วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

‘วิทัย‘ ชี้ ‘ลดดอกเบี้ย‘เซอร์ไพรส์ตลาด กนง.ห่วงเงินเฟ้อระยะกลางหลุดกรอบปี 70

‘วิทัย‘ ชี้ ‘ลดดอกเบี้ย‘เซอร์ไพรส์ตลาด  กนง.ห่วงเงินเฟ้อระยะกลางหลุดกรอบปี 70

“วิทัย‘ ชี้มติ กนง. ลดดอกเบี้ย ท่ามกลางแรงกดดันจากเงินเฟ้อต่ำและเศรษฐกิจที่โตต่ำกว่าศักยภาพ แม้ยอมรับว่าการลดดอกเบี้ยไม่ใช่ยาครอบจักรวาล แต่ยังจำเป็นในฐานะเครื่องมือประคองเศรษฐกิจ ควบคู่กับการเร่งมาตรการเฉพาะจุดเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว

นายวิทัย รัตนากร  ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวในงาน  FUTURE READY 2026  จัดโดย BRANDi Institute of Systematic Transformation (BiOST) ว่า หากพูดถึงการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) (25ก.พ.)ที่ผ่านมา ถือว่าตื่นเต้นอย่างมากในการโหวต หรือการตัดสินใจนโยบายการเงิน 

โดยชี้ให้ถึง"ความอิสระ"ในการลงมติของกรรมการแต่ละท่านจะทำการโหวตทีละคน โดยที่ไม่มีการทราบผลล่วงหน้าและไม่มีการหารือก่อนว่าจะลงมติใด

แม้แต่กรรมการที่เป็นตัวแทนจากธนาคารแห่งประเทศไทยทั้ง 3 ท่าน ทั้งผู้ว่าการ และรองผู้ว่าการ 2 ท่าน ก็ไม่ได้มีการพูดคุยหรือเตรียมการโหวตไปในทิศทางเดียวกัน

ทำให้ผลการตัดสินใจสามารถออกมาถือว่า “เซอร์ไพรส์ในแง่จังหวะเวลา"

ซึ่งการโหวต 4 ต่อ 2เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% เหลือ 1.0%นั้น สิ่งที่คณะกรรมการกังวลคือเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ ประกอบกับตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP)ในไตรมาสที่ 4 แม้จะมีการขยับตัวขึ้นบ้างแต่ยังมีความไม่แน่นอนสูง

ที่สำคัญคือเศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำกว่าระดับศักยภาพที่ควรจะเป็น 2.7% - 2.8% ที่คาดว่าปีนี้จะขยายตัวได้เพียง 1.9%หรือ 2%บวกลบเท่านั้น ซึ่งระดับการเติบโตที่ต่ำเช่นนี้ส่งผลให้รายได้ของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจไม่เพียงพอ จนนำไปสู่การกู้หนี้เพิ่มและกลายเป็นวงจรหนี้สะสม

ดังนั้นเมื่อพิจารณาจากแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อในระยะยาวที่มีทิศทางลดลงจนอาจหลุดกรอบเป้าหมายระยะปานกลางในปี 2570 ได้จึงเกิดคำถามสำคัญว่าควรปรับลดดอกเบี้ยเมื่อใด ดังนั้นมองว่า

หากไม่ลงตอนนี้ แล้วไปลงในไตรมาสหน้าก็มีผลเหมือนกัน”

ดังนั้นการปรับลดดอกเบี้ยจึงเป็นเครื่องมือที่ต้องนำมาใช้เพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ท่ามกลางภาวะชะลอตัว

แต่อย่างไรก็ตาม การลดดอกเบี้ยนโยบายไม่ใช่ยาสารพัดโรค เพราะไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศได้เช่น ปัญหาเรื่องผลิตภาพ (Productivity) การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ปัญหาสังคมสูงวัย หรือความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากร

ซึ่งปัญหาเหล่านี้ต้องใช้มาตรการอื่นๆควบคู่กันไป แต่การลดดอกเบี้ยยังคงมีความจำเป็นในฐานะเครื่องมือประคองสถานการณ์

ซึ่งในเชิงสถิติพบว่าการลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จะส่งผลในการกระตุ้น GDP ได้เพียงประมาณ 0.2%เท่านั้น เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เครื่องมือทางการเงินแบบเดิมทำงานได้ไม่เต็มที่เหมือนในอดีต

จึงจำเป็นต้องมีการออกมาตรการเฉพาะจุด (Targeted Measures) เข้ามาช่วยแก้ปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อควบคู่กันไป เพื่อให้เศรษฐกิจสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว