ผู้ว่าการธปท.เตือนโมเดลเศรษฐกิจไทยอาจไม่ตอบโจทย์โลกใหม่ สะท้อนปัญหาจัดสรรทรัพยากรเหลื่อมล้ำ ฉุดศักยภาพการเติบโต ย้ำต้องเดินหน้าปฏิรูปเชิงโครงสร้างควบคู่ดูแลเสถียรภาพ พร้อมเตรียมเข้มตรวจค่าธรรมเนียมธนาคาร ลดภาระรายย่อยในระยะถัดไป
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)กล่าว ในงาน FUTURE READY 2026 จัดโดย BRANDi Institute of Systematic Transformation (BiOST)ว่า หากดูโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ใช้อยู่ในปัจจุบันอาจถึงจุดที่ต้องเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจที่เราเป็นอยู่ในปัจจุบัน อาจไม่เหมาะกับสถานการณ์เศรษฐกิจหรือไม่เหมาะกับสภาพแวดล้อมในปัจจุบันอีกแล้ว ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะที่เศรษฐกิจไม่สามารถขยายตัวได้อย่างเต็มศักยภาพ
- สังคมเหลื่อมล้ำสูง รายใหญ่เข้าถึงสินเชื่อด้วยต้นทุนต่ำเทียบเอสเอ็มอีสูงลิ่ว
ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดประการแรก “ความล้มเหลวในการจัดสรรทรัพยากร” ปัจจุบันประเทศไทยมีระบบเศรษฐกิจที่เห็นความแตกต่างได้ชัดเจนมาก โดยกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ 20-30 กลุ่มแรก และสถาบันการเงินขนาดใหญ่มีผลประกอบการที่ดีเยี่ยม สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์ได้อย่างง่ายดายด้วยต้นทุนที่ต่ำมากเพียง 2-3%
ในขณะที่อีกฟากหนึ่งของเศรษฐกิจ ทรัพยากรกลับส่งไปไม่ถึงกลุ่ม SME ขนาดกลาง ขนาดเล็ก และประชาชนรายย่อย ซึ่งหากไม่ใช่กลุ่มที่มีรายได้สูง(High Net Worth) การเข้าถึงสินเชื่อจะทำได้ยากลำบากและมีต้นทุนที่สูงลิ่วตั้งแต่ 7% ไปจนถึง 33%
สถานการณ์นี้สะท้อนว่าระบบปัจจุบันทำให้กลุ่มที่แข็งแรงอยู่แล้วยิ่งรวยและแข็งแรงขึ้น แต่กลุ่มที่อ่อนแอกลับต้องแบกรับต้นทุนมหาศาล
ไม่เพียงเท่านั้นปัญหาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญไม่ใช่เพียงปัญหาชั่วคราว แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาอย่างต่อเนื่อง ที่มีเป็นหลายมิติ
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของขีดความสามารถในการแข่งขัน(Competitiveness) ผลิตภาพ (Productivity) การลงทุนที่อยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เรื้อรัง การก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย (Aging Society) รวมถึงปัญหาการบังคับใช้กฎหมายและความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ ทั้งทางการเงิน การศึกษา และสถานะทางสังคม ปัญหาเหล่านี้เองที่เป็นตัวฉุดรั้งทำให้เศรษฐกิจไทยโตช้าลงเรื่อย ๆ
“ในแง่ของการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ ESG ปัจจุบันหลายองค์กรมักมองเป็นเพียงเรื่องของ CSR หรือการทำความดี PR คนไทยเก่งเรื่องการเขียนรายงานและทำ PR จนได้รับรางวัลหรือติดอันดับในของโลก แต่ในเชิงปฏิบัติจริงกลับยังไปไม่ถึงไหน ดังนั้นควร Action ลงมือทำจริงคือสิ่งที่เป็นปัญหาที่สุดของไทย และเราจำเป็นต้องก้าวข้ามการทำงานเชิงไทยๆที่เน้นแต่ภาพลักษณ์ไปสู่การแก้ปัญหาที่แก่นจริงๆ”
สำหรับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้ถือเป็นเรื่องที่ยากและไม่สามารถจบได้ด้วยโครงการเดียว ไม่สามารถออกเพียงโครงการเดียวแล้วแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้หมด ดังนั้นการแก้ปัญหาต้องทำผ่านหลายโครงการอย่างต่อเนื่องเพื่อค่อยๆบรรเทาอาการของปัญหาไปทีละจุด หากไม่เริ่มทำตั้งแต่วันนี้ เศรษฐกิจไทยก็จะวนเวียนอยู่กับที่และไปไหนไม่ได้ ซึ่งกระบวนการนี้ต้องใช้ทั้งเวลาและความอดทนอย่างสูง
- ต้องรักษาสมดุลระหว่าง เสถียรภาพ-การเติบโต
ทั้งนี้บทบาทของธปท.การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญ แต่การเติบโตของเศรษฐกิจก็ต้องไปควบคู่กันด้วย เพราะการยึดติดอยู่แต่กับเสถียรภาพ เช่นเงินเฟ้อต้องต่ำ หรือธนาคารต้องแข็งแรงเพียงอย่างเดียวโดยไม่สนว่าเศรษฐกิจจะโตหรือไม่ อาจจะไม่ใช่คำตอบที่เหมาะสมในปัจจุบัน
จึงควรหลอมรวมของทั้งสองเรื่องเข้าด้วยกัน เพราะหากเศรษฐกิจไม่โต รายได้ของคนและธุรกิจจะไม่เพียงพอ นำไปสู่การกู้หนี้เพิ่มและกลายเป็นวงจรหนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจที่ไม่สิ้นสุด
- ขีดจำกัดของดอกเบี้ยนโยบาย
อย่างไรก็ตามปัญหาเชิงโครงสร้างไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการลดดอกเบี้ยนโยบายเพียงอย่างเดียว การลดดอกเบี้ยไม่สามารถเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ไม่สามารถสร้างความสามารถในการแข่งขัน ไม่สามารถแก้ปัญหาสังคมสูงวัย หรือความเหลื่อมล้ำได้โดยตรง ข้อมูลระบุว่าการลดดอกเบี้ย 0.25% มีผลต่อการกระตุ้น GDP เพียง 0.2% เท่านั้น
ดังนั้นแบงก์ชาติและรัฐบาลจึงต้องออกมาตรการที่เฉพาะเจาะจงและมุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ต้นตอเพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตได้ในระยะยาว
- เร่งปรับโครงสร้าง5 ด้านแก้ปัญหาศก.ไทย
ทั้งนี้ตลอดระยะเวลาเกือบ 5 เดือนที่ผ่านมา ธปท.มุ่งเปลี่ยนบทบาทต่อเนื่อง เพื่อช่วยแก้ปัญหาโครงสร้างให้กับประเทศ โดยมีหลายมาตรการที่ทำมาต่อเนื่องใน 5 ด้าน
มาตรการแรกคือ การแก้หนี้รายย่อยที่มีหนี้ต่ำกว่า 1 แสนบาท ที่เป็นหนี้เสียให้ลูกหนี้กลุ่มนี้มีโอกาสกลับมาสู่ระบบการเงินได้ และหลุดพ้นจากกำดักหนี้ได้ในอนาสคต
ประเด็นที่สองคือการแก้ปัญหาสินเชื่อเอสเอ็มอีติดลบ ผ่านการ โครงการ SMEs Credit Boost โดยนำเงินจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF)มาช่วยลดความเสี่ยงจากการปล่อยสินเชื่อให้กับเอสเอ็มอี เพื่อหวังว่าแบงก์จะกล้าปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจเอสเอ็มอีได้มากขึ้น และหลังจากนี้จะเริ่มเห็นมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีออกมาต่อเนื่องอีกภายใน 2เดือนข้างหน้า เพื่อบรรเทาปัญหาหนี้ติดลบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ประเด็นที่สามคือ การลดผลกระทบเงินบาท จากการเข้าไปกำกับการเทรดทองคำผ่านแอปพลิเคชันเงินบาท ซึ่งในปัจจุบันมีปริมาณการซื้อขายที่สูงมากจนน่าตกใจ โดยสูงกว่าวอลุ่มการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์จากเดิมที่หุ้นเคยเทรดกันวันละ 20,000 ถึง 30,000 ล้านบาท ปัจจุบันลดลงเหลือเพียงประมาณ 8,000 ล้านบาทต่อวัน ในขณะที่การเทรดทองคำผ่านแอปฯ มีมูลค่าสูงถึงวันละ 6,000 ถึง 7,000 ล้านบาททุกวัน
อีกทั้งการซื้อทองผ่านแอปฯกลายเป็นช่องทางในการเก็บเงินสดปริมาณมหาศาล เช่น 100 ล้าน หรือ 1,000 ล้านบาท
ซึ่งหากเก็บไว้ที่บ้านจะทำได้ลำบากและเสี่ยงต่อการถูกตรวจสอบ การซื้อผ่านแอปฯไม่มีข้อจำกัดเรื่องจำนวน และสามารถถอนเป็นทองคำจริงได้ในเวลาอันรวดเร็วโดยไม่มีใครตรวจพบ เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ไม่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล แบงก์ชาติจึงจำเป็นต้องปิดช่องโหว่นี้เพื่อควบคุมทั้งเรื่องทองคำและค่าเงิน
“การขาดการกำกับดูแลในธุรกิจเทรดทองผ่านแอปฯ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าเงินบาท เมื่อราคาทองพุ่งสูงขึ้น คนทั้งประเทศมักจะแห่ขายทองพร้อมกัน ทำให้เกิดแรงขายดอลลาร์มหาศาลภายในระยะเวลาสั้นๆเช่น 3-4 วัน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานเพื่อแก้ปัญหานี้ แบงก์ชาติจึงได้กำหนดมาตรการใหม่ โดยกำหนดให้ทุกคนต้องรายงานหากมีการเทรดทองเกิน 20 ล้านบาท และลิมิตการซื้อไว้ที่ไม่เกิน 50ล้านบาท”
ประเด็นที่4คือการ กำกับหรือการปราบเงินเทา ที่ผ่านการควบคุมการซื้อดอลลาร์ ที่พบพฤติกรรมที่กลุ่มคนบางกลุ่มนิยมซื้อดอลลาร์มาถือเป็นเงินสดครั้งละ 1-2 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 30-60 ล้านบาท เนื่องจากเก็บง่ายและไม่ประดักประเดิดเหมือนเงินบาท
จึงต้องมีปิดช่องทางไม่ให้มีการแลกเงินเกิน 800,000 บาทโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หากจะแลกมากกว่านั้นต้องมีการตรวจสอบเส้นทางเงินอย่างละเอียด รวมถึงการติดตามข้อมูลการใช้งาน USDT (Cryptocurrency)เพื่อนำดาต้ามาวิเคราะห์และต่อเส้นทางเงิน ซึ่งเป็นอำนาจที่แบงก์ชาติไม่เคยนำมาใช้ต่อเนื่องยาวนานขนาดนี้มาก่อน
ในส่วนของการควบคุมเงินสด แบงก์ชาติจะเริ่มมาตรการเข้มงวดในการถอนเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไปในช่วงกลางเดือน โดยผู้ถอนต้องแจ้งเหตุผลที่เพียงพอ เพื่อป้องกันปัญหาเศรษฐกิจสีเทา(Grey Economy)และการไหลออกของเงินทุนที่ไม่ได้สร้างประโยชน์ให้ประเทศ เชื่อว่ามาตรการเหล่านี้จะช่วยให้การใช้เงินในอนาคตมีความโปร่งใสมากขึ้น และยอดธุรกรรมที่ผิดปกติจะลดลงอย่างเห็นได้ชัดในอีก 2-3 ปีข้างหน้า
- ลุยปรับค่าธรรมเนียมแบงก์ทั้งระบบ
เรื่องสุดท้ายที่จะทำอย่างจริงจังหลังจากนี้ คือค่าธรรมเนียมธนาคารที่มีความลักลั่นและไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค อย่างกรณีที่บางธนาคารคิดค่าธรรมเนียมขอ Statement บัญชีละ 100-200 บาท ที่ไม่มีมาตรฐานในการคิดค่าธรรมเนียมที่ชัดเจน และผู้บริโภคไม่มีทางเลือก รวมถึงการคิดค่าธรรมเนียมข้ามเขต
ไม่ว่าจะเป็นการฝาก ถอน หรือโอนผ่าน ATM สวนทางกับยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีก้าวหน้าไปมาก ไม่ควรมีคำว่า "ข้ามเขต" อีกต่อไป เพราะไม่มีความจำเป็นต้องขนธนบัตรข้ามพื้นที่เหมือนในสมัยก่อน
นอกจากนี้ ค่าธรรมเนียมสำหรับรายย่อยยังสูงมากเมื่อเทียบกับรายใหญ่ โดยเฉพาะระบบฺ BAHTNETที่ต้นทุนของแบงก์ชาติต่อยอดรายการอยู่ที่ 17 บาท แต่ธนาคารกลับไปคิดกับลูกค้าสูงถึง 250 บาท หรือคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ที่รายย่อยต้องโดนหนักกว่ารายใหญ่มาก
ซึ่งในบางกรณีอาจสูงถึง 5% ของยอดเงิน ที่หลังจากนี้จะมีการเข้าไปดูค่าธรรมเนียมอย่างละเอียด 10-15 รายการที่จะมีการปรับค่าธรรมเนียมให้ต่ำลงในระยะข้างหน้า





