วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

เตือนวิกฤติล้อม ศก.ไทย ค่าเงินผันผวน-เอไอรุก-พื้นที่การคลังหดตัว-ศึกภูมิรัฐศาสตร์

เตือนวิกฤติล้อม ศก.ไทย ค่าเงินผันผวน-เอไอรุก-พื้นที่การคลังหดตัว-ศึกภูมิรัฐศาสตร์

เตือนวิกฤติล้อม ศก.ไทย ค่าเงินผันผวน-เอไอรุก-พื้นที่การคลังหดตัว-ศึกภูมิรัฐศาสตร์

ปี 2569 ยังเป็นปีแห่งความไม่แน่นอนสูง จากทั้งภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายเศรษฐกิจโลก ทิศทางดอกเบี้ย และการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยี ขณะที่ปัจจัยภายในอย่าง เงินบาทแข็ง หนี้ครัวเรือนสูง อุปสงค์อ่อน และโครงสร้างเศรษฐกิจเปราะบาง ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อภาคธุรกิจ

นายแพททริก ปูเลีย รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Financial Markets ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดการเงินปี 2569 เผชิญความท้าทายรอบด้าน จากปัจจัยภายนอก และภายในประเทศ

โดยเฉพาะความผันผวน “ค่าเงิน” ทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้าย และนโยบายที่ไม่แน่นอนของประเทศมหาอำนาจ ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจกระทบความสามารถการแข่งขันของธุรกิจไทย

ตลาดการเงินโลก” อยู่โหมดผันผวนสูงจากหลายปัจจัยซ้อนทับ ทั้งความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนนโยบายเศรษฐกิจ และการค้าระหว่างประเทศ ทิศทางดอกเบี้ยโลกยังสูง การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของห่วงโซ่อุปทาน การเร่งใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และ AI ภาคธุรกิจ ซึ่งไม่ได้ส่งผลเฉพาะตลาดการเงิน แต่กระทบโครงสร้างต้นทุน ความสามารถแข่งขัน และความผันผวนของรายได้ภาคธุรกิจ

“ข้อมูลที่น่ากังวลคือ เอสเอ็มอี ป้องกันความเสี่ยงเพียง 50% ของภาระที่มี ในภาวะค่าเงินผันผวนระดับ 7-8% ซึ่งสูงกว่าอดีต ความครอบคลุมระดับนี้อาจไม่เพียงพอ
ดังนั้น ธนาคารตั้งเป้าให้ลูกค้าธุรกิจเพิ่มสัดส่วน Hedging เป็น 70-80% เพื่อรับความผันผวน แต่ที่น่ากังวลคือ ความชะล่าใจ การไม่ทำอะไร เพราะคิดว่าตลาดนิ่งเท่ากับปลอดภัย และหวังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มาดูแลค่าเงินบาท ดังนั้นเหล่านี้ยังอันตราย"

  • เงินบาทปี 2569 ยัง “ผันผวนสูง”

นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส กล่าวว่า ความผันผวนของเงินบาทปี 2569 เพิ่มขึ้นตามตลาดการเงินโลก ทั้งตลาดหุ้น ตลาดบอนด์ และตลาดอัตราแลกเปลี่ยน แม้ยังไม่รุนแรงเท่าช่วงเดือนเม.ย.ปีก่อน แต่ไม่แน่นอนสูง

โดยเงินบาทเผชิญแรงกดดันแข็งค่าจากหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งราคาทองคำผันผวน ปัจจัยการเมืองในประเทศ กระแสเงินทุนไหลเข้า “ตลาดเกิดใหม่” และความเชื่อมั่นนักลงทุนที่ดีขึ้นหลังเลือกตั้ง

หากดูปัจจัยที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าที่ผ่านมาสูงถึง 1 แสนล้านบาท ทั้งตลาดหุ้นตลาดบอนด์ สะท้อนการเก็งกำไรทั้งดอกเบี้ยและค่าเงิน  ซึ่งแม้ช่วยหนุนค่าเงินบาท แต่เพิ่มความผันผวนให้ตลาดระยะต่อไป โดยดอลลาร์เป็นตัวแปรที่กระทบหลัก 40-50% 

ทั้งนี้ดอลลาร์อาจอ่อนค่าลงอีก 2-3% ปีนี้ แต่ตลาดยังเผชิญความไม่แน่นอนจากนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐ ทิศทางดอกเบี้ย และประเทศความอิสระของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และนโยบายการค้าของสหรัฐ ความไม่ชัดเจนนี้ทำให้ทิศทางค่าเงินโลกผันผวนสูง

  • AI ปัจจัยใหม่ที่ตลาดกังวล

อีกความเสี่ยงสำคัญ คือ AI disruption เริ่มส่งผลต่อความผันผวนในตลาดหุ้นสหรัฐ ความไม่แน่นอนนี้ทำให้เกิดการโยกย้ายเงินทุนจากสินทรัพย์เสี่ยงไปสินทรัพย์ปลอดภัย

เช่น พันธบัตร ทำให้ตลาดเงินผันผวน ค่าเงินแกว่งตัวเร็ว นักลงทุนเพิ่มการกระจายความเสี่ยง ซึ่งส่งผลทางอ้อมต่อค่าเงินบาท ซึ่งทองคำกับบาท ความสัมพันธ์ที่ต้องจับตา

“หากดูความสัมพันธ์ระหว่างราคาทองคำกับเงินบาทยังอยู่ระดับสูง โดยเฉพาะช่วงราคาทองคำเคลื่อนไหวแรงเกิน 100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ภายในคืนเดียว ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นทันที 30-40 สตางค์ ที่น่ากังวลคือ นักลงทุนต่างชาติบางส่วนเริ่มมองเงินบาทเป็นสินทรัพย์กลุ่มเดียวกับทองคำ และใช้เงินบาทเป็นเครื่องมือสร้าง Exposure แทนการถือทองคำโดยตรง ยิ่งเพิ่มความผันผวนของเงินบาท

อย่างไรก็ตาม แม้กระแสเงินทุนไหลเข้า แต่ธนาคารมองว่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังอ่อนแอ โดยประเมินจีดีพีในปีนี้เพียง 1.8% ต่ำกว่าศักยภาพที่ควร 2.5-2.7% มาจากเปราะบางทั้งจากอุปสงค์ในประเทศอ่อนแอ เงินเฟ้อยังติดลบ ภาวะการเงินตึงตัว สินเชื่อหดตัว หนี้ครัวเรือนยังสูง ข้อจำกัดเหล่านี้ทำให้เศรษฐกิจไทยมีภูมิคุ้มกันต่ำต่อแรงกระแทกภายนอก

อีกทั้ง ยังมีความเสี่ยงจาก “ช็อก” อื่นๆ ที่ต้องเฝ้าระวัง ทั้งจากภัยแล้งจากเอลนีโญ เหตุอัคคีภัย ความผันผวนภูมิรัฐศาสตร์ ฯลฯ ซึ่งเหล่านี้อาจทำให้จีดีพีต่ำกว่า 2% และมีโอกาสที่ กนง.อาจปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้
จับตา ธปท.แทรกแซงค่าเงินใกล้เพดาน 2%

อีกประเด็นที่ต้องจับตาระดับการแทรกแซงค่าเงินของ ธปท. โดยช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา การแทรกแซงอยู่ที่ 1.8-1.9% ของจีดีพี ใกล้เกณฑ์ 2% ของกระทรวงการคลังสหรัฐที่ใช้พิจารณาประเทศบิดเบือนค่าเงิน (US treasury)

ซึ่งถือว่าสูงเป็นประวัติการณ์ และสะท้อนความพยายามชะลอการแข็งค่าของเงินบาทความไม่แน่นอนคือ หากเงินบาทแข็งต่อเนื่องจนต้องแทรกแซงเกินเพดาน จะกระทบความสัมพันธ์การค้าระหว่างประเทศหรือไม่

ดังนั้น อาจต้องจับตาว่าการเข้าไปดูแลเงินบาทอาจแตะระดับ 2% ได้ในระยะข้างหน้า

สำหรับภาพเงินบาทระยะสั้นมองว่าอยู่ทิศทางแข็งค่า โดยมองแนวรับที่ 30.85 บาทต่อดอลลาร์ แต่ครึ่งปีหลังเงินบาททยอยอ่อนค่าได้ จากเงินไหลออก ทั้งจากปันผลของบริษัทจดทะเบียนที่จะประกาศในกลางปี ส่งผลให้ต่างชาตินำเงินกลับประเทศ

  • กรุงศรีฯ ปรับจีดีพีไทยขึ้นเป็น 2% จาก 1.8%

ดร.พิมพ์นารา หิรัญกสิ ผู้บริหารสายงานวิจัย และหัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY เปิดเผยในงาน 2026 Economic outlook : Between Headwind and Hope ว่า คาดจีดีพีอยู่ที่ 2% จากเดิม 1.8% จากปัจจัยเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้า จากความเชื่อมั่นในเสถียรภาพรัฐบาล แนวโน้มมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจ 

รวมถึงนโยบายส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งปีที่ผ่านมาขอรับส่งเสริมกว่า 1.87 ล้านล้านบาท รับอานิสงส์การย้ายฐานการลงทุนจากจีนสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในอุตสาหกรรมเมกะเทรนด์ เช่น ดาต้า เซนเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และเกษตร

เช่นเดียวกับภาคการท่องเที่ยวที่คาดฟื้นตัว โดยคาดนักท่องเที่ยวทั้งปีอยู่ที่ 35.5 ล้านคน สร้างรายได้ 1.67 ล้านล้านบาท จากการขยายเส้นทางการบินใหม่ในจีนและอินเดีย

โดยตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2569 กลุ่มนักท่องเที่ยวจีนฟื้นตัวขึ้นมาอยู่ที่ราว 4 แสนคน

  • เตือนไทยเผชิญแรงปะทะรอบด้าน

ทั้งนี้ ไทยยังเผชิญแรงปะทะจากรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัว จากภาคการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายกีดกันการค้าของสหรัฐ และการค้าโลกชะลอตัวลง ทำให้ปี 2569 การส่งออกจะหดตัว 0.4% จากที่เคยเติบโต 12.7% ในปี 2568 

การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอตัวลงหลังมาตรการคนละครึ่งสิ้นสุด ส่งผลต่อรายได้ครัวเรือนเติบโตช้า นอกจากนี้ความคาดหวังต่อนโยบายกระตุ้นระยะสั้นในระยะข้างหน้ายังเผชิญความท้าทายจากพื้นที่ทางการคลังที่ลดน้อยลง

นอกจากนี้ ภาคการเกษตรมีความเสี่ยงปรากฏการณ์เอลนีโญถึง 50% อาจก่อให้เกิดภัยแล้งกระทบผลผลิตเกษตรกร แต่ปริมาณน้ำสำรองในเขื่อนยังพอบรรเทาผลกระทบได้บ้างจากฝนตกชุกในปีนี้ ในแง่ดีราคาสินค้าเกษตรคาดว่าจะสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา

  • ลดดอกเบี้ยช่วยต่อลมหายใจ ศก.

ทั้งนี้มองว่า การลดดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ถือว่าเร็วกว่าความคาดหมายในแง่ของเวลา แต่ด้านความจำเป็นมองว่ามีความจำเป็นต้องลด เนื่องจากเศรษฐกิจไทยที่เติบโตต่ำกว่าศักยภาพ เงินเฟ้อต่ำ และสภาพคล่องที่ตึงตัวจากสินเชื่อหดตัวเป็นไตรมาสที่ 6 ติดต่อกัน

เนื่องจากคาดการณ์เงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 อยู่ในระดับต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.2% จากที่เคยติดลบ 0.1% ในปี 2568 จากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกโดยเฉลี่ยลดลงเล็กน้อย และรัฐบาลมีแนวโน้มคงมาตรการบรรเทาค่าครองชีพด้านพลังงานต่อเนื่อง เป็นปัจจัยส่งเสริมการตัดสินใจลดดอกเบี้ยของ กนง.

การตัดสินใจลดดอกเบี้ยครั้งนี้ถือเป็นการต่อลมหายใจให้ระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากประชาชนจะได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยเงินกู้ที่ลดลง ช่วยแบ่งเบาภาระหนี้สินครัวเรือนได้ อย่างไรก็ตามในแง่ของการกระตุ้นสินเชื่อให้เติบโตยังมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ส่วนหนึ่งคือ การส่งผ่านนโยบายไปยังธนาคารพาณิชย์ และระบบเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ”

ทั้งนี้ หากดูความสามารถในการจ่ายชำระหนี้ของภาคครัวเรือนพบว่า กลุ่มคนที่มีรายได้ต่อเดือนต่ำกว่า 3 หมื่นบาท มีความท้าทายในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น และผู้มีรายได้ต่ำกว่า 1 หมื่นบาท มีรายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย และเมื่อวิจัยกลุ่มตัวอย่างพบว่าหลายกลุ่มรายได้ โดยเฉพาะรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาท หากมีรายได้เพิ่มขึ้นกว่า 31% จะนำเงินไปใช้หนี้

ฝ่ายวิจัยกรุงศรีมองว่า ปีนี้ดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ที่ 1% ทั้งปี จากการส่งสัญญาณของ กนง.ว่าดอกเบี้ยระดับนี้อยู่ระดับผ่อนคลายเพียงพอ และให้ความสำคัญกับพื้นที่เชิงนโยบายที่มีจำกัด ทั้งนี้ คาดว่า กนง.เหลือพื้นที่ให้ลดดอกเบี้ยเพียง 2 ครั้ง ไว้กรณีฉุกเฉินแม้เศรษฐกิจมีปรับตัวดีขึ้น แต่เติบโตยังฟื้นไม่เต็มที่ 

  • “ทริสเรทติ้ง” ปรับประมาณการ GDP

ปี 2569 ขึ้นเป็น 2.1% จากเดิม 1.7% ตามแรงส่งทางเศรษฐกิจไตรมาส 4 ปี 2568 สูงกว่าคาด ซึ่งทำให้ GDP ทั้งปีขยายตัว 2.4% ถึงแม้ปรับประมาณการขึ้น ทริสเรทติ้งมอง GDP ไทยปีนี้เติบโตชะลอจาก 2.4% ในปีที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนการบริโภคภาคเอกชนยังอ่อนแอ 

รวมทั้งการใช้จ่ายภาครัฐทั้งด้านการบริโภค และการลงทุนที่ล่าช้า เนื่องจากการอนุมัติงบประมาณปี 2570 มีแนวโน้มล่าช้า รวมถึงแนวโน้มการส่งออกอาจชะลอลงจากฐานสูง และความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า 

อย่างไรก็ตาม ประมาณการใหม่ได้คำนึงแรงหนุนจากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว การลงทุนภาคเอกชนที่ความเชื่อมั่นปรับดีขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมดิจิทัล และนโยบายการเงินที่ยังผ่อนคลาย ซึ่งทั้งหมดนี้คาดว่าจะยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทยในปีนี้

  • คาดดอกเบี้ยจะคงอยู่ที่ 1% เงินบาทแนวโน้มแข็งค่าขึ้น 

ทั้งนี้ หลังการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 25 bp มาอยู่ที่ 1.00% ในเดือนก.พ.เพื่อพยุงเศรษฐกิจ ทริสเรทติ้ง คาดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะไม่เปลี่ยนแปลง จนถึงสิ้นปี 2569 สอดคล้องการสื่อสารของ ธปท.ที่ชี้ว่าอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันอยู่ระดับผ่อนคลายเพียงพอ และสอดคล้องแนวโน้มเศรษฐกิจระยะข้างหน้า 

ขณะเดียวกันเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่เฉลี่ย 32 บาทต่อดอลลาร์ ในปี 2569 จาก 32.9 บาทต่อดอลลาร์ ในปี 2568 โดยแรงหนุนหลักจากดอลลาร์อ่อนค่า เนื่องจากตลาดเพิ่มความคาดหวังต่อการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟด

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์   ศิลาวงษ์