วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม 2569

Login
Login

‘ศูนย์วิจัยกสิกรไทย’ แนะลดแทรกแซงน้ำมัน ห่วงฉุดขาดดุล ‘พลังงาน-คลัง-นำเข้า’

‘ศูนย์วิจัยกสิกรไทย’ แนะลดแทรกแซงน้ำมัน ห่วงฉุดขาดดุล ‘พลังงาน-คลัง-นำเข้า’

สถานการณ์เศรษฐกิจโลกและประเทศไทยกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญนับตั้งแต่ช่วงปลายเดือนก.พ. ที่ผ่านมา จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ได้ปะทุขึ้นและส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง

นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า ปัจจุบันราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นจากสงครามอิหร่านที่ขยายวงกว้างมากขึ้น

ไม่เพียงเท่านั้นยังพบว่า หลายวัตถุดิบยังได้รับผลกระทบเป็นลูกโซ่ จากการขาดแคลนวัตถุดิบจากผลกระทบสงคราม เช่น ปุ๋ย และก๊าซธรรมชาติ ปิโตรเคมีต่างๆ ล้วนเป็นปัจจัยพื้นฐานในกระบวนการผลิตภาคอุตสาหกรรม ผลกระทบดังกล่าวมองว่ากระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยแน่นอนมีโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวต่ำกว่า 1.9% ที่ประเมินไว้เดิมในปีนี้

โดยหากสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อ เศรษฐกิจอาจปรับลดลงเพียง 0.2% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นจาก 0.4% ไปแตะระดับ0.9% และหากความขัดแย้งลากยาวกว่าที่คาดการณ์ไว้ อาจส่งผลให้ตัวเลขจีดีพีปรับลดลงจาก1.9% เหลือเพียง1.2% เท่านั้น และเงินเฟ้ออาจพุ่งสูงถึง2.2%
ห่วงไทยขาดดุล 3 ต่อ

ในด้านการบริหารงานของรัฐบาลใหม่ มองว่าสิ่งที่ต้องทำอย่างเร่งด่วนที่สุด คือ การจัดการแหล่งพลังงานและวัตถุดิบให้เพียงพอ รวมถึงการดูแลค่าครองชีพของประชาชน

แม้มองว่า สถานการณ์จะคลี่คลายใน2 เดือน และคงไม่เกิดการขาดแคลนพลังงานอย่างรุนแรง แต่รัฐบาลต้องสร้างความชัดเจนในมาตรการรับมือ สำหรับข้อเสนอเรื่องการนำถ่านหินกลับมาใช้ชั่วคราวเพราะเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำหากสถานการณ์บังคับ 

“ครั้งนี้เป็นวิกฤติและเป็นสัญญาณเตือน Wake-up call ให้ทุกประเทศตระหนักถึงความเสี่ยงจากการพึ่งพาพลังงานจากแหล่งเดียว โดยเฉพาะในเอเชียที่พึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางสูงถึง 60% สำหรับประเทศไทย และควรเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด หรือพลังงานนิวเคลียร์ยังเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่มีเสถียรภาพสูง แม้จะมีราคาสูงแต่จะช่วยป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจหยุดชะงักในยามเกิดสงครามได้”

อย่างไรก็ตาม สำหรับการเข้าไปอุดหนุนราคาน้ำมัน สิ่งที่น่ากังวลคือภาระทางการคลัง ซึ่งไทยเป็นเพียงไม่กี่ประเทศที่ยังพยายามพยุงราคาน้ำมันไว้

ในขณะที่ประเทศอื่นปล่อยให้เป็นไปตามราคาตลาด ดังนั้นรัฐไม่ควรแทรกแซงมากจนเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดปัญหาของขาดตลาดและระบบตลาดพัง

และสิ่งนี้กำลังนำไปสู่ภาวะขาดดุลสามต่อคือการขาดดุลการคลัง การขาดดุลพลังงาน และการขาดดุลจากการนำเข้า เนื่องจากการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันที่แพงขึ้น 

  • เปิด 3 ฉากทัศน์กระทบจีดีพี

นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า สำหรับผลกระทบสงคราม กระทบเงินเฟ้อเป็นด่านแรกที่ได้รับผลกระทบเร็วกว่าภาคเศรษฐกิจจริง

โดยคาดว่า จะเริ่มเห็นผลกระทบที่ชัดเจนขึ้นในไตรมาสที่ 2 แม้ปัจจุบันรัฐบาลจะยังคงมีมาตรการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลอยู่ แต่ในที่สุดเงินเฟ้อก็ต้องปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากราคาพลังงานมีสัดส่วนถึง 12% ในตะกร้าเงินเฟ้อ และยังเป็นต้นทุนวัตถุดิบที่สำคัญของธุรกิจอื่นๆ

สำหรับฉากทัศน์ที่มีผลต่อจีดีพี ปีนี้เดิมคาดไว้ที่ 1.9% กรณีสถานการณ์สงครามกระทบต่อราคาน้ำมันยืนเหนือ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเฉลี่ยทั้งปี 62 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ยังคงประมาณการเศรษฐกิจไว้ที่ 1.9%

กรณีความขัดแย้งจบเร็ว คาดปิดช่องแคบฮอร์มุซ 4-6 สัปดาห์ มองผลกระทบต่อจีดีพี 0.2% เงินเฟ้ออยู่ที่ 0.9% และกรณีร้ายแรงที่สุด หากช่องแคบปิด 7-12 สัปดาห์สถานการณ์ยืดเยื้อขึ้น จะส่งผลกระทบต่อจีดีพีรุนแรงขึ้นที่ 0.7%

สุดท้าย กรณีวิกฤติ (Worst Case) ปิดช่องแคบฮอร์มุซนานกว่า 12 สัปดาห์ จีดีพีอาจได้รับผลกระทบสูงถึง 1.6% ซึ่งจะทำให้ตัวเลขการเติบโตของจีดีพีทั้งปีเหลือเพียง 0.2-0.3% เท่านั้น หากราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีอาจพุ่งสูงขึ้นไปอยู่ที่ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และอัตราเงินเฟ้อมีโอกาสขยับขึ้นไปใกล้ระดับ 4%

  • ส่งออก-อิเล็กทรอนิกส์กระทบแรง

ดร.รุจิพันธ์ อัสสะรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ขยายความเพิ่มเติมถึงผลกระทบต่อการส่งออกของรถยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ของไทยที่มีบทบาทสูงต่อการส่งออกรวมทั้งประเทศ ตะวันออกกลางเป็นตลาดนำเข้ารถยนต์ที่สำคัญของไทย คิดเป็นราว 20% ของปริมาณส่งออกรถยนต์ไทยทั้งหมด

ผลกระทบส่วนใหญ่จะเป็นรถปิกอัพซึ่งมีสัดส่วน 60% และคาดว่าการส่งออกไปตลาดดังกล่าวจะลดลงราว 15,000 คันต่อเดือน เมื่อรวมผลจากการขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ของเม็กซิโก การแข่งขันกับรถยนต์จากจีน และการยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมของคู่ค้า คาดว่าปริมาณส่งออกรถยนต์ไทยสู่ตลาดโลกในปี 2569 จะหดตัว 8.1 %

นอกจากนี้ สงครามอิหร่านคาดว่า จะทำให้อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยเผชิญภาวะต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนวัตถุดิบและเคมีภัณฑ์ ซึ่งมีสัดส่วนราว 1 ใน 4 ของต้นทุนทั้งหมด พร้อมทั้งกดดันค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของโลกให้ขยายตัวลดลง1% เมื่อเทียบกับกรณีไม่มีสงคราม

  • นักท่องเที่ยวหด 1 ล้านคน

นางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ระบุว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกระทบต่อภาคท่องเที่ยวของไทย ประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกลจะลดลงกว่า 1 ล้านคนจากคาดการณ์ทั้งปีเดิม คิดเป็นเม็ดเงินที่สูญเสียไปราว 8 หมื่นล้านบาท สำหรับธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว 

นอกจากนี้ ธุรกิจเอสเอ็มอีที่พึ่งพาการใช้พลังงาน การขนส่ง ปุ๋ย พลาสติก ในสัดส่วนสูง ได้แก่ กลุ่มขนส่ง การผลิต ประมง เกษตร ร้านอาหาร เป็นต้น จะได้รับผลกระทบมากจากต้นทุนที่สูงและอัตรากำไรที่ลดลง

  • จับตาปัญหาหนี้เสียลาม

ดร.กาญจนาโชค ไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ความขัดแย้งสงครามส่งผลให้เงินบาทผันผวนมากขึ้น ล่าสุดอยู่ที่ 9% สูงกว่าปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่ระดับ 7.5-8% เท่านั้น

ทำให้ผู้ส่งออกบริหารจัดการความเสี่ยงยากขึ้น ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาค่าเงินบาทอ่อนค่าลงแล้วประมาณ 4% มาอยู่ที่ระดับประมาณ 32.85 บาทต่อดอลลาร์ เป็นการอ่อนค่าสูงเป็นอันดับต้นๆ ในเอเชีย หากราคาน้ำมันยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงเช่น 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลต่อเนื่องหลายเดือน อาจเห็นค่าเงินบาทอ่อนค่าไปถึงระดับ 33.50-34.00 บาทต่อดอลลาร์ได้ 

นอกจากนี้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ในตลาดกลับขยับสูงขึ้น เป็นความผันผวนที่ส่งผ่านมาจากผลกระทบในตะวันออกกลาง

ส่วนภาคธุรกิจ กลุ่มที่น่ากังวลที่สุด คือ เอสเอ็มอีที่อยู่ในภาคขนส่ง ท่องเที่ยวและบริการ อุตสาหกรรมพลาสติก เคมีภัณฑ์ และปุ๋ย เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีสายป่านสั้น ข้อมูลปัจจุบันพบว่า มีลูกค้าเอสเอ็มอีในกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ที่เป็นหนี้เสีย (NPL) อยู่แล้ว

กลุ่มนี้ปัจจุบันมีสัดส่วนประมาณ 5.5% ของหนี้เสียทั้งหมด หรือคิดเป็นมูลค่า 28,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ หากสถานการณ์ยืดเยื้อกลุ่มที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ คือ ลูกค้าในระดับ Stage 2 ลูกหนี้ที่เริ่มผิดนัดชำระหรือมีสัญญาณปัญหามีวงเงินรวมกันสูงถึง 45,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 4.5% ของลูกหนี้ Stage 2 ทั้งหมด ธนาคารจำเป็นต้องมอนิเตอร์กลุ่มนี้อย่างใกล้ชิดในช่วง 1-3 เดือนข้างหน้า เพราะมีความเสี่ยงสูงที่จะกลายเป็นหนี้เสีย