วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม 2569

Login
Login

นักเศรษฐศาสตร์ชี้ เศรษฐกิจไทยไร้ ‘ควิก วิน’ เหตุปัญหาฝังลึก เตือนเตรียมรับพายุ 4 ระลอก

นักเศรษฐศาสตร์ชี้ เศรษฐกิจไทยไร้ ‘ควิก วิน’ เหตุปัญหาฝังลึก เตือนเตรียมรับพายุ 4 ระลอก

เสียงเตือนต่ออนาคต “เศรษฐกิจไทย” ดังขึ้นพร้อมกันจากหลายเวที โดยทั้งภาคเอกชน นักเศรษฐศาสตร์ และมุมมองจากเวทีโลก

ต่างสะท้อนภาพเดียวกันในงาน “สัมมนาสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย” ว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญ “ความเปราะบางเชิงโครงสร้าง” ที่ไม่อาจแก้ได้ด้วยมาตรการระยะสั้น ขณะที่ความผันผวนจากภูมิรัฐศาสตร์และการแข่งขันเทคโนโลยีโลกกำลังกดดันศักยภาพประเทศมากขึ้น

นายบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารเกียรตินาคินภัทร เชื่อว่าประเทศไทยไม่มีมาตรการแบบ “Quick Win” ที่จะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้รวดเร็ว เพราะปัญหาที่เผชิญอยู่เป็นปัญหาเชิงสถาบันที่ฝังลึก ตัวเลขการเติบโต

สะท้อนการถดถอยเชิงโครงสร้าง โดยในอดีตไทยเคยเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 7.5% แต่ปัจจุบันลดลงเหลือต่ำกว่า 2% ต่อเนื่อง สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่นโยบายระยะสั้น แต่เป็นโครงสร้างเศรษฐกิจและการเมือง

“ไทยขาดทั้ง Resilience และ Agility ในช่วงโควิด-19 ที่เศรษฐกิจโลกหดตัวเฉลี่ยประมาณ -4% แต่ไทยหดตัวลึกถึง -6% และใช้เวลาฟื้นถึง 3 ปีครึ่ง นานกว่าหลายประเทศ”

ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ไทยมีเพียง 2 ปีที่เติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก และมักเป็นเพียงการรีบาวด์หลังวิกฤต ไม่ใช่การเติบโตยั่งยืน อีกทั้งตัวชี้วัดประเทศใน 8 มิติสำคัญ ไทยไม่ติด40 อันดับแรกในรอบ 10 ปี และแนวโน้มยังถดถอย

ประเด็นที่น่ากังวลคือคอร์รัปชัน โดยอันดับแย่ลงจากราว 75 เมื่อกว่าสิบปีก่อน มาอยู่แถว 110-118 ในปัจจุบัน สะท้อนว่า “วิวัฒนาการของการโกงก้าวหน้าเร็วกว่าการปราบ”

  • อีก 3 ปีข้างหน้าโลกเผชิญผันผวนแรง

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เตือนว่า โลกกำลังก้าวสู่ความผันผวนครั้งใหญ่ และสิ่งที่เห็นตอนนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น

โดยหากเปรียบไทยเหมือนคนไข้ถูกรถชน ต้องผ่าตัดฉุกเฉินก่อนรักษาโรคเรื้อรัง หมายความว่ารัฐบาลต้องจัดการปัญหาเฉพาะหน้าที่กำลังกระแทกเศรษฐกิจ โดยเฉพาะความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์

ในช่วง 3 ปีข้างหน้า โลกจะผันผวนรุนแรงขึ้น สงครามการค้าที่เคยเกิดขึ้นเป็นเพียงยกแรก และกำลังเข้าสู่ยกที่สอง พร้อม “จุดร้อน” รายเดือนในหลายประเทศ ซึ่งจะส่งผลลูกโซ่ต่อตลาดการเงินโลก

ดร.กอบศักดิ์ ระบุว่า ไทยจะเผชิญ “พายุ 4 ระลอก” ระลอกแรกคือตลาดทุน ซึ่งตลาดหุ้นไทยร่วงแรงกว่าหลายประเทศ สะท้อนความเปราะบางด้านความเชื่อมั่น

ระลอกที่สองคือ เศรษฐกิจจริง จากความกังวลพลังงาน ส่วนระลอกที่สามและสี่มาจากการย้ายฐานการผลิตและความผันผวนค่าเงิน ซึ่งรัฐต้องเร่งรับมือ ซึ่งการที่ไทยโตช้าเพราะพึ่งพาเทคโนโลยีญี่ปุ่นมานาน ขณะที่ญี่ปุ่นกำลังเสียความสามารถแข่งขัน ส่งผลให้โรงงานยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายแบรนด์เริ่มมีปัญหา และกระทบไทยซึ่งเป็นฐานชิ้นส่วน

  • 5 เกมแข่งขันมหาอำนาจรวมศูนย์

ขณะเดียวกัน โลกกำลังเข้าสู่ศูนย์ที่มหาอำนาจแข่งขันกันใน 5 มิติ ได้แก่ การค้า เทคโนโลยี การเงิน สกุลเงิน และพันธมิตรการเมือง ทำให้ไทยอยู่ในสถานะ “หมากบนกระดาน”

ข้อเสนอคือ ไทยต้องสร้างความแข็งแกร่งจากภายใน เปลี่ยน “เรือไม้” เป็น “เรือเหล็ก” ผ่านการลงทุน สร้างอุตสาหกรรมใหม่ เสริมความมั่นคงอาหารและยา และกระจายตลาดส่งออกเพื่อลดการพึ่งพาประเทศมหาอำนาจ

ดร.เกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำประเทศไทย จากธนาคารโลก ระบุว่า แม้เศรษฐกิจโลกยังยืดหยุ่น แต่มี “คลื่นใต้น้ำ” ที่ต้องจับตา โดยเวิลด์แบงก์เรียกภาวะนี้ว่า The Great Resiliency

อย่างไรก็ตาม การเติบโตไม่ได้กระจายทั่วถึง และในกลุ่มอาเซียน ไทยเป็นประเทศที่เติบโตช้าที่สุด แม้ไทยมีสต็อกการลงทุนสูง แต่เงินใหม่ส่วนใหญ่เป็นเพียง Maintenance ไม่ใช่การขยายกำลังผลิตหรือเทคโนโลยีใหม่

  • ชำแหละปัญหาเชิงโครงสร้างศก.ไทย

จุดอ่อนสำคัญของไทยมี 2 ด้าน คือ 1. โครงสร้างอุตสาหกรรมยังเป็น Mature Sector พึ่งพาอุตสาหกรรมเก่า  2. หนี้ครัวเรือนสูงสุดในอาเซียน กดการบริโภคและเงินออม

ภาคท่องเที่ยวยังมีแผลเชิงโครงสร้าง โดยคาดว่ารายได้ท่องเที่ยวต้องใช้เวลาอีกประมาณ 3 ปีจึงกลับสู่ระดับก่อนโควิด จากปัญหาความปลอดภัย กฎเกณฑ์ และโครงสร้างพื้นฐานเมืองรอง

รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร อดีตนายกสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย มองว่าปัญหาเศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำ ส่วนหนึ่งมาจากภาคเกษตร และอีกส่วนจากนโยบายรัฐที่แก้ไม่ตรงจุด

โดยสังคมไทยเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับความยากจนของเกษตรกร โดยมักโทษพ่อค้าคนกลาง และเชื่อว่าสหกรณ์คือคำตอบ หากนโยบายตั้งอยู่บนความเชื่อที่ผิด ย่อมไม่สำเร็จ
แนะเลิกดึงการเมืองยุ่งแผนเกษตร
ที่ผ่านมาไทยไม่ขาดนโยบายเกษตร

แต่ส่วนใหญ่เป็นการแก้ปลายเหตุ โดยเฉพาะการแทรกแซงราคา ซึ่งบางปีใช้งบกว่าแสนล้านบาท
นโยบาย “ตลาดนำการผลิต” ก็มีปัญหา เพราะข้าราชการไม่ใช่พ่อค้า จึงทำหน้าที่นำตลาดได้ไม่จริง

รวมถึงการเจรจาโควตากับจีนหลายปี ยังไม่สามารถทำตามสัญญาซื้อขายได้ อีกปัญหาคือการพยากรณ์ผลผลิตที่ไม่แม่น และมีการกักข้อมูลไว้ใช้ตัดสินใจเชิงการเมือง แทนการเปิดเผยข้อเท็จจริง

ดร.นฎา วะสี จากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ระบุว่า ภาคเกษตรกำลังกลายเป็นภาระที่รัฐต้องดูแล ปัจจุบันมีเกษตรกร 20-30 ล้านคน เกือบ 30% ของประชากร แต่สร้าง GDP เพียง 10% จึงต้องเร่งปฏิรูป

ในมิติแรงงาน คนไทยมีอายุขัยเฉลี่ย 78 ปี สุขภาพดีถึง 67 ปี แต่เกษียณที่ 60 ปี และสิทธิประกันสังคม 55 ปี ต่ำกว่าหลายประเทศ คนอายุเกิน 60 ปีทำงานต่อเพียง 20-30%

ตลาดแรงงานยังมีการกีดกันอายุ โดยประกาศรับสมัครงานกว่า 60% จำกัดอายุ และโอกาสเริ่มลดตั้งแต่อายุ 35-40 ปี จึงควรพิจารณากฎหมายห้ามกำหนดอายุผู้สมัคร โดยเฉพาะต่ำกว่า 55 ปี

ด้านประกันสังคม มีความเสี่ยงว่ากองทุนชราภาพอาจหมดใน 20-30 ปี เพราะเก็บสมทบ 7% แต่จ่ายบำนาญถึง 20% จึงต้องปรับสูตร เพิ่มอัตราสมทบ และขยายเพดาน

  • ปฏิรูปโครงสร้างอย่าพึ่งมาตรการระยะสั้น

นายบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารเกียรตินาคินภัทร กล่าวว่า เสนอให้ไทยยกระดับมาตรฐานสู่ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เพื่อยกระดับมาตรฐานประเทศในระยะยาว พร้อมเสนอให้ปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ

ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงคอร์รัปชัน โดยไทยมีรัฐวิสาหกิจ 56 แห่ง ทรัพย์สินรวมราว 20 ล้านล้านบาท และงบหมุนเวียนปีละประมาณ 6 ล้านล้านบาท ข้อเสนอคือยกระดับการเปิดเผยข้อมูล ปรับธรรมาภิบาล และลดการแทรกแซงทางการเมือง     

อีกด้านต้องทบทวน “ขนาด บทบาท และอำนาจรัฐ” โดยควรลดความอุ้ยอ้ายภาครัฐ แม้งบรัฐราว 20% ของ GDP แต่กว่า 80% เป็นงบดำเนินงาน จำนวนข้าราชการเพิ่มจาก 1.3 ล้านเป็น 3.1 ล้านคนใน 10 ปี ทำให้งบเงินเดือนรัฐสูงถึง 8% ของ GDP จึงต้องควบคุมขนาดรัฐและเพิ่มประสิทธิภาพ

โดยเสนอให้ทำ Regulatory Guillotine อย่างจริงจัง เพื่อตัดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น เนื่องจากไทยมีกฎหมายกว่าแสนฉบับ และใบอนุญาตกว่า 5,000 ประเภท

ยกกรณี “การบินไทย” สะท้อนรัฐแทรกแซง ที่เป็นตัวอย่างสำคัญของปัญหารัฐแทรกแซง โดยมองว่าปัจจุบันหุ้นบริษัทมีค่า P/E ประมาณ 6 เท่า ต่ำกว่าสายการบินระดับเดียวกันในโลกที่ราว 10 เท่า

สะท้อนว่ามูลค่าหุ้นยังถูกกด การบินไทยฟื้นตัวได้เพราะออกจากสถานะรัฐวิสาหกิจและเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูโดยมืออาชีพ แต่หลังฟื้นตัว รัฐในฐานะผู้ถือหุ้นราว 38% กลับใช้อำนาจเข้าไปตั้งกรรมการเกือบทั้งหมด ซึ่งผลที่เกิดขึ้นคือราคาหุ้นปรับตัวลงแรง และยังมีการปลดทีมฟื้นฟูออก ซึ่งสร้างความกังวลต่อตลาด

รัฐควรทยอยลดสัดส่วนถือหุ้นในบริษัทลงจาก 38% เหลือประมาณ 25% โดยไม่จำเป็นต้องลดเหลือศูนย์พร้อมกันนั้น เขาเสนอให้รัฐประกาศถอนตัวจากการใช้สิทธิ์แต่งตั้งกรรมการ เพื่อให้ธรรมาภิบาลของบริษัททำงานได้อย่างอิสระแนวทางนี้จะเป็นเสมือน “การทดลอง” หากในอนาคตพบว่าไม่ดี รัฐที่ยังถือหุ้น 25% ก็ยังสามารถกลับมาแก้ไขได้”

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เสนอว่า รัฐบาลต้องเร่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบห้องฉุกเฉิน โดยเฉพาะความเชื่อมั่นตลาดทุน ความเสี่ยงพลังงาน และความผันผวนสินทรัพย์

สิ่งที่ต้องเร่งทำคือ ปลดล็อกข้อจำกัดการลงทุน ดึง FDI เพิ่ม สนับสนุนอุตสาหกรรมใหม่ และตั้งทีมพิเศษจากข้าราชการเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ข้อเสนอเชิงปฏิบัติคือ ให้ดึงบุคลากรเก่งจากข้าราชการ 3.1 ล้านคน มาตั้งทีมเฉพาะกิจ พร้อมจัดงบจูงใจ

นอกจากนี้ ไทยควรกระจายความเสี่ยงการส่งออก และลดการพึ่งพามหาอำนาจ โดยขยายตลาดไปอินเดีย ยุโรป และอาเซียน