วิริยะประกันภัย รับปี69 อยู่ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจและภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้น ตั้งเป้าดันเบี้ยแตะ 4.46 หมื่นล้านบาท เดินหน้าผสานเทคโนโลยี ยกระดับบริการ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยรับมือความเสี่ยงอนาคต
ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น ทั้งจาก “เศรษฐกิจโลก” และ “ภัยพิบัติ” ที่มีแนวโน้มรุนแรงและเกิดถี่ขึ้นในระยะข้างหน้า “วิริยะประกันภัย” กลับมาให้ความสำคัญกับการวางทิศทางการดำเนินธุรกิจปี 2569 โดยเน้นการเติบโตอย่างระมัดระวังมากขึ้น
ท่ามกลางความเสี่ยงสูงขึ้น อีกทั้งยังปรับกลยุทธ์บริหารความเสี่ยงควบคู่กับการนำเทคโนโลยีมาพัฒนาระบบบริการ เพื่อให้ธุรกิจสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมรักษาความมั่นคงทางการเงินขององค์กรให้ยังคงอยู่ต่อเนื่อง
นายอมร ทองธิว กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หัวใจหลักของปี 2569 ของบริษัทคือ การให้ความสำคัญกับการรักษาความแข็งแกร่งทางการเงินขององค์กรอย่างต่อเนื่อง ผ่านการตั้งเป้าการเติบโตบนความระมัดระวัง ภายใต้ความเสี่ยงของเศรษฐกิจและภัยพิบัติที่สูงขึ้น
ส่งผลให้ในปี 2569 บริษัทตั้งเป้ายอดขายเบี้ยประกันภัยรับตรงรวมอยู่ที่ 44,646 ล้านบาท เติบโตประมาณ 4% โดยมาจากเบี้ยประกันภัยรถยนต์หรือ Motor อยู่ที่ 38,865 ล้านบาท เติบโต3% ขณะที่ประกันภัยที่ไม่ใช่รถยนต์ หรือ Non-Motor อยู่ที่ 5,780 ล้านบาท เติบโต9.7%
การตั้งเป้าการเติบโตดังกล่าว ยอมรับว่าเป็นอัตราที่ “ชะลอลง” เมื่อเทียบกับอดีต เนื่องจากมองว่าสถานการณ์เศรษฐกิจในปีนี้ยังมีความผันผวนสูง และยังมีความไม่แน่นอนต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยรวมทำให้บริษัทต้องเติบโตอย่างระมัดระวังมากขึ้น
แต่ท่ามกลางการเติบโตชะลอลง แต่อีกด้านบริษัทยังคงเดินหน้ารับประกันความเสี่ยงจาก “ประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้า” (อีวี) อย่างต่อเนื่อง แม้ปัจจุบันจะมีอัตราส่วนความเสี่ยงหายจากการรับประกันหรือ Loss Ratio ค่อนข้างสูงที่ราว 10% เนื่องจากมองว่าเป็นหนึ่งในความต้องการสำคัญของผู้บริโภค โดยบริษัทจะใช้วิธีปรับเบี้ยประกันภัยให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงมากขึ้นเพื่อลดผลขาดทุนที่ขาดขึ้น
อีกด้านที่ “วิริยะ” ให้ความสำคัญคือ การรักษาฐานะการเงินที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันบริษัทมีเงินกองทุนรวมประมาณ 34,000 ล้านบาท และมีอัตราความเพียงพอของ “เงินกองทุน” หรือ CAR อยู่ที่ประมาณ 350% ที่ถือว่ามีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะรองรับความเสี่ยงจากภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
ในด้านเป้าหมายทางการเงินสำคัญบริษัทตั้งเป้าควบคุม Loss Ratio ให้กลับมาอยู่ในระดับไม่เกิน 58% ในปี 2569 ซึ่งถือเป็นระดับมาตรฐานของบริษัทในสภาวะปกติ หลังจากปี 2568 ที่อัตราส่วนดังกล่าวเพิ่มขึ้นสูงถึง 72% จากผลกระทบของภัยพิบัติขนาดใหญ่ ทั้งน้ำท่วมในภาคเหนือ น้ำท่วมใหญ่ในหาดใหญ่ และเหตุการณ์แผ่นดินไหว
“หากในปี 2569 ไม่มีภัยพิบัติรุนแรงในระดับเดียวกับปีก่อน อัตราส่วนความเสียหายของบริษัทจะสามารถปรับลดลงมาอยู่ในระดับเป้าหมายได้ โดยปัจจัยสำคัญมาจากการทยอยปรับเพิ่มเบี้ยประกันภัยในกลุ่มที่ขาดทุนให้สอดคล้องกับความเสี่ยง โดยเฉพาะเบี้ยประกันรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นที่ทยอยปรับเพิ่มขึ้นแล้วในช่วงที่ผ่านมาเฉพาะรุ่นรถหรือยี่ห้อไม่ได้ปรับทั้งกระดาน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้บริโภค”
หัวใจหลักของการเติบโตปีนี้ที่ “วิริยะ” ให้ความสำคัญ คือการเดินหน้าผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ การพัฒนานวัตกรรมบริการที่เป็นเลิศ การบริหารจัดการด้วยฐานข้อมูล และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้มีความพร้อมและมีความสุขในการทำงาน
ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพงานบริการให้ครอบคลุมและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าและคู่ค้ามากยิ่งขึ้น ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีสนับสนุนงานบริการทั้งระบบการรับประกันภัย การเคลมสินไหมทดแทน และการเชื่อมโยงข้อมูลกับคู่ค้า เพื่อให้การดำเนินงานมีความรวดเร็วและแม่นยำและลดความเสี่ยงในธุรกิจประกันภัยได้
อย่างไรก็ตาม ในด้านความเสี่ยง มองว่าปี 2569 และหลังจากนี้ จะเห็นภัยพิบัติที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นและเกิดบ่อยกว่าที่ผ่านมาๆ รวมถึงความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ภัยธรรมชาติที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ตลอดจนความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และอุบัติภัยที่ไม่คาดคิด ดังนั้นบริษัทจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์การบริหารจัดการความเสี่ยงให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น พร้อมยกระดับศักยภาพองค์กรทั้งด้านเทคโนโลยีและบุคลากร เพื่อรองรับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เพราะภัยพิบัติในปัจจุบันไม่ใช่เหตุการณ์ที่สามารถคาดการณ์ได้ง่ายเหมือนในอดีต
หนึ่งในแนวทางสำคัญที่บริษัทนำมาใช้คือการเตรียมความพร้อมเชิงรุก โดยการมองทุกสถานการณ์ในรูปแบบ “ฉากทัศน์” หรือ Scenario เพื่อเตรียมรับมือกับภัยพิบัติที่อาจมีขนาดใหญ่กว่าที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จากบทเรียนจากเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่มาปรับกระบวนการทำงานให้คล่องตัวมากขึ้น





