Selective ทั้งในด้านการปล่อยสินเชื่อ การลงทุนและหลีกเลี่ยงสิ่งที่มีความเสี่ยงเกินไป
รวมถึงการชะลอการลงทุนที่ไม่จำเป็น และควบคุมค่าใช้จ่ายในส่วนที่ไม่เร่งด่วน เพื่อรักษาเสถียรภาพในช่วงที่ความไม่แน่นอนยังสูง
ทั้งนี้ ในภาพรวมของพอร์ตลูกค้า ธนาคารยังคงให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงเป็นหลัก โดยเฉพาะการระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าบุคคล ขณะที่ลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ยังคงมีเสถียรภาพในระดับหนึ่ง
วันนี้เราต้องปรับแผนเรา ต้องไม่ให้ธุรกิจของเราอยู่กับ “เป้า” ไม่ใช่ว่าต้องทำให้ได้ตามเป้า แล้วพาตัวเองเข้าไปในกองไฟ ก็ไม่ได้ เหล่านี้คือสิ่งที่เราส่งสัญญาณไปเป็นเดือนแล้ว เราบอกว่า Concern เรื่องเป้า แต่เราจะพิจารณาตามสถานการณ์การปรับเปลี่ยนต่าง ๆ สิ่งที่เราโฟกัสคือการบริหารความเสี่ยงเป็นหลัก อย่าปฏิเสธแบบเหมาแข่งหรืออย่าบุกแบบเหมาแข่ง ต้องรู้อะไรที่สมควรก็เอาเข้ามา อะไรที่ไม่สมควรก็ต้องแยกออกไป ต้อง Selective แน่นอน แผนลงทุนต่างๆก็ต้องชะลอออกไปในสิ่งที่จำเป็นไม่เร่งด่วนจริง ๆ ก็ต้องชะลอ โดยเฉพาะใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่สำคัญ ในแง่การปล่อยสินเชื่อ ยอมรับว่าบางส่วนต้องระมัดระวังมากขึ้น โดยเฉพาะลูกค้าบุคคล”
แต่อย่างไรก็ตามการชะลอลงทุนครั้งนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับการยกเลิกการซื้อกิจการ Home Credit เวียดนามเมื่อเร็วๆนี้ เนื่องจากดีลนี้มาจากเงื่อนไขที่ไม่ตรงกับที่ธนาคารกลางเวียดนาม เรื่องการกำหนดเกณฑ์ Credit Rating ของผู้ซื้อที่ค่อนข้างสูง ซึ่งในมุมของเอสซีบีเอกซ์ ก็ยังไม่ได้หยุดการลงทุนในต่างประเทศ แต่จะพิจารณาอย่างระมัดระวัง
ในภาพรวมของคุณภาพสินทรัพย์ ขึ้นอยู่กับการขยายตัวของผลกระทบ หากยังจำกัดอยู่ในวงแคบ ก็เชื่อว่าจะสามารถบริหารจัดการได้
แต่หากเกิดผลกระทบแบบโดมิโนที่เชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่ อาจทำให้สถานการณ์ยืดเยื้อและรุนแรงมากขึ้น
สำหรับคำแนะนำในการทำธุรกิจจากประสบการณ์ในการทำ Transformation ของเอสซีบีเอกซ์ในอดีต สำหรับองค์กรที่มีธุรกิจเดิมที่เป็น Cash Cow มองว่าสิ่งสำคัญคือ อย่าพยายามไป Disrupt ธุรกิจนั้น แต่ต้องพยายามบริหารจัดการให้มันสามารถสร้างกระแสเงินสดออกมาเพื่อนำไปลงทุนในธุรกิจใหม่ โดยต้องนำ AI และ Data มาปรับใช้
โดยสำหรับธุรกิจใหม่ที่สร้างขึ้นต้องไม่มีภาระจากอดีต (Legacy) เพื่อให้สามารถก้าวกระโดดได้ทันที สิ่งสำคัญคือต้องเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรให้กล้าทดลอง กล้าเปลี่ยนแปลง
และที่สำคัญคือต้องกล้าตัดขาดทุน (Cut loss)หากสิ่งที่ทำอยู่นั้นผิดทาง เพื่อนำทรัพยากรไปพัฒนาส่วนอื่นต่อ
ส่วนแผนธุรกิจในการเดินหน้าธนาคารไร้สาขาหรือ Virtual Bank ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการสร้างโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี ซึ่งคาดว่าจะเห็นการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรมในปี 2570
ท้ายที่สุด ในแง่ของการส่งไม้ต่อให้กับผู้บริหารที่จะเข้ามาเป็นหัวเรือใหญ่ของ “เอสซีบีเอกซ์” และธนาคารไทยพาณิชย์นั้น โดยมีความเชื่อมั่นอย่างมาก เพราะเป็นผู้บริหารที่เคยร่วมกันมานานกว่า 15 ปีในองค์กรนี้ ที่มีทั้งความเข้าใจในทิศทางเดียวกัน





