วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม 2569

Login
Login

‘กอบศักดิ์’ ชี้สงครามอิหร่านลาม เป็นสงครามตะวันออกกลางแล้ว สะเทือน 4 ระลอก

‘กอบศักดิ์’ ชี้สงครามอิหร่านลาม เป็นสงครามตะวันออกกลางแล้ว สะเทือน 4 ระลอก

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการธนาคารกรุงเทพ  กล่าวว่าสถานการณ์ความขัดแย้งที่เริ่มจากอิหร่านขณะนี้ได้ลุกลามเป็นสงครามในตะวันออกกลางแล้ว

ต้องยอมรับความจริงว่าสงครามได้ขยายวงกว้างและส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก แม้ยังไม่สามารถประเมินได้ชัดเจนว่าสถานการณ์จะรุนแรงเพียงใด ยาวนานแค่ไหน หรือจะจบลงด้วยการเจรจาหรือความเสียหายรุนแรง แต่ในช่วงกว่า 20 วันที่ผ่านมา ผลกระทบที่เริ่มปรากฏถือว่าน่ากังวลอย่างมาก

ทั้งนี้ มองว่า แรงกระแทกจากสงครามตะวันออกกลางจะเกิดขึ้นอย่างน้อย 4 ระลอก

โดยระลอกแรก เกิดขึ้นในตลาดทุนและราคาสินทรัพย์ต่างๆ ซึ่งในช่วงเริ่มต้น ราคาหุ้นของหลายประเทศปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงจนต้องหยุดการซื้อขาย และตามมาด้วยความผันผวนของราคาสินทรัพย์จากการปรับมุมมองและสถานะการลงทุน

ทั้งนี้ สินทรัพย์อย่างทองคำ เงิน และหุ้นที่ปรับขึ้นแรงก่อนหน้าและทำจุดสูงสุดใหม่ในช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ กลับกลายเป็นจุดเปราะบางที่ทำให้ราคาเหวี่ยงตัวอย่างรุนแรง

ขณะที่ความไม่แน่นอนของนโยบายสหรัฐ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประกอบกับสถานการณ์สงครามที่เกินความคาดหมาย ยิ่งเพิ่มความผันผวนให้ตลาด เมื่อมีข่าวความเสียหายจากพื้นที่ขัดแย้ง ราคาสินทรัพย์ที่เริ่มทรงตัวก็กลับปรับลดลงอีกครั้ง

ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันกลายเป็นอีกสมรภูมิสำคัญที่มีการปรับขึ้นลงอย่างต่อเนื่อง จากการตอบโต้เชิงนโยบายระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ส่งผลให้การลงทุนในช่วงนี้มีลักษณะคล้ายการเสี่ยงโชคกับความไม่แน่นอนของทิศทางนโยบาย

แรงกระแทกระลอกที่สอง คือผลกระทบจากราคาน้ำมันและปริมาณน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ซึ่งเริ่มส่งผลต่อต้นทุนสินค้า ค่าครองชีพ และนำไปสู่ภาวะขาดแคลนในบางพื้นที่ โดยเฉพาะประเทศที่มีสำรองน้ำมันไม่มาก โดยล่าสุดมีประเทศที่ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านน้ำมันแล้ว และอาจมีประเทศอื่นดำเนินการตาม

หากการเจรจาไม่สามารถยุติความขัดแย้งได้ และเกิดการทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้าหรือแหล่งผลิตน้ำมัน ก็มีความเสี่ยงที่จะนำไปสู่วิกฤตพลังงานโลก

ขณะเดียวกัน สถานการณ์ยังซับซ้อนขึ้นจากเหตุการณ์ที่ยูเครนใช้โดรนโจมตีคลังน้ำมันของรัสเซีย ซึ่งกระทบต่อความสามารถในการส่งออกน้ำมัน และอาจทำให้ช่องทางแก้ปัญหาด้านพลังงานยิ่งจำกัดลง

แรงกระแทกระลอกที่สาม คือผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการผลิตน้ำมัน โดยไม่ใช่เพียงแค่การขาดแคลนน้ำมันเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง เช่น เม็ดพลาสติกและปุ๋ย ซึ่งมีความเสี่ยงขาดแคลนจากการที่โรงกลั่นจำนวนมากตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง

นอกจากนี้ การที่เรือขนส่งไม่สามารถผ่านช่องแคบสำคัญได้ ส่งผลให้โรงกลั่นบางแห่งต้องหยุดการผลิตชั่วคราว และกระทบต่อระบบอุตสาหกรรมทั่วโลก

โดยในประเทศไทยเริ่มเห็นสัญญาณปัญหาในสินค้าบางประเภท เช่น บรรจุภัณฑ์พลาสติก สี และสินค้าอุปโภคบริโภคบางรายการ ซึ่งกอบศักดิ์มองว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น และหากสถานการณ์รุนแรงขึ้น ผลกระทบจะยิ่งขยายตัวและทำให้ราคาสินค้าปรับเพิ่มขึ้นมาก

แรงกระแทกระลอกที่สี่ คือผลกระทบต่อสมดุลเศรษฐกิจมหภาค โดยราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว ประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันอย่างไทยมีแนวโน้มขาดดุลการค้ามากขึ้น ค่าเงินอาจอ่อนค่า และหากเงินเฟ้อเร่งตัวต่อเนื่อง นโยบายการเงินของหลายประเทศอาจเปลี่ยนทิศจากการลดดอกเบี้ยไปสู่การปรับขึ้นดอกเบี้ย

นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงที่รูปแบบของสงครามจะเปลี่ยนไปสู่การก่อการร้ายในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวของหลายประเทศ

ทั้งนี้ จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์และความไม่ชัดเจนของการเจรจา ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมืออย่างจริงจัง

โดยหากสถานการณ์กลับมารุนแรงอีกครั้งและมีการส่งกำลังทหารเพิ่มเติม ความเสียหายต่อโครงสร้างการผลิตพลังงานโลกอาจเพิ่มขึ้น และทำให้วิกฤตรอบนี้มีแนวโน้มลึกและยาวนานมากขึ้น

ทั้งนี้ มองว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน “Crisis Mode” อาจเป็นแนวทางที่ทุกฝ่ายต้องนำมาใช้ในการรับมือกับความผันผวนที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องในระยะข้างหน้า