วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

"ไทยเครดิต" เร่งเครื่องปี 69 ลุยดิจิทัล ดันพอร์ตแตะ 3 แสนล้าน 

"ไทยเครดิต" เร่งเครื่องปี 69 ลุยดิจิทัล ดันพอร์ตแตะ 3 แสนล้าน 

ธนาคารไทยเครดิต ตั้งเป้าขยายพอร์ตสินเชื่อโต 2 หลักในปี 2569 จากปีก่อนที่ 1.81 แสนล้านบาท เร่งเครื่องสู่เป้าหมาย 3 แสนล้านในปี 2571-2572 รับขยายกลุ่มลูกค้าฐานรากสินเชื่อไมโครเอสเอ็มอี พร้อมเดินหน้าเปลี่ยนผ่านสู่โครงสร้างระบบการเงินดิจิทัล ลดต้นทุนดำเนินงาน

ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจและการแข่งขันในอุตสาหกรรมการเงิน ปี 2569 ถูกวางให้เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของ “ธนาคารไทยเครดิต” ในการเร่งเครื่องยุทธศาสตร์ระยะยาว โดยเฉพาะการผลักดันพอร์ตสินเชื่อ การลงทุนโครงสร้างดิจิทัล และการตอกย้ำจุดยืนในตลาดลูกค้าฐานราก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ธนาคารมองว่ายังมีโอกาสเติบโตอีกมาก

รอยย์ ออกุสตินัส กุนารา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต กล่าวว่าในปี 2569 ธนาคารตั้งเป้าขยายพอร์ตสินเชื่อเติบโตระดับ “เลขสองหลัก” ราว11-15% จากฐานปี 2568ที่อยู่1.81 แสนล้านบาท โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากสินเชื่อกลุ่มไมโครเอสเอ็มอีควบคู่กับการเดินหน้าสู่ระบบการเงินดิจิทัลเต็มรูปแบบ

ยุทธศาสตร์ของธนาคารไม่ได้มองเพียงระยะสั้นในปี 2569 เท่านั้นแต่ยังวางภาพใหญ่ไปถึงปี 2571-2572 โดยตั้งเป้าขนาดพอร์ตสินเชื่อจะขยับขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 2.8-3 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากระดับ1.4 แสนล้านบาท

ที่ผ่านมาพอร์ตสินเชื่อของธนาคารเติบโตเลขสองหลักต่อเนื่องมาแล้ว 2 ปี โดยเฉพาะสินเชื่อธุรกิจไมโครเอสเอ็มอีที่ปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนถึง 68% ของสินเชื่อรวม สะท้อนการยึดตำแหน่งในตลาดเฉพาะกลุ่มอย่างชัดเจน

"ใน ปี2569 ธนาคารตั้งเป้าขยายสินเชื่อใหม่ที่ประมาณ 50,000 ล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากโครงการ Quick Big Win ของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ที่คาดช่วยค้ำประกันเครดิตราว 25,000 ล้านบาท เพื่อช่วยปล่อยกู้เอสเอ็มอีและไมโครเอสเอ็มและนาโนฯ"

หากพูดถึงตลาดสินเชื่อไมโครเอสเอ็มอีมองว่ายังมีศักยภาพเติบโตได้อีกมาก เนื่องจากเป็นตลาดที่ยังมีผู้เล่นไม่มาก และยังมีผู้ประกอบการจำนวนมากเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนในระบบ โดยลูกค้ากลุ่มนี้คิดเป็นสัดส่วนกว่า 30% ของเศรษฐกิจไทยและถือเป็นกลุ่ม Underserved ที่ยังมีช่องว่างทางการเงินสูงจึงเป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ในระยะยาวของธนาคารในการเข้าไปเจาะกลุ่มเป้าหมายนี้มากขึ้น 

หัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์ปี 2569 คือการลงทุนด้านเทคโนโลยีเพื่อยกระดับประสิทธิภาพ โดยธนาคารได้วางงบลงทุนประมาณ 600 ล้านบาท สำหรับโครงการเปลี่ยนผ่านสู่บริการการเงินดิจิทัลเต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องระยะ 3 ปีและคาดว่าจะแล้วเสร็จต้นปี 2570

การลงทุนดังกล่าวครอบคลุมการยกระดับระบบ Core Banking จากเทคโนโลยีเดิมไปสู่ Full Digital Banking Platform บนระบบ Cloud เพื่อเพิ่มความเร็วในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ลดต้นทุน และรองรับนวัตกรรมทางการเงินในอนาคต คาดจะส่งผลให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายโดยรวมของธนาคารหรือ(Cost to Income Ratio)ลงมาต่ำกว่า 40% ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า จากระดับ 43.6%ในปี 2568

สำหรับปี 2569 ธนาคารยังคงเป้าขายเอ็นพีแอลที่1,500-2,000 ล้านบาท หากได้ราคาที่เหมาะสม และย้ำว่าไม่มีแผนซื้อหนี้เสียเข้ามาบริหาร นอกจากนี้ธนาคารตั้งเป้าดันอัตราผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้นหรือ ROE ให้ขึ้นสู่16-20%ในปีนี้จากที่ผ่านมาที่อยู่ราว16.3% มาอยู่ในระดับสูงของอุตสาหกรรมแบงก์ผ่านการควบคุมค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพการทำกำไรมากขึ้น

อีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในปี 2569 คือการเปิดตัวแพลตฟอร์มใหม่ “alpha SME” ในช่วงไตรมาส 1ปี2569 ซึ่งเป็นการต่อยอดจากการย้ายฐานข้อมูลของระบบ Micro Pay ที่เสร็จสมบูรณ์ในช่วงปลายปีก่อน เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เสริมประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยง และรองรับปริมาณธุรกรรมที่จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอนาคต โดยการใช้เทคโนโลยีจะช่วย“ลดต้นทุน"ในการให้บริการให้ลดลงมากขึ้น 

“รอยย์”มองว่า แม้ธนาคารจะเดินหน้าดิจิทัลเต็มตัว แต่ธนาคารยืนยันว่าจะไม่ลดหรือเพิ่มจำนวนสาขาในระยะนี้ โดยยังคงยึดโมเดล “High Touch” หรือการให้พนักงานดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิดควบคู่กับเทคโนโลยี ปัจจุบันธนาคารมีสาขาประมาณ 500 แห่งทั่วประเทศ และมองว่าเครือข่ายดังกล่าวครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายหลักแล้ว 

"กลยุทธ์สำคัญคือการใช้เทคโนโลยีช่วยเพิ่ม productivity ของพนักงาน โดยตั้งเป้าให้พนักงานหนึ่งคนสามารถดูแลลูกค้าเพิ่มจากเฉลี่ย50 คนต่อวัน เป็น 70-100 คนต่อวัน ผ่านการใช้แท็บเล็ตที่เชื่อมข้อมูลลูกค้าแผนที่และ workflow แบบเรียลไทม์ แนวทางนี้ช่วยให้ธนาคารยังคงความใกล้ชิดกับลูกค้าฐานราก ซึ่งเป็นจุดที่ธนาคารขนาดใหญ่จำนวนมากยังเข้าถึงได้ยากได้มากขึ้น