วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม 2569

Login
Login

ห่วงน้ำมันแพง เร่งไทยเข้าสู่ Stagflation ดันเงินเฟ้อพุ่ง - กำลังซื้อหด

ห่วงน้ำมันแพง เร่งไทยเข้าสู่ Stagflation ดันเงินเฟ้อพุ่ง - กำลังซื้อหด

ดร.ดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.มีหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อชี้แจงสถานการณ์เงินเฟ้อของไทย หลังอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา และแนวโน้มเงินเฟ้ออีก 12 เดือนข้างหน้าอยู่ในระดับต่ำกว่ากรอบเป้าหมายนโยบายการเงินที่กำหนดไว้ที่ 1-3% จากปัญหาอุปทาน

และมองว่าเงินเฟ้อแนวโน้มระยะข้างหน้า มีทิศทางทยอยปรับสูงขึ้น และมีแนวโน้มกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายช่วงครึ่งหลังของปี 2570 จากความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์

แต่อย่างไรก็ตาม การประเมินครั้งนี้ เกิดขึ้นช่วงก่อนเกิดสงคราม (25 ก.พ.69) ที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) มองว่าเงินเฟ้อมีโอกาสเข้ากรอบช้ากว่าที่ประเมินไว้ เป็นเหตุผลหนึ่งของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

ทั้งนี้ สถานการณ์ปัจจุบัน ธปท. คาดว่าเงินเฟ้อจะกลับเข้ากรอบปี 2569 โดยธปท.จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อดูแลให้อัตราเงินเฟ้อในระยะปานกลางไม่สูงหรือต่ำจนเกินไปจนกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงิน

  • สงครามทุบทั่วโลกเข้าสู่ Stagflation

ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) กล่าวว่า จากแนวโน้มสถานการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลาง มีแนวโน้มยืดเยื้อ ส่งผล กระทบต่อราคาน้ำมันให้ปรับตัวสูงขึ้น และมีผลต่อเงินเฟ้อให้เพิ่มขึ้นแรง

ผลักดันเศรษฐกิจไทยและทั่วโลกเข้าสู่ภาวะ “Stagflation” หรือภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตชะลอลง สวนทางอัตราเงินเฟ้อเร่งตัวสูงขึ้น ที่ขณะนี้เกิดขึ้นแล้วทั้งในไทยและหลายประเทศทั่วโลก เนื่องจากประเทศส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง

สำหรับประเทศไทย โครงสร้างเศรษฐกิจเปราะบางต่อภาวะเงินเฟ้อจากพลังงานค่อนข้างมาก ไทยพึ่งพานำเข้าน้ำมันสูงถึงประมาณ 8% ของจีดีพีซึ่งถือว่าสูงเมื่อเทียบหลายประเทศ

ขณะเดียวกัน น้ำมันยังเกี่ยวโยงในตะกร้าเงินเฟ้อ (CPI) ค่อนข้างมากส่งผลให้เมื่อราคาพลังงานตลาดโลกปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพประชาชน

  • หั่น “จีดีพีไทย” ปีนี้ลงเหลือ 1.4% 

ล่าสุด EIC ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยลง โดยกรณีฐานคาดว่า สถานการณ์ความขัดแย้งจะคลี่คลายใน 2 เดือน เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเพียง 1.4% ขณะที่ อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 3.2% ซึ่งสูงกว่ากรอบเป้าหมายนโยบายการเงิน

และหากสถานการณ์ยืดเยื้อไปถึง 4 เดือนกรณีเลวร้าย คาดเศรษฐกิจอาจชะลอลงเหลือเพียง 0.8-1.1% และอัตราเงินเฟ้ออาจพุ่งขึ้นถึง 4-5% โดยมีความเสี่ยงสำคัญที่ราคาพลังงานจะยืนอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่คาดการณ์ไว้

ทั้งนี้ หนึ่งในประเด็นที่น่ากังวลอย่างมาก คือ “ค่าแรงที่แท้จริง” แรงงานไทยที่ติดลบต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงหลังโควิด-19 แม้อัตราการว่างงานจะอยู่ในระดับต่ำเพียง 0.8% แต่ความเป็นจริงกำลังซื้อประชาชนกลับลดลง เนื่องจากรายได้เติบโตไม่ทันเงินเฟ้อ สะท้อนถึงภาวะรายได้แท้จริงที่หดตัว ยิ่งซ้ำเติมกำลังซื้อของภาคครัวเรือนให้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ มีแนวโน้มจะกระทบการบริโภคสินค้าและบริการในวงกว้าง

การตรึงราคาพลังงานระดับต่ำเกินไป ไม่เพียงสร้างภาระการคลังจำนวนมาก แต่ยังบิดเบือนกลไกราคา ทำให้ประชาชนขาดแรงจูงใจประหยัดพลังงาน และภาครัฐคงไม่สามารถตรึงราคาพลังงานไว้ได้ตลอดไป หากยังคงฝืนเมื่อถึงจุดที่ต้องปล่อยให้ราคาปรับตัวตามกลไกตลาดอาจก่อให้เกิด Economic Shock ที่รุนแรงคล้ายกับวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ได้ ดังนั้น ต้องปรับราคาพลังงานค่อยเป็นค่อยไปเพื่อลดแรงกระแทกทางเศรษฐกิจ”

อย่างไรก็ตาม มองว่าภาครัฐจำเป็นต้องรักษาวินัยทางการคลังอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในช่วงที่หนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ประมาณ 66% ของ จีดีพีและมีแนวโน้มจะขยับเข้าใกล้เพดาน 70% เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ การสื่อสารแผนการบริหารหนี้อย่างชัดเจนจึงเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนและสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือได้

  • เตือนเงินเฟ้อทะลุ 2% เป็นจุดอันตราย

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า จากสถานการณ์ความผันผวนราคาพลังงานในตลาดโลก ที่ทวีความรุนแรงต่อเนื่อง โดยเฉพาะล่าสุดที่ปรับเพิ่มขึ้น 6 บาท และยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง

ซึ่งกระทบโดยตรงต่อตัวเลขเงินเฟ้ออย่าง “หลีกเลี่ยงไม่ได้” จากเดิมที่มีการประมาณการราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยไว้ที่ไม่ถึง 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ปัจจุบันน้ำมันอาจพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้

ดังนั้น สิ่งที่น่ากังวลคือ ประเทศไทยอ่อนไหวต่อราคาน้ำมันสูงมาก กระทบทำให้ราคาสินค้าในหลากหลายหมวดหมู่ปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย สุดท้ายจะเป็นตัวผลักดันเงินเฟ้อของไทยให้ขยับขึ้นทะลุ 2% ได้ จากเดิมที่มองว่าเงินเฟ้ออาจใกล้เคียง 0% หรือต่ำกว่า 1%

ทั้งนี้ หากดูผลกระทบที่รุนแรงที่สุดของเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น คือ กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน หากรายได้ของประชาชนไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราที่เท่ากัน จะนำไปสู่ภาวะที่เรียกว่ารายได้ที่แท้จริงลดลง ทำให้กระทบหนักต่อกำลังซื้อในระยะข้างหน้า โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย ระดับล่างที่อาจถูกกระทบมากที่สุด

“ไตรมาสที่ 2 ของปี จะเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ความไม่แน่นอนในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในอิหร่าน จะชัดเจนมากขึ้น ดังนั้นมองว่า รัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการเข้ามาประคองสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นใช้เงินกู้ฉุกเฉิน ใช้อุดหนุนผ่านกองทุนน้ำมัน หรือลดค่าไฟฟ้า แต่เหล่านี้เป็นเพียงมาตรที่ช่วยประคองสถานการณ์ระยะสั้นเท่านั้น แต่สิ่งที่ตามมาคือความเสี่ยงมหภาค ทั้งหนี้ภาครัฐ อันดับความน่าเชื่อถือ การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด หรือหนี้ครัวเรือนที่ยิ่งเร่งตัวขึ้น”