วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม 2569

Login
Login

‘สงคราม’ ปลุกวิกฤติเงินเฟ้อ ธปท.ห่วงผลกระทบน้ำมันพุ่ง “กอบศักดิ์” เตือนรับมือค่าครองชีพ

‘สงคราม’ ปลุกวิกฤติเงินเฟ้อ ธปท.ห่วงผลกระทบน้ำมันพุ่ง “กอบศักดิ์” เตือนรับมือค่าครองชีพ

‘สงคราม’ ปลุกวิกฤติเงินเฟ้อ ธปท.ห่วงผลกระทบน้ำมันพุ่ง “กอบศักดิ์” เตือนรับมือค่าครองชีพ เศรษฐกิจโลกผ่านพ้นความปั่นป่วนหลายครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รวมถึงหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ในปี 2022 มาได้ แต่ความขัดแย้งล่าสุดในตะวันออกกลางอาจกลายเป็นแรงกระแทกรุนแรงเกินไปสำหรับเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ที่ส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากหลายประเทศในตะวันออกลาง

ราคาน้ำมันดิบสหรัฐ (WTI) คืนวันที่ 3 มี.ค.2569 เพิ่มขึ้นต่อเนื่องอีก 4.68% หรือ 3.33 ดอลลาร์ ปิดที่ 74.56 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) เพิ่มขึ้น 4.71% หรือ 3.66 ดอลลาร์ ปิดที่ 81.40 ดอลลาร์

ขณะที่ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในเอเชียเมื่อวันที่ 4 มี.ค.2569 พุ่งทะยานแตะระดับสูงสุดรอบ 3 ปี โดยราคาตลาดจรพุ่งแตะระดับ 25.40 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู เป็นการเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า จากราคาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.กำลังประเมินผลกระทบสงครามอิหร่านใกล้ชิด เนื่องจากสถานการณ์ผันผวนและเปลี่ยนแปลงตลอด

โดยหากการสู้รบยืดเยื้อและส่งผลกระทบอุปทานของน้ำมันที่ส่งออกเป็นเวลานานอาจส่งผลต่อเนื่องให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นยาวนานและทวีความรุนแรงของผลกระทบมากขึ้น 
รวมทั้งการประเมินเบื้องต้นแม้ไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิในปริมาณมาก ซึ่งกระทบจีดีพีแต่ผลกระทบอยู่ระดับไม่มากนัก

“เศรษฐกิจไทยปัจจุบันเข้มแข็งดีแม้ต้องประเมินว่าบานปลายเพียงใด โดยคาดว่าอาจมีผลให้จีดีพีลดลง 0.1-0.2%”

ส่วนที่น่ากังวลและอาจได้รับกระทบมากกว่า คือ “เงินเฟ้อ” เนื่องจากราคาน้ำมันมีน้ำหนักอยู่ในตะกร้าการคำนวณเงินเฟ้อ 13% และมีผลกระทบทางอ้อม แต่ด้วยพื้นฐานเงินเฟ้อของไทยที่อยู่ระดับต่ำ โดยปีนี้ประเมินที่ 0.2-0.3% ทำให้เชื่อว่าแม้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นซึ่งอยู่ระดับที่บริหารจัดการได้

“แม้ไทยมีสำรองน้ำมัน 60 วัน แต่ทางปฏิบัติยังมีน้ำมันจากแหล่งอื่นมาทดแทน และไม่พึ่งพาการนำเข้าจากแหล่งที่เกิดความขัดแย้งเพียงแหล่งเดียว โดยภายใน 2-3 วัน สถานการณ์ตลาดจะเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และ ธปท.จะประเมินผลกระทบราคาน้ำมันและการปิดช่องแคบต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันยังเชื่อว่าอยู่จุดควบคุมได้”

ด้านมาตรการทางการเงินจำเป็นต้องติดตามดูผลกระทบจะเป็นระยะยาวหรือแผ่ขยายวงกว้างเพียงใด ปัจจุบันรัฐบาลและกระทรวงการคลังกำลังเตรียมมาตรการช่วยเหลือ 

“ธปท.ถือว่าโชคดีที่ลดอัตราดอกเบี้ยล่วงหน้าไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เนื่องจากได้มองเห็นความเสี่ยงในจุดนี้ไว้บ้างแล้ว แม้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจะมากกว่าที่ประเมินไว้เล็กน้อยจากการสู้รบระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน แต่หากไม่บานปลายไปกว่านี้ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจะอยู่ระดับควบคุมได้”

นายวิทัย ตอบคำถามประเด็นการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) รอบพิเศษ ในกรณีสถานการณ์ยืดเยื้อ ว่า หากสถานการณ์รุนแรงและจำเป็นต้องออกมาตรการใด ๆ ธปท.พร้อมเข้าไปดูแลและปรับมาตรการตามความเหมาะสม แต่วันนี้ยังเน้นติดตามสถานการณ์ตามลำดับ

  • เตือน “ไทย” รับมือเงินเฟ้อ-ค่าครองชีพ

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) มองว่า สงครามที่ลุกลามและมีผลต่อราคาพลังงานสูงขึ้นทำให้เงินเฟ้อเป็นปัญหาสำคัญระยะต่อไป โดยในสภาวะโลกที่ไม่ปกตินี้จะส่งผลกระทบเป็นระลอก

ซึ่งระลอกแรกเกิดขึ้นแล้วใน“ตลาดทุน” แต่ระลอกที่ 2 ที่กำลังตามมาเป็นผลกระทบต่อ “เศรษฐกิจจริง” (Real Sector) ผ่านทางระดับราคาสินค้าและบริการ

สาเหตุหลักที่ทำให้เงินเฟ้อน่ากังวลใจมาจากแรงกดดันของราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงขึ้น ที่กระทบต้นทุนกับทุกคนและส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังกระบวนการผลิตต่าง ๆทั่วโลก ซึ่งเป็นปัจจัยผลักดันให้เกิดเงินเฟ้ออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ราคาน้ำมัน 76 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล คิดเป็นการปรับตัวขึ้น 10% ถือว่าเป็นระดับบริหารจัดการได้ แต่ที่น่ากังวลกว่าคือความผันผวนและความไม่แน่นอน หากมีการโจมตีโรงกลั่นน้ำมันหรือปิดช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อจะทำให้ซัพพลายพลังงานของโลกหายไปอย่างมีนัยสำคัญ และเมื่อถึงจุดนั้นราคาพลังงานและเงินเฟ้ออาจพุ่งสูงขึ้นจนยากจะประเมินอีกรอบ

อย่างไรก็ตาม มองว่าไทยควรเตรียมรับมือกับปัญหาเงินเฟ้อและค่าครองชีพจากต้นทุนพลังงานนี้ด้วยการเร่งผลักดันพลังงานทดแทนเช่น โซลาร์เซลล์ และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ให้มากขึ้น เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและทางเลือกให้กับประเทศ

  • เตือนเศรษฐกิจโลกเสี่ยง “สแต็กเฟลชัน”

โมฮัมเหม็ด เอล เอเรียน นักวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาคชื่อดังและที่ปรึกษาหลักด้านเศรษฐกิจของอลิอันซ์ เปิดเผยกับซีเอ็นบีซีว่า เศรษฐกิจโลกอาจเผชิญแรงกดดันแบบ “สแต็กเฟลชัน” (Stagflation) หรือภาวะที่เงินเฟ้อพุ่งสูงและเศรษฐกิจชะลอตัวลง หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อและลุกลาม

เศรษฐกิจโลกผ่านพ้นความปั่นป่วนหลายครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รวมถึงหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ในปี 2022 มาได้ แต่ความขัดแย้งล่าสุดในตะวันออกกลางอาจกลายเป็นแรงกระแทกรุนแรงเกินไปสำหรับเศรษฐกิจโลกที่เริ่มปรากฏรอยร้าวอยู่แล้ว

หนึ่งในความเสี่ยงสำคัญคือ ผลกระทบต่อตลาดพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ อิหร่านเป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกรายสำคัญของทั้งสองประเภท แต่ความเสี่ยงหลักอยู่ที่สงครามอาจรบกวนการเดินเรือบรรทุกพลังงานผ่าน “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งหากช่องแคบนี้ถูกปิดเป็นเวลานาน ก็อาจส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันและก๊าซที่ซื้อขายในตลาดโลกมากถึงหนึ่งในห้า

บ็อบ แมคแนลลี อดีตที่ปรึกษาด้านพลังงานของทำเนียบขาว กล่าวว่า การปิดช่องแคบเป็นเวลานานอาจนำไปสู่ “ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก" (Recession) อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เนื่องจากประเทศต่างๆ ต้องเร่งหาพลังงานจากแหล่งอื่น ขณะที่การขาดแคลนอุปทานจะผลักดันราคาให้พุ่งสูงทันที

  • เงินเฟ้อบั่นทอน“เศรษฐกิจโลก”

เอล เอเรียนกล่าวว่า หากความขัดแย้งเกิดขึ้นเพียงระยะสั้นและจำกัดวง ราคาพลังงานและเงินเฟ้ออาจพุ่งขึ้นเพียงชั่วคราว แต่หากสงครามยืดเยื้อและขยายวงกว้าง ก็จะเร่งเงินเฟ้อ ทำให้ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก และบั่นทอนการเติบโตทางเศรษฐกิจ

สำหรับเศรษฐกิจ “สหรัฐ” ความไม่มั่นคงในตะวันออกกลางยังเกิดขึ้นในช่วงที่ไม่ควรเกิดขึ้นอย่างยิ่ง เพราะธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีพื้นที่ดำเนินนโยบายจำกัด

โดยปกติในช่วงเกิดภาวะช็อกด้านพลังงาน เฟดอาจลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อบรรเทาแรงกดดันทางเศรษฐกิจ แต่ก่อนหน้านี้ไม่นานเจ้าหน้าที่เฟดหลายคนเพิ่งแสดงความเห็นในเชิงระมัดระวังต่อการลดดอกเบี้ยใหญ่ในปีนี้ เนื่องจากเงินเฟ้อยังคงสูงกว่าเป้าหมาย 2% ต่อเนื่องมาเป็นเวลา 5 ปี โดยข้อมูลล่าสุดในเดือน ม.ค.ระบุว่า เงินเฟ้อสหรัฐอยู่ที่ 2.4%

  • เงินเฟ้อสูงลดโอกาสหั่นดอกเบี้ย

ด้านอดีตรัฐมนตรีคลังสหรัฐ เจเน็ต เยลเลน ก็แสดงความเห็นในทิศทางเดียวกันในการประชุมของ S&P Global ว่า เงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูงทำให้การลดดอกเบี้ยอย่างรุนแรงมีความเป็นไปได้น้อย ไม่ว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะพัฒนาไปอย่างไร

เอล เอเรียน ระบุว่าการโจมตีอิหร่านนับเป็นแรงกระแทกครั้งใหม่ต่อเศรษฐกิจโลก ที่ก่อนหน้านี้พิสูจน์แล้วว่ามีความยืดหยุ่นอย่างมาก
ขณะที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐในอิหร่านอาจดำเนินต่อไปอีก 4-5 สัปดาห์ และอาจยืดเยื้อกว่านั้นหากจำเป็น 

คำถามสำคัญคือ เศรษฐกิจโลกจะสามารถรับแรงกระแทกยาวนานเช่นนี้ได้หรือไม่ โดยไม่ถูกกดทับด้วยแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่สูงขึ้นและการเติบโตที่ชะงักงัน ซึ่งในมุมมองของเอล เอเรียน เป้นเรื่องยากที่เศรษฐกิจโลกจะหลีกเลี่ยงการเข้าสู่ภาวะ “Stagflation” ได้

  • IMF เตือนลามเศรษฐกิจโลก

แดน แคตซ์ รองผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวในงานประชุมด้านการเงินที่กรุงวอชิงตันว่าว่า ผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจโลก จะขึ้นอยู่กับ “ระยะเวลาของสงคราม และความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมในภูมิภาค”

โดยเฉพาะราคาพลังงานที่พุ่งขึ้น จะเป็นเพียงระยะสั้น หรือจะสูงต่อเนื่อง
หากความขัดแย้งทำให้เกิดความไม่แน่นอนยาวนาน และราคาพลังงานได้รับผลกระทบต่อเนื่อง ธนาคารกลางทั่วโลกก็มีแนวโน้มจะดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวัง และปรับตัวตามสถานการณ์

เขาระบุว่าสงครามครั้งนี้อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกในหลายด้าน เช่น เงินเฟ้อ การเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินผลกระทบได้อย่างชัดเจน
ก่อนที่สหรัฐและอิสราเอลจะโจมตีทางอากาศต่ออิหร่าน และเกิดการตอบโต้ทั่วภูมิภาค IMF เคยคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2026 จะ “เติบโต 3.3%” แม้มีแรงกดดันจากสงครามการค้าและภาษี แต่ยังได้แรงหนุนจากการลงทุนด้าน AI และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

แคตซ์กล่าวว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจของสงครามครั้งนี้จะขึ้นอยู่กับระยะเวลา และพัฒนาการทางภูมิรัฐศาสตร์ในอนาคต
ก่อนหน้านี้ IMF ระบุว่า กำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลกระทบต่อการค้าโลก กิจกรรมทางเศรษฐกิจ ราคาพลังงานที่พุ่งขึ้น ความผันผวนของตลาดการเงิน
IMF ระบุในแถลงการณ์ว่า

สถานการณ์ยังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับเศรษฐกิจโลกที่เปราะบางอยู่แล้ว

แคตซ์กล่าวว่า IMF จะประเมินผลกระทบโดยตรงต่อภูมิภาค เช่น ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน และการหยุดชะงักของอุตสาหกรรมสำคัญ
วิกฤติน้ำมันพุ่ง สะเทือน ‘เงินเฟ้อ’ โลก

บลูมเบิร์กรายงานว่า สถานการณ์ความตึงเครียดจากความขัดแย้งในอิหร่านและอิสราเอล กำลังสร้างผลกระทบให้เกิดภาวะ “เงินเฟ้อ” ทั่วโลก จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

สัญญาณล่าสุดที่บ่งชี้ว่า เรื่องราวเลวร้ายกำลังจะเกิดขึ้นคือ โรงกลั่นน้ํามันที่ใหญ่ที่สุดของซาอุดิอาระเบียปิดตัวลง กาตาร์ได้ปิดโรงงานก๊าซธรรมชาติเหลวที่ใหญ่ที่สุดในโลก ช่องแคบฮอร์มุซเป็นอัมพาต ราคาน้ํามันและก๊าซพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว บรรดาหุ้นที่เกี่ยวข้องร่วงลง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากตลาดมองว่าเฟดอาจไม่ลดดอกเบี้ย

สำหรับ “ธนาคารกลาง” สิ่งสำคัญคือขนาดของผลกระทบ และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ “ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อเงินเฟ้อ” ว่ายังคงนิ่งอยู่หรือไม่

หากผู้คนเชื่อว่าราคาสินค้าที่พุ่งสูงขึ้นเป็นเพียงเรื่องชั่วคราว ผู้นำธนาคารกลางอย่างประธานเฟด “เจโรม พาวเวลล์” และประธานธนาคารกลางยุโรป “คริสติน ลาการ์ด” และคณะผู้บริหารมองข้ามผลกระทบชั่วคราวต่ออัตราเงินเฟ้อ และมุ่งเน้นไปที่ความเสี่ยงต่อการเติบโต ซึ่งอาจนำไปสู่การ “ลดดอกเบี้ย” ได้

แต่หากความเชื่อมั่นพังทลายจนนำไปสู่การเรียกร้องค่าจ้างที่สูงขึ้นและการแห่ขึ้นราคาสินค้าเป็นทอดๆ จนเกิดวงจรเงินเฟ้อรุนแรง ธนาคารกลางก็อาจถูกบีบให้ต้อง “ขึ้นอัตราดอกเบี้ย” เพื่อสกัดกั้นวิกฤติแทน

  • ไทย’ เสี่ยงสุดในเอเชียนำเข้าน้ำมัน-ก๊าซ

ธนาคารโนมูระ ระบุในบันทึกถึงลูกค้าเมื่อวันจันทร์ว่า ในกลุ่มประเทศเอเชีย “ไทย อินเดีย เกาหลีใต้ และฟิลิปปินส์” มีความเปราะบางต่อราคาน้ำมันที่สูงขึ้นมากที่สุด เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าในระดับสูง ขณะที่มาเลเซียจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์ในเชิงเปรียบเทียบ เพราะเป็นผู้ส่งออกพลังงาน

โนมูระมองว่า “ประเทศไทย” เป็นกรณีตัวอย่างโดยถือเป็น “ผู้แพ้” ที่ชัดเจนที่สุดจากสถานการณ์ราคาน้ำมัน เนื่องจากผลกระทบจากภายนอกมีขนาดใหญ่และเกิดขึ้นทันที โดยไทยมีการนำเข้าน้ำมันสุทธิสูงที่สุดในเอเชีย คิดเป็น 4.7% ของ GDP และทุกครั้งที่ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 10% จะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดแย่ลงประมาณ 0.5 จุดเปอร์เซ็นต์ของ GDP

ขณะที่ โก คาตายามะ นักวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกของ Kpler ระบุว่า สำหรับหลายประเทศใน “เอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ผลกระทบอันดับแรกจะเป็นเรื่องของ “