รอง ผบก.ป. เผยหลังหารือ Webull คุมเข้มการโอนเงินออกจากแพลตฟอร์มแบบเรียลไทม์ พบยอดผิดปกติที่อาจเกี่ยวกับ "การฟอกเงิน" ลดลงไปมาก ส่วนระบบ KYC หละหลวมหรือไม่เป็นหน้าที่ของ ก.ล.ต. ที่ต้องพิจารณา
พ.ต.อ.วิจักขณ์ ตารมย์ รองผู้บังคับการปราบปราม (รอง ผบก.ป.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการตรวจสอบและวางมาตรการป้องกันกรณีกลุ่มอาชญากรใช้แพลตฟอร์ม Webull เป็นช่องทางในการฟอกเงินและถ่ายเททรัพย์สินที่ได้จากการกระทำความผิด โดยระบุว่าทางชุดทำงานของศูนย์มอนิเตอร์ได้เฝ้าติดตามเส้นทางการเงินของกลุ่มคนร้ายจนตรวจพบความผิดปกติที่เกิดขึ้น
จากการหารือร่วมกับทางแพลตฟอร์ม Webull ได้ข้อสรุปในการเพิ่มความเข้มงวดในประเด็นเรื่องการโอนเงินออกแบบเรียลไทม์ ซึ่งเราขอให้แพลตฟอร์มระงับการถอนเงินแบบเรียลไทม์ (Hold เงิน) เพื่อให้มีระยะเวลาตรวจสอบ ซึ่งหลังแพลตฟอร์มรับไปดำเนินการก็พบว่า ตัวเลขความผิดปกติลดลงอย่างเห็นได้ชัดและเริ่มหายไปตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา
ในส่วนของระบบการพิสูจน์ตัวตน (KYC) พ.ต.อ.วิจักขณ์ ระบุว่า ได้เน้นย้ำให้แพลตฟอร์มเพิ่มความเข้มงวด โดยเฉพาะกับกลุ่มบัญชีที่เปิดใหม่ เนื่องจากพบพฤติการณ์คนร้ายเริ่มหันมาใช้ช่องทางเหล่านี้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม มาตรฐานความรัดกุมของระบบ KYC นั้นขึ้นอยู่กับการกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลแพลตฟอร์มเหล่านี้ ดังนั้นระบบ KYC ของแพลตฟอร์มดังกล่าวเป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่ต้องขึ้นกับการพิจารณาของ ก.ล.ต.
สำหรับประเด็นความรับผิดทางกฎหมายของตัวแพลตฟอร์ม พ.ต.อ.วิจักขณ์ ชี้แจงว่าเนื่องจากเป็นผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาตถูกต้องตามกฎหมายจาก ก.ล.ต. การพิจารณาความผิดในทางคดีจึงต้องดูที่เจตนาว่ามีส่วนร่วมรู้เห็นกับคนร้ายหรือไม่
"ปัจจุบันคนร้ายพยายามหาช่องทางใหม่ๆ เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบของตำรวจอยู่เสมอ ไม่ใช่แค่แพลตฟอร์มนี้ แต่รวมถึงแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอื่นๆ เช่น Shopee หรือ Taobao ซึ่งทางตำรวจได้มีการเรียกมาพูดคุยและวางมาตรการป้องกันในลักษณะเดียวกันทั้งหมด เพื่อไม่ให้กลายเป็นเครื่องมือของอาชญากร" พ.ต.อ.วิจักขณ์ กล่าวทิ้งท้าย





