วันพุธ ที่ 18 มีนาคม 2569

Login
Login

ผวา ‘สงครามอิหร่าน’ ยืดเยื้อ ฉุด ‘ท่องเที่ยว-ลงทุน’ ดิ่งเหว

ผวา ‘สงครามอิหร่าน’ ยืดเยื้อ ฉุด ‘ท่องเที่ยว-ลงทุน’ ดิ่งเหว

“นักเศรษฐศาสตร์” ห่วงสงครามยืดเยื้อ “ทิสโก้” ชี้กระทบ “ส่งออก-ท่องเที่ยว” เสี่ยงสะเทือน “จีดีพีไทย” ต่ำกว่า 1% หากยืดเยื้อเกิน 6 เดือน ชี้มาตรการตรึง “ราคาน้ำมัน” ใช้ได้ชั่วคราวจ่อปรับขึ้นตามราคาน้ำมันโลก ด้าน “ธนาคารกรุงศรี” ชี้สงครามกระเทือนลงทุน กระทบนักลงทุนเข้าโหมดชะลอลงทุนดูสถานการณ์ แนะปรับพอร์ตรับความเสี่ยง


เศรษฐกิจไทย” เผชิญแรงกดดันรอบด้านจากสถานการณ์ “ความขัดแย้งตะวันออกกลาง” ที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ โดยเฉพาะความเสี่ยงปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก อาจส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งสูง กระทบต้นทุนเศรษฐกิจในวงกว้าง

ขณะที่ไทยพึ่งพานำเข้าน้ำมันในสัดส่วนสูง ยิ่งเปราะบางมากขึ้น ทั้งต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ภาคท่องเที่ยว การส่งออก และเสถียรภาพค่าเงินบาทในระยะถัดไป

นายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ ทิสโก้ เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้อาจเติบโตไม่ถึง 1% หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อรุนแรง 3-6 เดือน

โดยเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวลง จากอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขัดขวางขนส่งน้ำมันกว่า 20% ของโลก ทำลายโรงกลั่น แท่นขุดเจาะน้ำมันแถบตะวันออกกลาง

ทั้งนี้ ไทยนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางสูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาค หรือกว่า 6% ของจีดีพี ทำให้ทุกการเพิ่มขึ้น 10% ของราคาน้ำมันดิบดูไบจากสมมุติฐานเดิมที่ 72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะกระทบจีดีพีราว 0.3-0.4%

ดังนั้น หากราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีเพิ่มสูงขึ้นจากราคาฐานไปที่ 82.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะทำให้จีดีพีไทยโตเพียง 1.2% เท่านั้น

  • คาดรัฐตรึงราคาน้ำมันได้แค่ 1 เดือน

นอกจากนี้ มองว่าการตรึงราคาน้ำมันของรัฐบาลโดยใช้เงินจากกองทุนน้ำมัน เป็นเพียงมาตรการชั่วคราวเพื่อยืดระยะเวลาที่ต้องเพิ่มราคาน้ำมันออกไป อย่างไรก็ตามราคาน้ำมันต้องปรับขึ้นต่อเนื่องตามราคาน้ำมันโลกสู่ระดับ 80-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล คาดว่าจะเป็นจุดดุลยภาพใหม่โดยเงินที่ใช้ตรึงราคาน้ำมันดีเซลเพียงอย่างเดียว คิดเป็นกว่า 1,300 ล้านบาทต่อวัน ไม่นับรวมราคาน้ำมันประเภทอื่นๆ และก๊าซธรรมชาติ

ดังนั้น คาดการณ์เบื้องต้น รัฐบาลจะไม่สามารถตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 33 บาทต่อลิตรได้ต่อเนื่องเกิน 1 เดือน แต่จะปรับเพิ่มขึ้นเป็นขั้นบันไดเพื่อป้องกันภาวะช็อกทางเศรษฐกิจ

โดยอาจเห็นราคาน้ำมันดีเซลแตะระดับ 35 บาทใกล้เคียงกับกรณีสงครามรัสเซียยูเครน และขยับไปสู่ 40 บาทต่อลิตรในกรณีสถานการณ์ทวีความรุนแรงมากขึ้น ส่วนน้ำมันเบนซินคาดว่าจะปล่อยลอยตัวแตะระดับ 45 บาทต่อลิตร

โดยรัฐบาลอาจใช้วิธีลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลร่วมกับการใช้กองทุนน้ำมัน เพื่อลดภาระกองทุนลง โดยต้องพิจารณาบนเงื่อนไขพื้นที่การคลังที่มีจำกัด พร้อมกันนั้นควรชะลอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเปลี่ยนไปส่งเสริมนโยบายลดค่าไฟฟ้าแก่ประชาชนที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 4 บาท ไปสู่ 5-6 บาทต่อหน่วย

หรือในระยะยาวอาจปล่อยซอฟต์โลนสำหรับโครงการโซลาร์เซลล์ระดับชุมชนเพื่อลดพึ่งพิงพลังงาน

  • สงครามยืดเยื้อกระทบนักท่องเที่ยวดิ่ง

ด้านผลกระทบกรณีสงครามยืดเยื้อเกินกว่า 6-10 สัปดาห์ในภาคท่องเที่ยวจะได้รับผลกระทบจากนักท่องเที่ยวที่ลดลง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและยุโรปซึ่งมีการใช้จ่ายในการท่องเที่ยวสูง จากการปิดน่านฟ้าและราคาตั๋วที่แพงขึ้นตามต้นทุนราคาน้ำมัน

โดยเดือน มี.ค. ไทยมีนักท่องเที่ยวลดลงไปแล้วกว่า 3 แสนคน ลดลง 10% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน และสิ้นปีอาจเห็นนักท่องเที่ยวลดลงกว่า 6 แสนถึง 1.2 ล้านคนจากปีที่ผ่านมา

ขณะที่ ภาคส่งออกจะโตได้ต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้ที่ 3% จากต้นทุนค่าขนส่งทางเรือที่เพิ่มขึ้น กระทบภาคการผลิตภายในประเทศที่อ่อนแรงอยู่แล้วให้หดตัว ด้านราคาสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ ทั้งปุ๋ย เม็ดพลาสติก เพิ่มขึ้นตามต้นทุนและค่าขนส่งที่สูงขึ้น สร้างภาระให้แก่ครัวเรือนที่มีรายได้น้อย

“ทุกๆ 10% ของราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจากราคาฐานที่ 72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะดันเงินเฟ้อทั่วเพิ่มขึ้นราว 0.8% ทำให้เงินเฟ้อปีนี้อาจเพิ่มขึ้นเป็น 1-2% และทำให้เงินบาทอ่อนแตะ 33 บาทต่อดอลลาร์ ในไตรมาส 2 และอาจอ่อนค่าไปไกลถึง 35 บาท/ดอลลาร์ภายในสิ้นปี ทั้งนี้ คาดคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะยังคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1% ไว้ตลอดปี 2569”

นอกจากนี้ ไทยยังต้องเผชิญความเสี่ยงเชิงโครงสร้างหลายมิติระยะยาว เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยรายงานธนาคารโลก ระบุว่า ไทยอาจสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจ 7-14% ภายในปี 2593 จากน้ำท่วมและภัยแล้ง หากไม่สามารถปรับตัวรับมือได้กับผลกระทบภาวะโลกร้อนได้

ขณะเดียวกัน ไทยกำลังก้าวสู่สังคมสูงอายุระดับสุดยอด จากสัดส่วนผู้สูงอายุที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นแตะระดับ 28% ภายในไม่เกิน 3-4 ปีข้างหน้า จากระดับปัจจุบันอยู่ที่ราว 22% ขณะที่อัตราการเกิดที่ลดลงต่อเนื่องหลายทศวรรษ ลดทอนฐานแรงงานและศักยภาพเติบโตของเศรษฐกิจปีละ 0.5-1% ช่วง 30 ปีข้างหน้า จากอุปทานและผลิตภาพแรงงานลดลง เพิ่มภาระการคลังสวนทางรายได้จากภาษีที่ลดลง

ด้านสุขภาพ ค่ารักษาพยาบาลในประเทศไทยเติบโตสูงถึง 10.8% ต่อปี สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่คาดว่าจะปรับขึ้นราว 10% โดยแม้รัฐจะมีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า แต่ยังมีคนไทยอีกราว 8% ที่ไม่มีประกันสุขภาพหรือได้รับความคุ้มครองไม่เพียงพอ ส่งผลให้หลายครัวเรือนเสี่ยงต่อภาวะตึงตัวทางการเงินจากการเจ็บป่วย และมีโอกาสตกสู่ความยากจนจากค่ารักษาที่เพิ่มแบบก้าวกระโดด

  • รับโลกป่วนนักลงทุนชะลอลงทุน  

นางสาวพัสสนีย์ อุดมพาณิชย์ ผู้บริหารสายงานเวลท์แมเนจเมนท์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY กล่าวยอมรับว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางระยะสั้นสร้างความกังวลให้นักลงทุน ทำให้นักลงทุนบางส่วนรอดูสถานการณ์ หรือ Wait and see เพื่อประเมินว่าเหตุการณ์จะบานปลายหรือไม่

หากความขัดแย้งยืดเยื้อจะกลายเป็นปัจจัยลบที่ส่งผลต่อราคาน้ำมัน และยิ่งซ้ำเติมปัญหาเงินเฟ้อ ซึ่งจะกระทบต่อการกำหนดนโยบายการเงินและสร้างความเสียหายต่อสินทรัพย์ทางการเงินรวมถึงการเติบโตของเศรษฐกิจในที่สุด

นอกจากนี้ ยังเปรียบเทียบกับสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครน มองว่าสงครามแต่ละครั้งมีลักษณะเฉพาะตัวที่มีความยุ่งยากและมีความเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

สำหรับ กลยุทธ์ลงทุนท่ามกลางความผันผวน จากความไม่แน่นอน นักลงทุนไทยเริ่มเน้นปกป้องความมั่งคั่งช่วงที่เศรษฐกิจไม่เติบโตแบบเร่งตัว นักลงทุนหันมาให้ความสำคัญการลงทุนเพื่อปกป้องเงินทุนและมองหาการสร้างรายได้มากกว่าการเก็งกำไรจากส่วนต่างราคาที่มีความเสี่ยงสูง
รวมถึงปรับพอร์ตสู่สินทรัพย์ระยะสั้น

โดยมีการโยกย้ายเงินลงทุนจากตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาว มาสู่ตราสารหนี้ระยะสั้น และชะลอลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเพื่อลดผลกระทบจากแนวโน้มดอกเบี้ยและความกังวลเรื่องสงครามและการถือเงินสด สำหรับนักลงทุนระยะสั้นแนะนำให้พิจารณาขายทำกำไรและถือเงินสดไว้บางส่วนเพื่อรอจังหวะที่เหมาะสม

สำหรับเป้าหมายเติบโตธุรกิจเวลท์ปีนี้ ธนาคารเน้นเติบโตอย่างมีคุณภาพ ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจโลกที่คาดการณ์ได้ยากและซับซ้อน โดยเป้าหมายปีนี้ธนาคารตั้งเป้าเติบโตของทั้งฐานลูกค้าและสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ไว้ราว 4-5% ทั้งฐานลูกค้าและอัตราการเติบโตด้านเอยูเอ็ม