BAM เดินเกมใหม่ยกระดับบทบาทสู่ “โรงพยาบาลแก้หนี้” มุ่งฟื้นลูกหนี้ NPL ให้กลับมายืนได้อีกครั้ง โดย ดร.รักษ์ ชี้การแก้หนี้เสียไม่ใช่แค่ภารกิจสถาบันการเงิน แต่เป็นโจทย์โครงสร้างเศรษฐกิจไทย
ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM กล่าวในงาน FUTURE READY 2026 จัดโดย BRANDi Institute of Systematic Transformation (BiOST)ว่าการจัดการหนี้เสียและสินทรัพย์ด้อยคุณภาพอย่างเป็นระบบ โดยชี้ว่าการแก้ปัญหา NPL ไม่ใช่เพียงภารกิจของสถาบันการเงิน แต่เป็นโจทย์เชิงโครงสร้างที่เกี่ยวโยงกับศักยภาพการเติบโตของประเทศ
เพราะหากปล่อยให้ “นรกแห่งหนี้” ขยายตัว ประเทศจะเผชิญภาวะที่มีคนล้มละลายทางการเงินจำนวนมาก ซึ่งจะบั่นทอนฐานเศรษฐกิจในระยะยาว
ดังนั้นเป้าหมายของ BAM คือ เปลี่ยนจากAMC ไปสู่ “โรงพยาบาลขนาดใหญ่สำหรับแก้หนี้” เพื่อฟื้นชีวิตลูกหนี้ให้กลับมาเดินได้อีกครั้ง
ดร.กล่าวว่า แม้สังคมจะพูดถึง “destination แห่งความฝัน” แต่การเดินทางไปถึงจุดหมายนั้นเป็นไปไม่ได้ หากไม่เข้าใจอีกด้านหนึ่งของความฝัน ซึ่งคือ “ความเสี่ยง” หรือด้านมืดของระบบการเงิน
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการสร้างโอกาส แต่ต้องทำให้ผู้ที่ตกลงไปในห้วงปัญหาสามารถ “ตื่นขึ้นมา” ลุกขึ้น และเดินต่อได้ใหม่
ซึ่ง หากมองขนาดของภาคธนาคารและการเงินในประเทศไทย ภาพรวมมีขนาดประมาณ 1.25 เท่าของ GDP ประเทศ โดยยอดสินเชื่อรวมทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อองค์กร สินเชื่อ SME หรือสินเชื่อรายย่อย อยู่ที่ประมาณ 25.3 ล้านล้านบาท ตัวเลขนี้สะท้อนว่าระบบสินเชื่อไทยมีขนาดใหญ่มาก และการบริหารคุณภาพหนี้จึงเป็นประเด็นเชิงระบบ ไม่ใช่เพียงเรื่องของสถาบันใดสถาบันหนึ่ง
ในโครงสร้างของสินเชื่อดังกล่าว ฃ แบ่งภาพออกเป็น 3 สถานะ คือ “สวรรค์ มนุษย์ และนรก”
โดยกลุ่มที่ยังชำระหนี้ได้ตามปกติถือเป็น “สวรรค์” ขณะที่กลุ่มที่เริ่มมีอาการสะดุด เช่น ค้างชำระ 1–2 เดือน ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม special mention ซึ่งเปรียบเป็น “มนุษย์” ที่ยังเดินดินได้ แต่เริ่มมีสัญญาณผิดปกติ ส่วนกลุ่มที่ตกลงไปในหนี้เสียแล้ว คือ “นรก” ซึ่งเป็นจุดที่ระบบต้องเร่งเข้าไปแก้ไข
ในนี้เป็นหนี้ที่ถูกพิพากษาแล้วมีอยู่ประมาณ 3.1 ล้านล้านบาท และในจำนวนนี้ราว 53% อยู่ภายใต้การดูแลของผู้เล่นในระบบบริหารหนี้ หากปล่อยให้มวลหนี้ไหลลงสู่โซนนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ “ขนาดของนรก” จะขยายตัวต่อเนื่อง และจะกลายเป็นภาระเชิงโครงสร้างของประเทศ
ดังนั้น เป้าหมายสำคัญคือการทำให้ “นรก” เหล่านี้กลับกลายเป็น “ทุ่งลาเวนเดอร์” สำหรับผู้ที่เคยผิดพลาด ซึ่งหมายถึงการทำให้ลูกหนี้สามารถกลับมาเริ่มต้นใหม่ได้อย่างรวดเร็วที่สุด นี่คือ mission หลักของ BAM ในระยะต่อไป
ดร.รักษ์ ย้ำชัดว่า แนวคิดใหม่คือการเปลี่ยน AMC จากโมเดลเดิมที่เน้นบริหารและจำหน่ายหนี้ ไปสู่การเป็น “โรงพยาบาลแก้หนี้” ที่มุ่งฟื้นฟู (rehabilitation) มากกว่าการปิดบัญชี
เพราะหากระบบยังทำงานแบบเดิม ประเทศจะยังเห็น “ซอมบี้ทางการเงิน” เดินอยู่เต็มถนน ซึ่งหมายถึงคนที่หลุดออกจากระบบเครดิตและไม่สามารถกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้
ในเชิงวิศวกรรมว่า ปัญหาหนี้เปรียบเสมือน “มวลน้ำ” หากน้ำถูกกักและไม่มีการระบายหรือเติมออกซิเจน น้ำจะกลายเป็นน้ำเสีย ระบบหนี้ก็เช่นเดียวกัน หากไม่มีการเติมโอกาสและกลไกฟื้นฟู ลูกหนี้จะจมลึกลงเรื่อย ๆ สิ่งที่ต้องทำคือ “เติมออกซิเจน” ให้ระบบ เพื่อให้มวลหนี้กลับมามีชีวิต
ในโมเดล AMC แบบดั้งเดิม กระบวนการจะวิ่งเป็นเส้นตรง ตั้งแต่เริ่มค้างชำระ กลายเป็น NPL และสุดท้ายจบที่การขายหนี้หรือปิดบัญชี ซึ่งเขาเรียกว่า “รหัสวิ่งจาก 1 ถึง 42” และเมื่อจบที่จุดนั้น ลูกหนี้แทบไม่มีเส้นทางกลับมาเกิดใหม่
อย่างไรก็ตาม BAM ได้เริ่มทดลองแนวทางใหม่ผ่าน sandbox โดยเริ่มจากโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” สำหรับหนี้ต่ำกว่า 100,000 บาท เมื่อ ลูกหนี้เริ่มกลับมาชำระและปรับโครงสร้างหนี้ ระบบจะสร้าง “รหัสใหม่” ที่เปิดทางให้ลูกหนี้ NPL สามารถกลับเข้าสู่ระบบได้อีกครั้ง
เมื่อพฤติกรรมการชำระดีขึ้น จะเริ่มเห็นคะแนนพฤติกรรมทางการเงิน ซึ่งสะท้อนว่าลูกหนี้สามารถ “ล้มแล้วลุกได้” และเมื่อถึงจุดหนึ่ง สถาบันการเงินก็สามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้อีก เช่น หากลูกหนี้ผ่อนปกติ 12 งวด หรือ 18 งวด ก็อาจพิจารณาเติมเงินทุนใหม่เข้าไปได้
กลไกนี้จะทำให้ลูกหนี้ที่เคยเป็น NPL กลับมาเป็นคนปกติทางการเงินได้ เปรียบเหมือน “สัมภเวสีที่กลับไปเกิดใหม่” และนี่คือหัวใจของการปฏิรูปการบริหารหนี้ในรอบใหม่
ในระยะต่อไป BAM มีแผนขยายโมเดลนี้จากหนี้ไม่เกิน 100,000 บาท ไปสู่ระดับ 1 ล้านบาท 3 ล้านบาท 5 ล้านบาท และอาจขยายไปถึงระดับ 100 ล้านบาทในอนาคต เพื่อให้การฟื้นฟูครอบคลุมลูกหนี้ทุกกลุ่ม
หากทำได้สำเร็จ มวลหนี้ที่กำลังจะไหลลงมาอีกประมาณ 2.5 ล้านล้านบาท รวมกับ 3.1 ล้านล้านบาทที่อยู่ในระบบแล้ว จะมีโอกาสถูกเปลี่ยนกลับมาเป็น performing loan ได้ในที่สุด ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันเชิงระบบต่อเศรษฐกิจไทย
เป้าหมายสูงสุดขององค์กรคือการเปลี่ยน AMC ให้กลายเป็น “โรงพยาบาลขนาดใหญ่” ของระบบการเงิน เพราะสังคมจะอยู่ได้อย่างมีคุณภาพไม่ได้ หากประชาชนจำนวนมากติดกับดักหนี้และไม่มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนใหม่
ในอีกมุมหนึ่ง ดร.รักษ์ มองว่า ระบบการเงินต้องพัฒนาเรื่อง “ความยุติธรรมด้านราคา” ควบคู่กัน โดยชื่นชมแนวทางการทำ risk-based pricing ที่เริ่มเกิดขึ้นในระบบธนาคาร ซึ่งเปิดโอกาสให้ลูกหนี้ที่มีพฤติกรรมดีได้รับอัตราดอกเบี้ยที่สอดคล้องกับความเสี่ยง แทนโมเดลเดิมแบบ one price ที่ทำให้คนดีและคนเสี่ยงจ่ายราคาใกล้เคียงกัน
หากระบบสามารถให้ “คะแนนความดีทางการเงิน” ได้จริง จะช่วยกระจายความเป็นธรรมในระบบเครดิต และลดปัญหาที่ในอดีตสินเชื่อองค์กรขนาดใหญ่ได้ต้นทุนต่ำเสมอ ขณะที่ SME และรายย่อยมักต้องจ่ายแพงกว่า
ดร.รักษ์ยกตัวอย่างว่า ผู้พ้นโทษในประเทศไทยมีอัตรากลับเข้าสู่เรือนจำสูงราว 60% ซึ่งสะท้อนปัญหาการขาดโอกาสเริ่มต้นใหม่ และเขามองว่าภาพเดียวกันกำลังเกิดขึ้นกับลูกหนี้เสีย หากระบบไม่เปิดทางให้กลับมาเป็นหนี้ดีได้ วงจรปัญหาจะวนซ้ำ
ดังนั้น แนวทางที่ BAM กำลังทำ คือการสร้างศักยภาพในการ “rehabilitate” ลูกหนี้ เพื่อเปลี่ยน NPL ให้กลับมาเป็น RPL หรือ performing loan ในที่สุด ซึ่งจะเป็นทั้งการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและการเสริมฐานการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว





