วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

“กรุงศรี” หนุนกนง.หั่นดอกเบี้ย หลังเงินเฟ้อต่ำ-สินเชื่อหดตัว

“กรุงศรี” หนุนกนง.หั่นดอกเบี้ย หลังเงินเฟ้อต่ำ-สินเชื่อหดตัว

นักเศรษฐศาสตร์ “กรุงศรี” มองกนง.ลดดอกเบี้ยเหลือ 1% มีความจำเป็นแม้จะเร็วกว่าที่คาดไว้ จากเศรษฐกิจโตต่ำกว่าศักยภาพ เงินเฟ้อต่ำ และสินเชื่อหดตัว มองเป็นการต่อลมหายใจให้ประชาชน ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยเงินกู้ลด

ดร.พิมพ์นารา หิรัญกสิ ผู้บริหารสายงานวิจัย และหัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในงาน 2026 economic outlook: Between Headwind and Hope ว่า การลดดอกเบี้ย ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. ถือว่าเร็วกว่าความคาดหมายในแง่ของเวลา แต่ในด้านความจำเป็นมองว่ามีความจำเป็นต้องลด เนื่องจากเศรษฐกิจไทยที่เติบโตต่ำกว่าศักยภาพ เงินเฟ้อต่ำ และสภาพคล่องที่ตึงตัวจากสินเชื่อหดตัวเป็นไตรมาสที่ 6 ติดต่อกัน

คาดการณ์เงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 อยู่ในระดับต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.2% จากที่เคยติดลบ 0.1% ในปี 2568 จากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกโดยเฉลี่ยลดลงเล็กน้อย และรัฐบาลมีแนวโน้มคงมาตรการบรรเทาค่าครองชีพด้านพลังงานต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยส่งเสริมการตัดสินใจลดดอกเบี้ยของ กนง.

การตัดสินใจลดดอกเบี้ยครั้งนี้ถือเป็นการต่อลมหายใจให้ระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากประชาชนจะได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยเงินกู้ที่ลดลง ช่วยแบ่งเบาภาระหนี้สินครัวเรือนได้

อย่างไรก็ตามในแง่ของการกระตุ้นสินเชื่อให้เติบโตยังมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ส่วนหนึ่งคือการส่งผ่านนโยบายไปยังธนาคารพาณิชย์และระบบเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ

การที่ประชาชนจะกู้เงินเพิ่มมากขึ้นยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการจ่ายชำระหนี้ ซึ่งในปัจจุบันพบว่ายังมีความน่ากังวล เนื่องจากหนี้ครัวเรือนแม้จะปรับลดลงแต่ยังช้ากว่าที่ควรจะเป็นคือจาก 90% มาอยู่ที่ราว 80% ของจีดีพี

เมื่อไปดูความสามารถในการจ่ายชำระหนี้ภาคครัวเรือนพบว่า กลุ่มคนที่มีรายได้ต่อเดือนต่ำกว่า 3 หมื่นบาทมีความท้าทายในการจับจ่ายใช้สอย และผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 1 หมื่นบาทมีรายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย มากไปกว่านั้น เมื่อทำการวิจัยกลุ่มตัวอย่างในหลายกลุ่มรายได้ด้วยคำถามที่ว่า “หากท่านถูกรางวัลล็อตเตอรี่จะนำเงินไปใช้ทำอะไร” กว่า 31% ของผู้มีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาทเลือกนำไปใช้หนี้

ดังนั้น การขยายตัวของสินเชื่อรวมไปถึงการฟื้นตัวของระบบเศรษฐกิจจึงขึ้นอยู่กับการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้ควบคู่กันไปด้วย โดยในปีนี้ ฝ่ายวิจัยกรุงศรีมองว่าดอกเบี้ยนโยบายจะคงอยู่ที่ 1% ตลอดทั้งปี 2569 ซี่งกนง. ระบุว่าผ่อนคลายเพียงพอ และให้ความสำคัญกับพื้นที่เชิงนโยบายที่มีอยู่อย่างจำกัด ทั้งนี้ คาดว่ากนง. เหลือพื้นที่ให้ลดดอกเบี้ยได้อีกเพียง 2 ครั้งเท่านั้นซึ่งสงวนไว้สำหรับกรณีฉุกเฉิน

ด้านการเติบโตของจีดีพีคาดอยู่ที่ 2% จากเดิม 1.8% จากปัจจัยเม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้า จากความเชื่อมั่นในเสถียรภาพรัฐบาล แนวโน้มมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงนโยบายส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอหรือไทยแลนด์ฟาสต์พาส ซึ่งในปีที่ผ่านมามีมูลค่าการขอรับบัตรส่งเสริมแล้วกว่า 1.87 ล้านล้านบาท รับอานิสงส์การย้ายฐานการลงทุนจากประเทศจีนเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในอุตสาหกรรมเมกะเทรนด์ เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนตร์ และเกษตร

นอกจากนี้ ในภาคการท่องเที่ยวคาดฟื้นตัวเล็กน้อย มียอดนักท่องเที่ยวทั้งปีอยู่ที่ 35.5 ล้านคนสร้างรายได้ให้ประเทศได้ 1.67 ล้านล้านบาท จากการขยายเส้นทางการบินใหม่ ๆ ในจีนและอินเดีย โดยตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2569 กลุ่มนักท่องเที่ยวจีนฟื้นตัวขึ้นมาอยู่ที่ราว 4 แสนคน

อย่างไรก็ดี ประเทศไทยยังต้องเผชิญแรงปะทะจากรอบด้าน ทั้งจากเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัว จากภาคการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐ และการค้าโลกที่ชะลอตัวลง ทำให้คาดการณ์ว่าในปี 2569 ภาคการส่งออกจะหดตัวที่0.4% จากที่เคยเติบโต 12.7% ในปีก่อนหน้าจากการเร่งการส่งออก

การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอตัวลงหลังมาตรการคนละครึ่งสิ้นสุด ส่งผลต่อรายได้ครัวเรือนเติบโตช้า นอกจากนี้ความคาดหวังต่อนโยบายกระตุ้นระยะสั้นในระยะข้างหน้ายังเผชิญความท้าทายจากพื้นที่ทางการคลังที่ลดน้อยลง

ขณะที่ภาคการเกษตรยังมีความเสี่ยงปรากฎการณ์เอลนีโญ่ถึง 50% อาจก่อให้เกิดภัยแล้งส่งผลกระทบต่อผลผลิตของเกษตรกร อย่างไรก็ตาม ปริมาณน้ำสำรองในเขื่อนยังพอช่วยบรรเทาผลกระทบได้บ้างจากฝนตกชุกในปีนี้ ในแง่ดีราคาสินค้าเกษตรคาดว่าจะสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา