วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม 2569

Login
Login

‘เคเคพี’ หวั่นสงครามยืดเยื้อเสี่ยง ‘จีดีพี‘ ถดถอยต่ำกว่า 0.7%

‘เคเคพี’ หวั่นสงครามยืดเยื้อเสี่ยง ‘จีดีพี‘ ถดถอยต่ำกว่า 0.7%

“เกียรตินาคินภัทร” เปิดฉากทัศน์ “เศรษฐกิจไทย” ชี้เสี่ยงเผชิญภาวะถดถอย เซ่นพิษปมสงครามยืดเยื้อจับตา “ฮอร์มุซ” ปิดตาย ดันราคาน้ำมันพุ่ง 120 ดอลลาร์ ฉุด “จีดีพี” ไม่ถึง 0.7% ปีนี้

จากสถานการณ์ความขัดแย้งระดับโลกที่ทวีความรุนแรงและยังไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดลงในเร็ววัน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า ล่าสุด KKP Research ออกมาเตือนว่าเศรษฐกิจไทยอาจต้องเผชิญกับผลกระทบจากสงครามอิหร่านรุนแรง ผ่านราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงขึ้น
ล่าสุดได้ประเมินฉากทัศน์หรือ Scenario จากผลกระทบสงครามอิหร่าน 3 รูปแบบ

โดยประเมินว่ากรณีฐาน (Base Case) หรือจบเร็วสงครามสิ้นสุดความขัดแย้งในตะวันออกกลางน่าจะเป็น “การเปลี่ยนแปลงชั่วคราว” และราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น น่าจะปรับตัวลดลงกลับสู่ระดับ 60-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเวลาไม่นานนักภายใน 1-2 เดือน ก่อนเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งในกรณีนี้จีดีพีของไทยจะยังคงอยู่ที่ประมาณ 1.8%

กรณียืดเยื้อ หากสงครามกินเวลานาน 3-6 เดือน ราคาน้ำมันอาจเคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 80-95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะส่งผลให้จีดีพีของไทยลดลงเหลือเพียง 1.4% เท่านั้น
กรณีเลวร้ายกระทบจีดีพีต่ำกว่า 0.7%

และกรณีรุนแรง หรือกรณีเลวร้าย ที่ถือเป็นกรณีที่น่ากังวลที่สุด คือสงครามลากยาวและทวีความรุนแรง ราคาน้ำมันจะพุ่งเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นเวลานาน หรือราคาน้ำมันดิบค้างสูงกว่าระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาเรล ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 6 เดือน มีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิคโดยจะขยายตัวต่ำกว่า 0.7% และอัตราเงินเฟ้อจะพุ่งขึ้นแตะระดับ 2% ได้ 

“จากการประเมินของ Global House Scenario (BofA) ซึ่งประเมินว่ามีความเป็นไปได้สูงที่สถานการณ์จะเหวี่ยงไประหว่างจบเร็วกับรุนแรงพอ ๆ กัน โดยในกรณีที่เลวร้ายที่สุด ราคาน้ำมันอาจเกิดสภาวะ Overshoot พุ่งขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 120-130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากปัจจัยความวุ่นวายที่ไม่จบสิ้น”

ทั้งนี้ มองว่าความเสียหายจากสงครามครั้งนี้จะส่งผ่าน 3 ด้าน ได้แก่ การท่องเที่ยว การส่งออก และการบริโภคภายในประเทศโดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกที่ถือเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย ดังนั้น หากราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ย่อมส่งผลต่อต้นทุนการขนส่ง และกำลังซื้อของผู้บริโภคทั่วโลก

ซึ่งจะย้อนกลับมาทำร้ายเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ดังนั้น สิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือ “ช่องแคบฮอร์มุซ” หากช่องแคบถูกปิดนานเกินไป บัฟเฟอร์น้ำมันที่เหลืออยู่ในระบบจะเริ่มร่อยหรอลง และความเสี่ยงจะพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ

  • จับตา2ปัจจัยทำฮอร์มุซเป็นอัมพาต

นอกจากนี้ เรื่องช่องแคบฮอร์มุซแล้ว ยังมีอีก 2 ปัจจัยที่ต้องติดตาม คือ 1. การทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำมัน หากมีการทำลายท่อส่ง หรือโรงกลั่นน้ำมัน แม้สงครามจบลงแต่น้ำมันก็จะไม่สามารถกลับมาไหลได้ตามปกติในทันที เพราะต้องใช้เวลาในการซ่อมแซมก่อน

 2. ซัพพลายเสริมจากแหล่งอื่น ที่ต้องรอดูว่ากลุ่ม OPEC จะยอมผลิตเพิ่มหรือไม่ หรือประเทศมหาอำนาจจะมีการปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองยุทธศาสตร์ออกมาช่วยพยุงตลาดมากน้อยเพียงใด

“สถานการณ์ในปัจจุบันมีความสุ่มเสี่ยงมากขึ้น จากเดิมที่เมื่อเริ่มสงครามใหม่ ๆ ตลาดมองว่าน่าจะจบเร็ว แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความเสี่ยงที่จะกลายเป็นกรณีรุนแรงกลับมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเป้าหมายสำคัญที่ควรจะเป็นคือ การยุติการสู้รบภายในสิ้นเดือนมี.ค. หรืออย่างช้าที่สุดคือเดือนเม.ย. เพื่อให้ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดใช้งานได้ตามปกติ

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายยังมีอีกหลายด้าน ทั้งความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตที่ยังเผชิญแรงกดดันจากสินค้าราคาถูกนำเข้า หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงกดดันการบริโภคในประเทศ และภาวะสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ที่ยังตึงตัว ตราบใดที่สินเชื่อในประเทศยังไม่ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ การบริโภคและเศรษฐกิจในประเทศก็ยังไม่สามารถขยายตัวได้ดีนัก

  • ข้อจำกัดภาครัฐพยุงราคาน้ำมัน

โดยความท้าทายที่จะเกิดขึ้นทันทีในระยะสั้นจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นคือ ภาระผูกพันของรัฐบาลในการตรึงราคาพลังงานให้อยู่ในระดับที่ประชาชนรับได้

ซึ่งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่งจะสามารถลดหนี้กว่า 1.2 แสนล้านบาทที่สะสมมาจากช่วงวิกฤติราคาน้ำมันปี 2565 ได้สำเร็จ แต่ปัจจุบันกำลังแบกภาระอุดหนุนราคาน้ำมันอยู่สูงถึงราว 2 หมื่นล้านบาทต่อเดือน เพื่อรักษาราคาดีเซลปลีกไว้ที่ 30 บาทต่อลิตร และภาระภาครัฐจะสูงขึ้นหากน้ำมันค้างสูงเป็นเวลานาน

นอกจากนี้ ภาระการอุดหนุนค่าไฟฟ้าก็เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่เกิดขึ้นพร้อมกัน โดยในปี 2565-2566 ที่ราคาพลังงานแตะระดับสูง ภาระอุดหนุนค่าไฟฟ้าสะสมอยู่ที่ราว 1.35 แสนล้านบาท และยังคงเป็นหนี้ค้างอยู่ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) การพุ่งขึ้นของราคา LNG จะทำให้ กฟผ. ลดหนี้ได้ยากขึ้น

แม้ภาระเหล่านี้จะไม่ถูกนับรวมในหนี้สาธารณะอย่างเป็นทางการ แต่ในทางปฏิบัติถือเป็นภาระผูกพันที่รัฐต้องค้ำประกัน ซึ่งบั่นทอน “พื้นที่ทางนโยบาย” ที่มีอยู่อย่างจำกัด

  • ธปท. ส่งสัญญาณผ่อนคลายมากขึ้น

หลังการเปลี่ยนแปลงผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) KKP Research สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในท่าทีการสื่อสารของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) โดยปรับจุดยืนให้สมดุลมากขึ้น หันมาให้น้ำหนักกับการเติบโตทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อมากกว่าเดิม

ซึ่งแทนแนวคิดเดิมที่เน้น “รักษาพื้นที่นโยบาย” แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ และเงินบาทแข็งค่าขึ้น 

อย่างไรก็ตาม กนง. ยังคงระมัดระวังในการดำเนินนโยบาย โดยแถลงการณ์ล่าสุดระบุว่าระดับดอกเบี้ยปัจจุบัน “รองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้อย่างเพียงพอแล้ว” หากไม่มีผลกระทบเชิงลบเพิ่มเติม
ดังนั้น KKP Research คงประมาณการอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.0% สำหรับปี 2569 และ 2570 และปรับการคาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรก จากปี 2570 เป็นปี 2571

เพื่อสะท้อนการเปลี่ยนแปลงจุดยืนที่เห็นได้ชัดของ กนง. และคาดว่า กนง. อาจปรับดอกเบี้ยลงต่ำกว่าที่ประเมินไว้ได้ หากสถานการณ์เศรษฐกิจชะลอลงมากกว่าคาด โดยเฉพาะหากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อกว่าที่ประเมิน