วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

‘วิทัย‘ ชี้ สงครามอิหร่านระอุ ดันตลาดโลกป่วนหนัก ‘จีดีพีไทย’ เสี่ยงหด 0.15% จากน้ำมันพุ่ง

‘วิทัย‘ ชี้ สงครามอิหร่านระอุ ดันตลาดโลกป่วนหนัก ‘จีดีพีไทย’ เสี่ยงหด 0.15% จากน้ำมันพุ่ง

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สัมภาษณ์รายการสด “ทำไม” ทาง NBT ว่าสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านสหรัฐอเมริกา ที่เปิดฉากโจมตีกันในช่วงที่ผ่านมา ต้องประเมินและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

เนื่องจากสงครามเพิ่งเกิดขึ้นเพียง 2 วัน โดยเช้าวันที่ 2 มี.ค. 2569 ตลาดการเงินทั่วโลกเปิดมาด้วยความผันผวนพอสมควร จำเป็นต้องร้อยเรียงประเด็นสำคัญเป็นลำดับ

ทั้งนี้มองว่า ความเสี่ยงจากสงครามได้ถูกประเมินไว้แล้วในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งล่าสุด โดยก่อนหน้านี้หลายฝ่ายคาดว่า หากมีการปะทะ อาจมีลักษณะคล้ายปีที่ผ่านมา ซึ่งมีการสู้รบกัน 12 วันระหว่างอิหร่านกับอิสราเอล อย่างไรก็ดี สถานการณ์รอบนี้มีแนวโน้มรุนแรงและขยายวงกว้างมากกว่าที่คาดไว้อย่างชัดเจน
 

นอกจากการโจมตีทางอากาศในอิหร่านที่รุนแรงแล้ว ยังมีการสังหารผู้บัญชาการระดับสูงของประเทศ และอิหร่านได้ตอบโต้ในหลายประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ได้คาดการณ์ไว้

รวมถึงความเป็นไปได้ในการปิด ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญ เนื่องจากน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียประมาณ 20–25% ของโลกต้องผ่านเส้นทางนี้ หากเกิดการปิดจริง ผลกระทบจะรุนแรงกว่าที่เคยประเมิน

ในด้านผลกระทบต่อไทยและเศรษฐกิจโลก หากราคาน้ำมันปรับขึ้นแรงและยืนระยะนาน ย่อมกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยปัจจุบันราคาน้ำมันปรับขึ้นแล้วประมาณ 5–7 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และหากทั้งปีเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะกระทบผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไทยประมาณ 0.1–0.15% ซึ่งถือว่ากระทบโดยตรงในวงจำกัด

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่ชัดเจนกว่าจะอยู่ที่เงินเฟ้อ เนื่องจากน้ำมันมีสัดส่วนราว 13% ในตะกร้าคำนวณเงินเฟ้อ หากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นเฉลี่ยทั้งปี 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.4–0.5%

โดยประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงราคาจะขึ้นเท่าใดในระยะสั้น แต่ขึ้นลึกเพียงใดและยาวนานแค่ไหน

ผู้ว่าการ ธปท. ระบุเพิ่มเติมว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อจะกระทบต่ออุปทานน้ำมันโลก เนื่องจากน้ำมันส่งออกจำนวนมากต้องผ่านช่องแคบดังกล่าว ประเทศในเอเชียพึ่งพาเส้นทางนี้สูง ไม่ว่าจะเป็นไทย ญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้

โดยไทยนำเข้าน้ำมันประมาณ 60% จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และซาอุดีอาระเบีย ซึ่งต้องผ่านเส้นทางเดียวกัน

ดังนั้น หากราคาน้ำมันปรับขึ้นมาก จะกดดันให้เศรษฐกิจเติบโตชะลอลงและเงินเฟ้อสูงขึ้น และหากยืดเยื้อจนกระทบอุปทานโลก ประเทศต่าง ๆ จำเป็นต้องหาแหล่งพลังงานอื่นทดแทน ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องในหลายมิติ

ในส่วนของนโยบายการเงิน ก่อนหน้านี้ได้ประเมินความเสี่ยงสงครามไว้แล้ว โดยตลาดเองมองว่าดอกเบี้ยมีแนวโน้มลดลง เพียงแต่คาดว่าจะเกิดในช่วงเดือน 4 หรือเดือน 6 การตัดสินใจขยับมาเร็วขึ้นในเดือน 2 จึงไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย แต่เป็นการเร่งเข้าประคองเศรษฐกิจให้ต่อเนื่อง

โดยมาจากเศรษฐกิจไทยเพิ่งขยายตัวชัดเจนในไตรมาส 4 ปี 2568 ส่วนหนึ่งมาจากมาตรการระยะสั้น เช่น โครงการคนละครึ่ง และการเร่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้าก่อนหมดมาตรการภาษี จึงต้องการสนับสนุนให้การฟื้นตัวมีความต่อเนื่องในระยะยาว

“เราเห็นการเติบโตที่ดีขึ้นแต่ก็อยากเข้าไปประคองเพื่อให้เห็นความต่อเนื่องและสนับสนุนให้เกิดการเติบโตจริงๆในระยะยาว"

ทั้งนี้ ศักยภาพการเติบโตสูงสุดของไทยประเมินได้ราว 2.7% ขณะที่เศรษฐกิจปีนี้คาดว่าจะเติบโตประมาณ 1.9% ซึ่งเป็นตัวเลขก่อนเกิดสถานการณ์ตะวันออกกลาง สะท้อนว่ายังมีช่องว่างให้นโยบายการเงินช่วยประคองได้

สำหรับการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 1% ยังช่วยลดความผันผวนของค่าเงินบาท สนับสนุนให้เงินเฟ้อกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายระยะยาว และเพิ่มแรงจูงใจให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อมากขึ้น เนื่องจากต้นทุนเงินฝากมีแนวโน้มสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยการปรับครั้งเดียวจึงตอบโจทย์ได้หลายด้านพร้อมกัน