ความเคลื่อนไหว"ตลาดหุ้นไทย"ภาคเช้า ณ วันที่ 5 มี.ค.2569 เวลา 10.20 น.หุ้นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางกลับมารีบาวด์ นำโดย
หุ้นการบิน
หุ้น THAI บวก 5.17% เพิ่มขึ้น 0.30 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 6.10 บาท
หุ้น AAV บวก 4.76% เพิ่มขึ้น 0.05 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 1.10 บาท
หุ้น BA บวก 3.45% เพิ่มขึ้น 0.50 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 15.00 บาท
หุ้น AOT บวก 3.09% เพิ่มขึ้น 1.50 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 50.00 บาท
หุ้นโรงแรม
หุ้น DUSIT บวก 3.00% เพิ่มขึ้น 0.30 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 10.30 บาท
หุ้น SHR บวก 2.41% เพิ่มขึ้น 0.04 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 1.70 บาท
หุ้น MINT บวก 1.90% เพิ่มขึ้น 0.40 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 1.90 บาท
หุ้นโรงพยาบาล
หุ้น BH บวก 1.73% เพิ่มขึ้น 3.00 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 176.50 บาท
กรรณ์ หทัยศรัทธา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน และนักเศรษฐศาสตร์ สายงานวิจัย ของ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า หุ้นกลุ่มท่องเที่ยว สายการบิน และโรงพยาบาล เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง แตกต่างจากกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่ปรับตัวขึ้นตามทิศทางตลาดโลกในลักษณะของสินทรัพย์เสี่ยง
ทั้งนี้ ตลาดตะวันออกกลางมีความสำคัญต่อภาคการท่องเที่ยวและบริการของไทยอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงที่จำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลงก่อนหน้านี้ แม้จำนวนนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางอาจไม่สูงมากเมื่อเทียบกับบางประเทศ แต่เป็นกลุ่มที่มีการใช้จ่ายต่อหัวสูง และมีลักษณะการพำนักระยะยาวส่งผลเชิงบวกต่อรายได้ของโรงแรม โรงพยาบาล และธุรกิจบริการระดับพรีเมียม
ตัวอย่างในกลุ่มโรงพยาบาลอย่าง โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เป็นหนึ่งในธุรกิจที่อาจได้รับผลกระทบ เนื่องจากมีสัดส่วนผู้ป่วยต่างชาติจากตะวันออกกลางค่อนข้างมาก
อย่างไรก็ตาม การปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว โรงแรม และโรงพยาบาลในช่วงนี้ มองว่าเป็นเพียงการฟื้นตัวเพื่อการเก็งกำไรระยะสั้นเท่านั้น โดยประเมินว่ากลุ่มดังกล่าวมีความเสี่ยงสูงกว่ากลุ่มอื่น เนื่องจากมีความอ่อนไหวต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศมากกว่า
"แม้จะเริ่มมีสัญญาณข่าวว่าอิหร่านอาจเปิดทางสู่การเจรจา แต่สถานการณ์ “ยังวางใจไม่ได้” ความไม่แน่นอนยังคงเป็นปัจจัยกดดันสำคัญ ทำให้การรีบาวด์ของตลาดในระยะสั้นยังไม่สามารถยืนยันแนวโน้มขาขึ้นได้อย่างชัดเจน"
สำหรับ กลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้นักลงทุนเน้นการเก็งกำไรระยะสั้น หากราคาหุ้นดีดตัวและมีกำไร ควรทยอยแบ่งขายเพื่อลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกที่ยังผันผวนนอกจากนี้ หากต้องเลือกระหว่างการถือหุ้นไทยกับทองคำในจังหวะตลาดรีบาวด์ แนะนำให้ขายหุ้นไทย ซึ่งเป็นสินทรัพย์เสี่ยง เพื่อล็อกกำไรออกมาก่อน และถือทองคำต่อในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย และนักลงทุนควรบริหารหน้าตักอย่างระมัดระวัง และมีเงินสดสำรองไว้ตลอดเวลา เพื่อรองรับความผันผวนและโอกาสเข้าลงทุนในจังหวะที่เหมาะสมต่อไป





