วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม 2569

Login
Login

“สงครามอิหร่าน” ทุบเศรษฐกิจทั่วโลก เสี่ยงซ้ำรอยศึกรัสเซีย-ฉุดจีดีพีไทย1%

“สงครามอิหร่าน” ทุบเศรษฐกิจทั่วโลก เสี่ยงซ้ำรอยศึกรัสเซีย-ฉุดจีดีพีไทย1%

ราคาน้ำมันโลกที่พุ่งขึ้นแตะระดับ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจากสถานการณ์สงครามอิหร่าน กำลังสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากไทยยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศเป็นหลัก และผลกระทบไม่เพียงแค่ความขัดแย้งยืดเยื้อ 

ขณะที่ผลกระทบที่ตามมาคือต้นทุนพลังงานและราคาสินค้าที่จะปรับตัวสูงขึ้น และอาจส่งผลต่อเสถียรภาพตลาดการเงิน การท่องเที่ยว และการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปด้วย

ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และอดีตคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า สถานการณ์สงครามอิหร่านขณะนี้น่าห่วงอย่างมากต่อประเทศไทย 

รวมทั้งที่เห็นชัดเจนคือราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นไปแตะระดับ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลแล้ว ทำให้ประเทศไทยยากที่หลีกเลี่ยงผลกระทบได้ เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศในปริมาณมาก

สิ่งที่ตามมา คือ ผลกระทบต่อราคาสินค้าที่จะต้องปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนพลังงานในระยะข้างหน้า เนื่องจากมองว่าแม้รัฐบาลไทยจะสามารถเข้ามาช่วยเหลือหรือพยุงสถานการณ์ได้ แต่อาจทำได้เพียงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากเรามีข้อจำกัดด้านงบประมาณและต้องนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศเป็นหลัก

“เรามีข้อจำกัดในการอุดหนุนเรื่องราคาน้ำมัน กองทุนน้ำมันในอดีตติดลบไปกว่า 1 แสนล้านบาท ถ้าเป็นอย่างนั้นในที่สุดก็อาจถึงจุดที่รัฐบาลอาจจะต้องหยุดการช่วยเหลือ สิ่งนี้จะนำไปสู่ภาวะที่ของกินของใช้มีราคาแพงขึ้นอย่างแน่นอน”

อย่างไรก็ตาม สงครามอิหร่านครั้งนี้หากสถานการณ์ยืดเยื้อ สิ่งที่น่าห่วงคือสุดคือ อาจนำไปสู่เหตุการณ์ “ก่อการร้าย”กระจายไปทั่วโลก เนื่องจากอิหร่านเป็นประเทศที่มีอิทธิพลสูงและมีเครือข่ายสายสัมพันธ์อยู่ทั่วโลก

ซึ่งอาจทำให้กิจกรรมต่างๆทั้งการลงทุน การเดินทางต่างๆอาจหยุดชะงักและลำบากมากขึ้น คนจะกังวลด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะโรงแรมต่างๆอาจถูกกระทบ
หวั่นตลาดทุนผันผวนยืดเยื้อ

ในด้านตลาดทุน จะมีความผันผวนค่อนข้างมาก หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้ออาจกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้และความน่าเชื่อถือของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐส่งผลให้ราคาตกและทำให้อัตราดอกเบี้ยโลกพุ่งสูงขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อตลาดทุนทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มูลค่าสินทรัพย์หรือหลักประกันต่างๆจะเสื่อมค่าลง

อย่างไรก็ตามในด้านเศรษฐกิจไทยเดิมคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจน่าจะดีขึ้น เนื่องจากทีมงานของรัฐบาลชุดนี้มีลักษณะที่เป็นมืออาชีพแต่เมื่อเกิดวิกฤตินี้ขึ้นทีมรัฐบาลจะต้องทำงานหนักขึ้นหลายเท่า

“ความผันผวนจะอยู่กับเราไปอีกนาน และการรบครั้งนี้มีแนวโน้มจะยาวนานกว่าที่หลายคนคิด เมื่อเปรียบเทียบกับสงครามรัสเซีย-ยูเครน สงครามในตะวันออกกลางครั้งนี้ส่งผลกระทบรุนแรงกว่าแง่ของราคาพลังงาน เพราะน้ำมันจำนวนมหาศาลต้องขนส่งผ่านพื้นที่นี้" 

ทั้งนี้ แม้จะยังไม่สามารถสรุปได้ว่าจะเป็นสงครามโลกหรือไม่ เพราะขึ้นกับการตัดสินใจของมหาอำนาจอย่างจีนและรัสเซีย แต่ความน่ากลัวนั้นมีอยู่จริงหากมีการขยายวงกว้างขึ้น

  • เสี่ยงซ้ำรอยรัสเซีย-ยูเครนฉุดจีดีพีไทย0.5-1%

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ และประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวว่า ระดับราคาน้ำมันที่ประมาณ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ถือเป็นจุดที่เริ่มเข้าสู่ระดับอันตราย

และเป็นระดับราคาที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในหลายด้าน และยังต้องติดตามใกล้ชิดว่าสถานการณ์สงครามจะยืดเยื้อหรือไม่

ทั้งนี้ มองว่าหากประเมินผลกระทบ อาจต้องย้อนกลับไปดูกรณีเหตุการณ์สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่มีลักษณะคล้ายกัน เนื่องจากเป็นสงครามที่ส่งผลต่อราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานอย่างมาก

โดยช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ราคาน้ำมันโลกเคยปรับตัวขึ้นไปอยู่ในระดับประมาณ 120-130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และยืนระยะดังกล่าวยาวนานถึง 4 เดือนก่อนค่อย ๆ ปรับลดลง ซึ่งเหตุการณ์นั้นมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก 

รวมถึงเศรษฐกิจไทยอย่างน้อย 2-3 ด้าน ด้านแรกคือผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งและต้นทุนพลังงานในประเทศ รวมถึงราคาน้ำมันขายปลีกภายในประเทศ

  • “กอบศักดิ์”ห่วงผลกระทบเงินเฟ้อ

ผลกระทบที่ตามมาคือ เรื่องเงินเฟ้อ ซึ่งราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นจะส่งผลต่อราคาสินค้าและบริการในหลายประเทศ และเมื่อเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ธนาคารกลางของหลายประเทศก็จะเริ่มมีความกังวล และอาจต้องตัดสินใจดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น

เช่นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ซึ่งการปรับขึ้นดอกเบี้ยดังกล่าวส่งผลกระทบต่อราคาสินทรัพย์ทั่วโลก ให้ปรับตัวลงต่อเนื่องหลังธนาคารกลางต่างๆเริ่มดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น ตลาดการเงินก็เริ่มเผชิญแรงกดดัน หลายสินทรัพย์ปรับตัวลดลงค่อนข้างมาก

“ปัจจุบันตลาดโลกก็ยังมีการสะสมความเปราะบางในหลายส่วนและหากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มองว่าเงินเฟ้อกลับมาเป็นปัญหาอย่างชัดเจน ก็อาจนำไปสู่การดำเนินนโยบายที่เข้มงวด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์ทั่วโลกได้อีกครั้ง สิ่งที่กังวลมากที่สุดคือหากสถานการณ์บานปลายความขัดแย้งเพิ่มขึ้น เริ่มโจมตีต่อแท่นขุดเจาะน้ำมัน โรงกลั่น คลังน้ำจืดเพิ่มขึ้นผลกระทบที่ตามจะรุนแรงมาก”

ดังนั้นผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยหากเผชิญเหตุการณ์คล้ายสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งไทยอาจต้องใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจำนวนมากเพื่อพยุงราคาพลังงานภายในประเทศ ซึ่งในอดีตใช้เงินกองทุนน้ำมันถึง 2 แสนล้านบาท

แต่สิ่งที่น่าห่วงคือประเทศไทยมีข้อจำกัดเรื่องการใช้งบประมาณ การกู้เพิ่มขึ้น เนื่องจากใกล้ติดเพดานหนี้สาธารณะ ทำให้เรื่องนี้น่าห่วงมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม

หากดูผลกระทบในอดีต ตอนสงครามรัสเซียยูเครนผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ราว 0.5-1% และมองว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อต่อจากนี้โอกาสที่จะเห็นราคาน้ำมันแตะ 120 ดอลลาร์ต่อบาเรล มีโอกาสแน่นอน

  • เงินบาทอ่อนค่าเร็วสุดในภูมิภาค

นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เงินบาทอ่อนค่าเหนือ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ เพราะนักลงทุนกังวลว่าผลกระทบสงครามต่อตลาดพลังงานจะรุนแรงกว่าคาด

โดยราคาน้ำมันดิบ (Brent) พุ่งขึ้นเหนือ 115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังมีข่าวว่าประเทศในกลุ่ม Middle East เช่น UAE คูเวต และอิรัก ลดการผลิตน้ำมันลง หลังช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดเป็นเวลากว่า 1 สัปดาห์

สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้ คือแนวโน้มราคาน้ำมัน หากราคา Brent oil ยังอยู่ในระดับ 110-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เงินบาทอาจอยู่ที่ราว 32.00-32.50 โดยในกรณีนี้ มองว่าการลุกลามของสงครามจะยังไม่เร่งตัวไปมาก

แต่หากราคา Brent oil สูงขึ้นสู่ระดับ 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐ (DXY)สูงขึ้นกว่า 105 คาดว่าเงินบาทอาจขึ้นไปใกล้เคียง 33.00 ได้

สำหรับประเด็นในประเทศ หากภาครัฐใช้มาตรการช่วยประคองราคาน้ำมันในประเทศ อาจทำให้ลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและประคอง Sentiment ต่อค่าเงินบาทได้บ้าง

  • โอสถสภา”ชี้น้ำมัน150ดอลล์ฉุดกำไร1-2%

นางสาวมุกดา ไพรัชเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และนางสาวรติพร ราษฎร์เจริญ Group Chief Financial Officerบริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP กล่าวว่า จากสถานการณ์สู้รบระหว่างสหรัฐ อิสราเอลและอิหร่าน กระทบราคาน้ำมันสูงขึ้น และอาจมีผลต่อต้นทุนการผลิตสินค้าของบริษัท

โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานก๊าซธรรมชาติ (แอลเอ็นจี) ที่ใช้สำหรับโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์ขวดแก้ว

ทั้งนี้ การบริหารจัดการเบื้องต้น บริษัทมีการทำสัญญากับ ปตท.ในการล็อกราคาพลังงานไว้ 2 สัญญาถึงปี 2571 และถึงปี 2572 โดยการปรับราคาขึ้นลงจะอิงกับสูตรของพลังงานด้วย ปัจจุบันเดินเครื่องเตาหลอมการผลิตขวดแก้วเพียง 2 เตา จากเดิมมี 7 เตา ยังส่งผลให้การบริหารจัดการดีขึ้น มีประสิทธิภาพดีขึ้นด้วย

นอกจากนี้ บริษัทยังมีการเกาะติดราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด และประเมินผลกระทบต่อธุรกิจ หากราคาน้ำมันพุ่งขึ้นแตะระดับ 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และขยับขึ้นไม่เกิน 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะส่งผลต่อต้นทุนเพิ่มขึ้น 20% และจะฉุดการทำกำไร 1-2%

บริษัทยังประเมินราคาน้ำมันขั้นสุด (เอ็กซ์ตรีม) หากแตะถึง 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลด้วย แต่คาดว่าราคาน้ำมันจะพุ่งไม่เกิน 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

“เรามีการประเมินราคาน้ำมัน เหมือนตอนเกิดการสู้รบระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ในปี 2566 ที่น้ำมันพุ่งแตะ 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอย่างรวดเร็ว แต่ปรับลงเร็ว เนื่องจากเหตุการณ์ไม่ยืดเยื้อ และคาดการณ์การสู้รบสหรัฐ อิหร่าน จะไม่ยืดเยื้อยาวนานเช่นกัน

สำหรับช่องแคบฮอร์มุซสามารถผ่านได้แต่ต้องมีเรือนำขบวน โดยภาพรวมบริษัทจึงจับตาราคาน้ำมันหากไม่เกิน 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะกระทบต้นทุน 20% และต้นทุนพลังงานยังคิดเป็น 20% ของต้นทุนทั้งหมดด้วย

ส่วนจะส่งผลต่อราคาสินค้า เงินเฟ้อ อาจเร็วเกินไปจะประเมิน แต่บริษัทจะตรึงราคาสินค้าไว้ และยืนยันไม่มีนโยบายขึ้นราคาสินค้า

  • โลจิสติกส์ส่อต้นทุนพุ่งกระทบส่งออก

อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ยอมรับว่าส่งผลกระทบต่อแผนการส่งออกสินค้าของโอสถสภา โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องใช้ส่วนบุคคล (เพอร์ซันนอลแคร์) ที่กำลังจะบุกตลาดตะวันออกกลาง อาจล่าช้าออกไป และยังส่งผลต่อด้านโลจิสติกส์ส่งสินค้าไปยังต่างประเทศ ที่ต้องใช้เส้นทางอ้อม รวมถึงต้นทุนค่าขนส่งเพิ่มขึ้น 20%

“โลจิสติกส์ต้องใช้เส้นทางขนส่งอ้อมเล็กน้อย ส่วนราคาสินค้าที่ขายในตะวันออกกลางเราเทียบเคียงกับตลาดยุโรป คือราคาขายสูงกว่าเอเชีย จึงยังทำกำไรได้ดี และหวังว่าสถานการณ์สู้รบระหว่างสหรัฐ-อิหร่านจะเกิดขึ้นระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ฐานตลาดต่างประเทศบริษัทยังเล็ก หากยังจังหวะไม่ใช่ เราจะยังไม่ไป เราจะเลือกสิ่งที่ดีที่สุด”

นายรวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จํากัด กล่าวว่า การสู้รบระหว่างสหรัฐ-อิหร่าน เป็นสิ่งที่บริษัทไม่คิดว่าจะเกิดขึ้น และยากจะจะคาดเดาว่าจะส่งผลกระทบต่อโลกและไทยมากน้อยแค่ไหน จะจบอย่างไร และจะมีผลต่อความรู้สึกของผู้บริโภคในการซื้อสินค้าหรือไม่ เพราะหากลูกค้าประหยัด ระมัดระวังจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อธุรกิจสินค้าความงาม (บิวตี้) อย่างมาก

นอกจากนี้ การสู้รบของสหรัฐ-อิหร่าน ยังส่งผลต่อราคาพลังงานน้ำมัน ซึ่งเป็นต้นทุนการผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติก (แพ็กเกจจิ้ง) ของศรีจันทร์ หากราคาพุ่งขึ้นย่อมน่าเป็นห่วงต้นทุนธุรกิจ 

อีกส่วนคือต้นทุนโลจิสติกส์ กรณีสายเรือถูกตัดขาด เดินเรือไม่ได้ ที่ผ่านมามีบทเรียนใหญ่จากเรือขนส่งขนาดใหญ่เกยตื้นและขวางคลองสุเอซ ส่งผลให้ค่าระวางเรือ (เฟรท) ขยับจาก 1,000 ดอลลาร์ พุ่งแตะ 8,000 ดอลลาร์

“ต้นทุนโลจิสติกส์ที่พุ่งสินค้าชิ้นเล็กอย่างบิวตี้ ได้รับผลกระทบน้อยกว่าชิ้นใหญ่ ส่วนราคาน้ำมันหากพุ่งขึ้น กระทบต้นทุนแพ็กเกจจิ้ง ระยะสั้นเราคงไม่ผลักภาระให้ผู้บริโภค”