ไทยพาณิชย์ ชี้เงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่องและอ่อนสุดในภูมิภาค หลังความตึงเครียดสหรัฐฯ–อิหร่านดันภาวะ Risk-off ทั่วโลก นักประเมินระยะสั้นเงินบาทยังมีแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่พุ่งและดอลลาร์แข็งค่า โดยให้กรอบฐานที่ 31.25–31.75 บาทต่อดอลลาร์ พร้อมเตือนหากสงครามยืดเยื้ออาจเห็นอ่อนแตะ 33 บาท
วชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เงินบาทอ่อนค่าลงต่อเนื่องในวันนี้ และอ่อนค่ามากที่สุดในภูมิภาค หลังเกิดสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านขึ้น
ขณะที่ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นจากเงินยูโรและเงินเยนที่อ่อนค่าลง ด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับสูงขึ้นราว 2-3 bps ทั้งนี้ ผลกระทบที่ชัดเจนที่สุดคือ ราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นกว่า 7-8% ขณะที่ราคาทองคำสูงขึ้นราว 2% และ US Treasury yields ปรับสูงขึ้นราว 3-4 bps
ในระยะสั้นที่สงครามยังไม่มีข้อยุติ เงินบาทจะยังอ่อนค่า โดยแนวโน้มเงินบาทจะขึ้นอยู่กับความรุนแรง และระยะเวลาของสงคราม เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่นำเข้าน้ำมันดิบสุทธิ
ดังนั้น หากราคาน้ำมันยังคงสูงขึ้นต่อเนื่อง จะส่งผลให้ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดไทยปรับแย่ลง
กรณีฐาน (Baseline) USDTHB ในระยะสั้นอาจอยู่ที่ราว 31.25-31.75 โดยคาดว่าสงครามจะไม่ยืดเยื้อมากนัก เนื่องจากผู้นำระดับสูงของอิหร่านเสียชีวิตหลายรายแล้ว และบางกระแสข่าวรายงานว่าอิหร่านพร้อมเจรจากับสหรัฐฯ
ในกรณีนี้ มองว่าราคาน้ำมันดิบ (Brent) อาจอยู่ที่ราว 75-80 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐอยู่ที่ราว 97-99 โดยมีแนวต้านสำคัญที่ระดับ 100 ทั้งนี้ หากสงครามจบลง ราคาน้ำมันอาจกลับมาอยู่ที่ระดับเดิมราว 70-75 ดอลลาร์/บาร์เรล และเงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบเดิมที่ 31.00-31.50 บาทต่อดอลลาร์
ในกรณีเลวร้าย (Worse case) มองว่า USDTHB อาจอ่อนค่าไปที่ราว 32.50-33.00 โดยสงครามทวีความรุนแรงขึ้นและยืดเยื้อ ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นมากกว่า 100 ดอลลาร์/บาร์เรล นักลงทุนโลกเทขายสินทรัพย์เสี่ยง หันมาถือครองดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ดัชนีเงินดอลลาร์สูงขึ้นมากกว่า 105 ทั้งนี้ มองว่ามีโอกาสเกิดต่ำกว่า 20%
สำหรับผู้ส่งออก มองว่า USDTHB ที่ระดับราว 31.40-31.90 เป็นระดับที่ขายได้ โดยอาศัยจังหวะที่ตลาดเกิด Risk-off ในการทยอยขาย และให้จับตาการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ทั้งนี้ หากการปิดช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อ ดันให้ราคาน้ำมันดิบสูงขึ้นต่อ นักลงทุนโลกเทขายสินทรัพย์เสี่ยงและหันมาถือเงินดอลลาร์ จะเป็นจังหวะให้ขาย USDTHB ได้ในระดับที่สูงขึ้น
สำหรับผู้นำเข้า อาจต้องรอจังหวะให้ตลาดคลายความกังวลก่อน โดยหากไม่มีเหตุการณ์ปะทุรุนแรง ที่ทำให้ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐดีดตัวขึ้นไปมากจากภาวะ Global risk-off ก็อาจทำให้เงินบาททยอยปรับแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย โดยมองที่ระดับราว 31.20 หรือต่ำกว่า
สำหรับผลกระทบต่อ Global bond yields นั้นหากสงครามยังยืดเยื้อ มีโอกาสที่ Yield curve จะชันน้อยลง (Flattening) โดย Yields ระยะสั้นอาจสูงขึ้นจากแรงกดดันเงินเฟ้อ ทำให้ธนาคารกลางอาจมีมุมมองต่อดอกเบี้ยที่สูงขึ้น (หรือลดดอกเบี้ยได้ช้าลง)
ส่วน Yields ระยะยาวอาจปรับลดลงได้เล็กน้อยจากความต้องการถือสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้น และสงครามจะส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก แนวโน้มการค้าและการท่องเที่ยง รวมถึง Supply-chain ซึ่งจะทำให้ Term premium รวมถึงมุมมองดอกเบี้ยระยะยาวปรับลดลงได้
สำหรับ Bond yields ไทย ในกรณีฐาน ผลกระทบน่าจะยังจำกัด เพราะมองว่าเงินทุนเคลื่อนย้ายจะไม่ไหลออกมาก (ยังไม่มี Capital flight) และเงินเฟ้อจะยังไม่เร่งตัว หากราคาน้ำมันไม่ปรับสูงขึ้นอย่างมีนัย
อย่างไรก็ดี หากสงครามยืดเยื้อ (Worse-casescenario) อาจทำให้ Bond yields ไทยปรับสูงขึ้นได้ เนื่องจาก 1) สงครามส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นเร็วและเป็นเวลานาน ซึ่งจะส่งผลต่อเงินเฟ้อ และคาดการณ์เงินเฟ้อปรับสูงขึ้น ทำให้ Bond yields สูงขึ้นตาม
อีกทั้ง ยังอาจทำให้ กนง. ต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อลดแรงกดดันเงินเฟ้อ 2) Capital outflows ออกจาก EMs และนักลงทุนโลกลดสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ซึ่งในช่วง 2 เดือนแรกของปี พบว่ามี capital flows ไหลเข้าตลาดบอนด์ไทยถึง 4.1 หมื่นล้านบาท ทำให้มีโอกาสที่ Flows จะไหลกลับออกไปได้





