สถานการณ์ “ตะวันออกกลาง” มาอยู่ในเรดาร์นักลงทุนอีกครั้งหลังความตึงเครียดระหว่าง “อิหร่าน” และฝ่ายตรงข้ามยกระดับเป็นระยะ “นักเศรษฐศาสตร์” เตือนแม้ยังไม่ใช่ “สงครามเต็มรูปแบบ” แต่ “ช่องแคบฮอร์มุซ” คือ จุดเปราะบางที่อาจเขย่าตลาดพลังงานโลก ขณะที่ไทยถูกมองว่าอ่อนไหวสูงต่อ “ราคาพลังงานและค่าเงินบาท” และมีความเสี่ยงสูงที่ตลาดเงินตลาดทุนจะผันผวนหลังจากนี้
ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ประเมินสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ว่า ปัจจุบันยังอยู่ระดับความตึงเครียดของสงครามมากกว่าเป็นสงครามเต็มรูปแบบ
แม้มีเหตุการณ์โจมตีตอบโต้กันระหว่างอิหร่านและฝ่ายตรงข้ามเกิดขึ้นเป็นระยะ เช่น การใช้โดรนโจมตีฐานที่มั่นสหรัฐ
แต่ลักษณะการปะทะที่เกิดขึ้นยังไม่ใช่การทำสงครามทำลายล้างขนาดใหญ่ที่มุ่งโจมตีชีวิต และทรัพย์สินในวงกว้าง โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของภูมิภาคยังไม่ได้รับความเสียหาย และยังไม่เห็นการส่งกำลังทหารภาคพื้นดินรุกคืบอย่างจริงจัง
ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจโดยรวมยังไม่ถึงขั้นวิกฤติ แม้ว่าภาคการเดินทางและการบินจะเริ่มได้รับผลกระทบให้เห็นแล้วก็ตาม
อย่างไรก็ตาม จุดเปราะบางที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดที่สุดไม่ใช่การปะทะทางทหารโดยตรง
แต่คือความเป็นไปได้ที่อิหร่านอาจใช้มาตรการตอบโต้ทางเศรษฐกิจด้วยการ “ปิดช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของระบบพลังงานโลก ช่องแคบดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงเส้นทางส่งออกน้ำมันของอิหร่านเท่านั้น แต่ยังเป็นทางผ่านหลักของน้ำมันจากอิรักและซาอุดีอาระเบีย รวมถึงเป็นเส้นทางขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากกาตาร์
ดังนั้น กรณีปิดช่องแคบจะมีกระทบขยายวงกว้างทันที เนื่องจากทรัพยากรพลังงานที่ไหลผ่านเส้นทางนี้คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 20% ของตลาดโลก ซึ่งสร้างความปั่นป่วนอย่างมีนัยสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจโลก และเป็นตัวเร่งราคาพลังงานพุ่งขึ้นเร็ว
ในมุมมองผลกระทบเชิงภูมิภาค ประเทศในเอเชียจะได้รับแรงกระแทกมากที่สุด หากการขนส่งพลังงานจากตะวันออกกลางสะดุด โดยเฉพาะประเทศผู้นำเข้าพลังงานรายใหญ่ เช่น อินเดีย จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ที่พึ่งพาพลังงานจากภูมิภาคนี้ในสัดส่วนสูง
- กระทบ “ต้นทุนไทย” พุ่ง
สำหรับ ประเทศไทยผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงราคาน้ำมันดิบที่อาจปรับขึ้น แต่จะลุกลามไปถึงค่าไฟฟ้าและต้นทุนพลังงานโดยรวม เนื่องจากโครงสร้างพลังงานของไทยมีความเชื่อมโยงกับก๊าซธรรมชาติและ LNG ในระดับสูง
นอกจากนี้ ต้นทุนการขนส่งและค่าระวางเรือที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจะยิ่งกดดันต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพในประเทศ
ด้านปฏิกิริยาของตลาดการเงิน ในระยะสั้นตลาดจะตอบสนองด้วยความตื่นตระหนก โดยราคาทองคำมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ราคาน้ำมันดิบอาจถูกทดสอบระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากเกิดเหตุปิดช่องแคบฮอร์มุซจริง นักลงทุนทั่วโลกมีแนวโน้มโยกเงินเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำและพันธบัตร
“แต่ไม่ควรเร่งเก็งกำไรจากสถานการณ์ระยะสั้นมากเกินไป เพราะจากสถิติในอดีต ความขัดแย้งลักษณะนี้มักหาทางคลี่คลายได้ค่อนข้างเร็ว และราคาสินทรัพย์สามารถปรับฐานลงได้เมื่อความตึงเครียดผ่อนคลาย”
- “เงินบาทจ่ออ่อนค่า” เงินทุนไหลออก
อีกประเด็นที่น่ากังวลสำหรับไทยคือค่าเงินบาท ซึ่งมีแนวโน้มอ่อนค่ามากกว่าสกุลเงินอื่นในภูมิภาค หากราคาพลังงานโลกพุ่งขึ้นแรง เนื่องจากเศรษฐกิจไทยอ่อนไหวต่อราคาน้ำมันสูง เมื่อภาระนำเข้าพลังงานเพิ่มขึ้น เงินทุนมีโอกาสไหลออกไปยังดอลลาร์สหรัฐที่มองเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยช่วงความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์สูง
อีกทั้งตลาดเกิดใหม่ในเอเชียทั้งหมดมีแนวโน้มเผชิญแรงเงินทุนไหลออกในช่วงที่ความเสี่ยงโลกเพิ่มขึ้น เพราะนักลงทุนต้องการลดความเสี่ยงและถือสินทรัพย์ที่มั่นคงมากขึ้น
“หากพิจารณามุมมองของมหาอำนาจอย่างสหรัฐ เป้าหมายอาจไม่ได้มุ่งสู่สงครามภาคพื้นดินเพื่อยึดครองพื้นที่แบบเดิม แต่เป็นความพยายามผลักดัน “การเปลี่ยนระบอบ” หรือการเปลี่ยนผู้นำผ่านแรงกดดันภายในประเทศอิหร่าน ตราบใดความขัดแย้งจำกัดผลกระทบเศรษฐกิจโลกยังควบคุมได้ แต่ถ้าเป็นสงครามภาคพื้นดินยืดเยื้อจะกระทบรุนแรง และราคาน้ำมันมีโอกาสทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล”
อีกปัจจัยที่ต้องจับตาคือศักยภาพด้านนิวเคลียร์ของอิหร่าน ซึ่งแตกต่างจากกรณียูเครน ซึ่งปัจจัยนี้เป็นตัวยับยั้งสำคัญที่ทำให้ทุกฝ่ายต้องระมัดระวังไม่ให้ความขัดแย้งลุกลามเกินจุดควบคุม ปัจจุบันยังไม่เห็นสัญญาณของสงครามภาคพื้นดินขนาดใหญ่ และยังมีความหวังว่าจะไม่มีการใช้อาวุธร้ายแรง
- เตือนรับมือตลาดเงินป่วน
นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ให้มุมมองเพิ่มเติมต่อผลกระทบตลาดน้ำมันโลก โดยชี้ว่า หากพิจารณาเฉพาะกำลังการผลิตของอิหร่านเพียงประเทศเดียว จะพบว่ามีสัดส่วนไม่ถึง 3% ของซัพพลายน้ำมันโลก
ดังนั้น หากไม่มีการหยุดชะงักของระบบขนส่ง การหายไปของน้ำมันอิหร่านเพียงลำพังจะไม่ทำให้ตลาดโลกปั่นป่วนมากนัก
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญยังคงเป็นประเด็นการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะกระทบตลาดอย่างรุนแรงในระยะสั้น และอาจผลักดันราคาน้ำมันขึ้นไปแตะระดับ 90-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ทันที
ทั้งนี้มองว่า ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นมีแนวโน้มเป็นเพียงชั่วคราว เนื่องจากตลาดน้ำมันโลกปัจจุบันอยู่ในภาวะอุปทานส่วนเกิน และมีปริมาณน้ำมันสำรองจำนวนมากทั่วโลก
แม้การปิดช่องแคบจะสร้างแรงกระแทกช่วงแรก แต่กลุ่มประเทศผู้ผลิตยังสามารถเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อชดเชยได้ โดยแหล่งผลิตอื่น เช่น อาร์เจนตินา สามารถเข้ามาเติมอุปทานในตลาดได้ และห่วงโซ่อุปทานโลกมีศักยภาพในการปรับตัวค่อนข้างเร็ว ทำให้ราคาน้ำมันในระยะยาวไม่น่าจะยืนสูงมาก หากกลไกตลาดทำงานตามปกติ
สำหรับประเทศไทย สิ่งสำคัญคือการเตรียมรับมือความผันผวนระยะสั้น รัฐบาลควรบริหารจัดการผ่านน้ำมันสำรองที่มีอยู่ และควรมองหาเส้นทางนำเข้าทางเลือกเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเส้นทางเดิม นอกจากนี้ ไทยอาจยังต้องเผชิญความเสี่ยงด้านการส่งออกไปตะวันออกกลางที่อาจล่าช้าจากการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ รวมถึงแรงกดดันต่อค่าเงินบาท หากราคาน้ำมันโลกพุ่งขึ้นเร็ว
ในตลาดเงิน จากภาวะตื่นตระหนกจะทำให้เงินดอลลาร์แข็งค่า ขณะที่เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่า อย่างไรก็ตามความผันผวนลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นแล้วในอดีต และผลกระทบระยะยาวมักไม่รุนแรง เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจไม่ได้เปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญ
- เสี่ยงสงครามบานปลาย
ดร.กอบศักดิ์ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า เริ่มวันที่ 2 สงครามอิสราเอล-สหรัฐ กับอิหร่าน เริ่มด้วยการข่มขู่จากทั้ง 2 ฝั่ง อิหร่านประกาศจะตอบโต้อย่างรุนแรง ขณะที่President Trump ตอบถ้าอิหร่านตอบโต้อย่างรุนแรง สหรัฐก็จะถล่มจุดต่างๆ ด้วยพลังอำนาจที่ยิ่งกว่าเดิม
ดังนั้นต้องติดตามดูกันว่าจะเกิดอะไรต่อไป จะลุกลาม บานปลายเพียงใดโดยเฉพาะในตะวันออกกลาง จะมีความเสียหายต่อโครงสร้างการผลิตจะเป็นอุปสรรคต่อการขนส่งน้ำมัน
จะกลายเป็นสงครามยืดเยื้อหรือไม่
ทั้งหมด จะกำหนดผลต่อไปว่าช่วงต้นสัปดาห์นี้ “ตลาดทุนโลก” จะปรับตัวอย่างไรราคาน้ำมัน ราคาทอง ราคาหลักทรัพย์ ราคาสินทรัพย์ต่าง ๆ ค่าเงินและหลังจากนั้น การต่อสู้ที่อาจจะตามมา ถ้ายืดเยื้อ ยาวนาน จะส่งผลต่อ “เศรษฐกิจจริง” ของเศรษฐกิจแต่ละประเทศต่าง ๆ ต่อไป





