วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม 2569

Login
Login

ธปท.เกาะติดสงครามอิหร่านใกล้ชิด รับจีดีพีเสี่ยงต่ำเป้า เร่งดูแลค่าเงินไม่ให้ซ้ำเติมศก.

ธปท.เกาะติดสงครามอิหร่านใกล้ชิด รับจีดีพีเสี่ยงต่ำเป้า เร่งดูแลค่าเงินไม่ให้ซ้ำเติมศก.

ธปท.จับตาสถานการณ์อิหร่านใกล้ชิด รับมีผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยแล้วผ่านราคาน้ำมัน-ท่องเที่ยว ชี้อาจกระทบจีดีพีต่ำกว่าที่ประเมินไว้ ย้ำบทบาทธปท.คือดูแลตลาดเงินความผันผวน ไม่ให้เป็นปัจจัยซ้ำเติมเศรษฐกิจ-ธุรกิจ

นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า จากสถานการณ์สงครามอิหร่านที่ขยายวงกว้างมากขึ้น ธปท.ได้มีการเกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

และยอมรับว่าขณะนี้เริ่มเห็นสัญญาณผลกระทบที่ส่งผ่านมาสู่เศรษฐกิจไทยเกิดขึ้นแล้ว แม้ว่าตัวเลขดัชนีเศรษฐกิจรายเดือนอาจยังไม่สะท้อนภาพทั้งหมด เนื่องจากเป็นข้อมูลย้อนหลัง แต่ประเมินว่าผลกระทบได้เริ่มส่งผ่านเข้ามาแล้วในหลายช่องทางอย่างมีนัยสำคัญ
 

ทั้งในด้านต้นทุน ซึ่งเป็นช่องทางแรกของผลกระทบ โดยพบว่า ราคาพลังงานและน้ำมันมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจน โดย ธปท.อยู่ระหว่างติดตามว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะส่งผ่านไปยังค่าครองชีพของประชาชนมากน้อยเพียงใด

ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อผลกระทบก็อาจส่งผ่าน ผ่านต้นทุนทั้งน้ำมัน ค่าครองชีพต่างๆอย่างเลี่ยงไม่ได้

นอกจากนี้ยังเป็นปัจจัยลบต่อภาคการท่องเที่ยวของไทยที่กำลังฟื้นตัว และเป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจ โดยแต่ละประเทศจะได้รับผลกระทบแตกต่างกันตามระดับการพึ่งพาในแต่ละด้าน

ทั้งนี้ ในมุมของธปท.มองว่ามีโอกาสเป็นไปได้คือ กรณี Base Case แม้ว่าสถานการณ์จะยุติในช่วงครึ่งแรกของปีเช่นกัน แต่ผลกระทบจะยืดเยื้อไปถึงครึ่งปีหลัง เนื่องจากความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้การฟื้นตัวใช้เวลานานกว่า โดยราคาน้ำมันเฉลี่ยอาจอยู่ที่ประมาณ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และการขนส่งยังเผชิญข้อจำกัดต่อเนื่อง

ซึ่งจากความไม่แน่นอนดังกล่าว ธปท.ยอมรับว่ามีความเสี่ยงด้านต่ำ(downside risk) ต่อเศรษฐกิจไทย และอาจทำให้มุมมองเศรษฐกิจต่ำกว่าที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)เคยประเมินไว้ที่ 2% แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับความรุนแรงและระยะเวลาของสถานการณ์ด้วย

จากผลกระทบเบื้องต้น ธปท.เตรียมนำทุกปัจจัยมาประเมินร่วมกันในการประชุมกนง.ครั้งหน้าคือปลายเดือนเม.ย.2569 นี้ด้วย โดยเฉพาะแนวโน้มเงินเฟ้อและสมมติฐานราคาพลังงานใหม่

หากเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นจากปัจจัยด้านอุปทาน เช่น ราคาพลังงานที่เกิดจาก Supply shock ชั่วคราว ประเด็นนี้ก็สามารถมองผ่านมองทะลุได้ (Look through) เพราะการขึ้นลงดอกเบี้ยคงไม่สามารถแก้ปัญหาด้านอุปทานได้โดยตรง

แต่หากแรงกดดันเงินเฟ้อเริ่มส่งผ่านไปยังอุปสงค์หรือการคาดการณ์เงินเฟ้อระยะยาว ประเด็นนี้ก็อาจนำมาพิจารณาในใช้นโยบายดอกเบี้ยตามความเหมาะสม

สำหรับตลาดการเงินยอมรับว่าความผันผวนมีสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าเงินบาทที่มีจังหวะอ่อนค่ามากกว่าสกุลเงินอื่นในภูมิภาค สะท้อนปัจจัยพื้นฐานของไทยที่เป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิและพึ่งพาการท่องเที่ยวสูง แม้ล่าสุดเงินบาทจะเริ่มกลับมาแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยหากเทียบกับก่อนหน้านี้ก็ตาม

และมองว่าค่าความผันผวนของค่าเงินบาทสูงที่ระดับ 9% ถือว่าสูงขึ้นหากเทียบกับช่วงที่ผ่านมา แม้จะไม่ได้สูงที่สุดในประวัติการณ์ก็ตาม 

บทบาทของภายใต้ภาวะผันผวนสูง คือการเข้าไปดูแลความผันผวนของค่าเงินบาททั้งในช่วงแข็งค่าและอ่อนค่า การดูแลตลาดเงินไม่ให้สร้างผลซ้ำเติมสำหรับเศรษฐกิจไทยและธุรกิจ 

โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถตั้งราคาและดำเนินธุรกิจได้ต่อเนื่อง รวมถึงรักษาการทำงานของตลาดการเงินให้เป็นปกติ พร้อมป้องกันไม่ให้เกิดภาวะตื่นตระหนกที่อาจทำให้ตลาดหยุดทำงาน อย่างไรก็ตาม ธปท.ยอมรับว่าปัจจัยสำคัญส่วนใหญ่เป็นปัจจัยภายนอกประเทศที่ควบคุมได้จำกัด

ในส่วนของการสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ธปท.ได้ดำเนินโครงการ “SME Credit Boost” เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ โดยล่าสุดพบว่า มีดีมานด์การขอสินเชื่อสูงขึ้น โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่อยู่ในกลุ่มเป้าหมาย