ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่ทวีความรุนแรงจากสถานการณ์สงครามอิหร่านที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กดดันต้นทุนเศรษฐกิจในหลายมิติ ทั้งค่าขนส่ง ค่าไฟฟ้า และค่าครองชีพ ขณะที่ภาคการเงินเริ่มจับตาผลกระทบ ท่ามกลางความกังวลต่อกำลังซื้อที่อ่อนแอลง และความสามารถชำระหนี้ที่อาจเปราะบางมากขึ้น
นายฐากร ปิยะพันธ์ ผู้จัดการใหญ่ ทีเอ็มบีธนชาต กล่าวว่า ราคาน้ำมันกระทบโดยตรงต่อต้นทุนค่าขนส่ง ค่าไฟฟ้า และอาจนำไปสู่ค่าครองชีพที่สูงขึ้น ที่เชื่อว่าจะมีผลกระทบต่อเงินในกระเป๋าของประชาชนเนื่องจากสถานการณ์ที่ยืดเยื้อ
ส่วนความสามารถในการชำระหนี้จากการมอนิเตอร์การชำระคืนของลูกหนี้ทุกผลิตภัณฑ์ แม้ยังไม่เห็นสัญญาณน่ากังวล แต่ยอมรับว่าหากยืดเยื้ออาจส่งผลในอนาคต
“เรามอนิเตอร์ใกล้ชิด แม้วันนี้ยังไม่เห็นสัญญาณที่กระทบพอร์ตลูกหนี้ชัดเจน แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ผลกระทบคงมีแน่นอน สินเชื่อบ้านวันนี้ก็ซบเซาอยู่แล้วคงไม่แย่ไปกว่านี้ ส่วนสินเชื่อรถอาจเห็นลูกค้ามูฟไปสู่รถไฟฟ้ามากขึ้น”
ในแง่ของธุรกิจอาจต้องติดตามใกล้ชิด โดยหวังว่าการมีรัฐบาล และคณะรัฐมนตรีที่ชัดเจนจะช่วยขับเคลื่อนมาตรการมาประคองสถานการณ์ได้ ในส่วนของธนาคารเริ่มใช้กลยุทธ์ Wait and See และมีความระมัดระวังมากขึ้น ปรับระเบียบงบประมาณการลงทุน การพิจารณาชะลอหรือดีเลย์โครงการที่ยังไม่ชัดเจน รวมถึงการให้พนักงาน Work from home ลดค่าใช้จ่าย
ทำ Stress Test ประเมินความเสี่ยง
นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิสโก้ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป จํากัด กล่าวว่า ต้องประเมินผลกระทบอย่างต่อเนื่อง โดยสถาบันการเงินทำแบบประเมิน และ Stress Test กรณีที่ราคาน้ำมัน และอัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงปัญหาการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน
ส่วนของข้อกังวลเรื่องหนี้เสีย (NPL) หรือกลุ่มหนี้ที่ค้างชำระไม่เห็นสัญญาณการไหลเข้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเหตุการณ์เพิ่งผ่านมา แต่ยังคงยึดหลักความระมัดระวังด้วยการมองไปข้างหน้า (Forward-looking) และพิจารณาจากแนวโน้มจีดีพีที่อาจลดลง เพื่อเตรียมภาระในการตั้งสำรองให้เหมาะสม
โดยมีแนวทางเข้าไปดูแลสภาพคล่อง และปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้ลูกค้าอย่างใกล้ชิดก่อนที่ลูกหนี้จะตกชั้น
เร่งช่วยลูกค้าฝ่าวิกฤติ
นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) กล่าวว่า ความท้าทายจากสถานการณ์โลกมีความไม่แน่นอนมากขึ้น เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ภาคธุรกิจต้องหันมาให้ความสำคัญกับการปรับปรุงขีดความสามารถในการแข่งขันและการกระจายความเสี่ยง ให้มากขึ้น
ในส่วนผลกระทบจากสงคราม เร่งให้ความรู้แก่ลูกค้าเพื่อปรับปรุงกิจการให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงทั้งการสนับสนุนด้านเงินทุนหมุนเวียนอย่างเต็มที่เพื่อช่วยประคองธุรกิจในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้
หนี้เสียจ่อพุ่งเซ่น ศก.ซบ-สงคราม
ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า หนี้เสียปีนี้มีแนวโน้มขยับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
โดยคาดการณ์ว่า NPL Ratio ของระบบธนาคารพาณิชย์อาจเข้าใกล้ระดับ 3% จาก ณ สิ้นปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่ 2.79% เป็นผลมาจากเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มเติบโตชะลอตัว ไม่เอื้อต่อความสามารถในการชำระหนี้ประกอบกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากผลกระทบของความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผ่านมายังราคาน้ำมัน และปัจจัยอื่นๆ
กลุ่มลูกหนี้ที่เป็นห่วงเป็นพิเศษคือ เอสเอ็มอี โดยเฉพาะที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว การขนส่ง พลังงาน และปุ๋ยเคมี โดยปัจจุบันลูกหนี้ที่เป็น NPL ไปแล้วในกลุ่มธุรกิจเสี่ยงดังกล่าว ยอดหนี้สะสมประมาณ 28,000 ล้านบาท หรือ 5.5% ของยอดคงค้าง NPL รวมทั้งระบบ โดยกลุ่มนี้อาจฟื้นตัว และกลับมามีสถานะปกติได้ยากแม้จะมีการปรับโครงสร้างหนี้
ทั้งนี้ ลูกหนี้กลุ่ม Stage 2 ในเซกเตอร์เสี่ยงเหล่านี้ มียอดหนี้ 45,000-48,000 ล้านบาท หรือ 4.4% ของ Stage 2 ทั้งระบบ ซึ่งต้องได้รับการมอนิเตอร์ และดูแลอย่างใกล้ชิดไม่ให้ไหลไปเป็นหนี้เสีย
ส่วนภาพรวมสินเชื่อปัจจุบัน ยังคงติดลบต่อเนื่อง 21 เดือน โดยใช้ตัวเลขประมาณการแบบระมัดระวัง (Conservative) ไว้ที่ ติดลบ 0.7% สถานการณ์ปัจจุบันจึงเป็นความท้าทายที่สถาบันการเงินต้องติดตามอย่างใกล้ชิดถึงปลายปี
คุณภาพหนี้ไทยเปราะบาง
นายยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) กล่าวว่า ปัจจุบันหนี้เสีย และกลุ่มค้างชำระหนี้หรือ Stage 2 อยู่ในระดับที่สูง และเป็นความเปราะบางของระบบการเงินที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ซึ่งพบว่าเมื่อนำหนี้ในกลุ่ม Stage 2 และ Stage 3 มารวมกัน มีสัดส่วนสูงเกือบ 20% ของสินเชื่อทั้งหมด ความเสี่ยงหลักมาจาก Stagflation ที่เกิดขึ้นทั่วโลกจากสงครามตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ทำให้ราคาน้ำมัน และพลังงานสูงขึ้นต่อเนื่อง สร้าง Negative Income Shock หรือผลกระทบด้านรายได้ในเชิงลบ เมื่อประชาชนมีรายจ่ายด้านค่าครองชีพ และพลังงานที่สูงขึ้น แต่รายได้เท่าเดิมหรือลดลง
“สัญญาณความท้าทายในภาคธุรกิจ โดยเฉพาะปัญหาสภาพคล่องมีแนวโน้มลดลง อาจนำไปสู่ปัญหาการชำระคืนหนี้ในกลุ่ม หุ้นกู้ภาคเอกชนโดยเริ่มเห็นสัญญาณความท้าทายนี้มาตั้งแต่ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาฯ และการก่อสร้าง ซึ่งหากราคาน้ำมันยังสูง และยืดเยื้อจะยิ่งซ้ำเติมสภาพคล่องให้ยากลำบากยิ่งขึ้น”
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





