วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

‘คลัง-ธปท.’ส่งสัญญาณเศรษฐกิจฟื้น ’เอกนิติ’ ชู 4 ปี ไทยเข้มแข็งขึ้น ‘วิทัย’ ขยับเป้า GDP ปีนี้ 1.9%

‘คลัง-ธปท.’ส่งสัญญาณเศรษฐกิจฟื้น ’เอกนิติ’ ชู 4 ปี ไทยเข้มแข็งขึ้น ‘วิทัย’ ขยับเป้า GDP ปีนี้ 1.9%

‘คลัง-ธปท.’ส่งสัญญาณเศรษฐกิจฟื้น ’เอกนิติ’ ชู 4 ปี ไทยเข้มแข็งขึ้น ‘วิทัย’ ขยับเป้า GDP ปีนี้ 1.9% “โพสต์ทูเดย์” จัดสัมมนา “Thailand Economic Drives 2026” เมื่อวันที่ 24 ก.พ.2569 เพื่อฉายภาพทิศทางเศรษฐกิจ และยุทธศาสตร์ของประเทศ

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “ฝ่ามรสุมปี 2569“ ว่า รัฐบาลเร่งนโยบาย “Quick Big Win” เพื่อฟื้นเศรษฐกิจระยะสั้น ทำให้เศรษฐกิจไตรมาส 4 จากที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดการณ์เพียง 0.3% กระโดดมาที่ 2.5%

ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยพ้นหล่ม และออกจาก ICU แต่ไม่ได้แปลว่าจะอยู่อย่างนี้ต่อได้เพราะมีมรสุมลูกใหญ่กำลังตั้งเค้าในปี 2569 จำนวน 3 ลูก ได้แก่

1.มรสุมภูมิรัฐศาสตร์ และภูมิเศรษฐศาสตร์ ซึ่งมหาอำนาจนำความขัดแย้งทางการเมืองมาเชื่อมโยงเศรษฐกิจ

2.มรสุมภัยธรรมชาติและภัยพิบัติ ซึ่งปีที่ผ่านมา ภาครัฐใช้งบประมาณหลายหมื่นล้านบาทเยียวยาน้ำท่วม และปีนี้อาจต้องเผชิญภัยแล้ง

3.มรสุมความอ่อนแอในประเทศ เป็นผลพวงจากการบริโภคภาคเอกชนถูกกดดันจากหนี้ครัวเรือน และประชากรสูงอายุ ผนวกกับการเมืองในประเทศที่เคยไม่มีเสถียรภาพ และเอกชนขาดการลงทุนมานาน

  • ลงทุน 3 ด้านดันไทยโตยั่งยืน

ดังนั้น เพื่อทะลวงฝ่าวิกฤติดังกล่าว รัฐบาลเตรียมขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยยุทธศาสตร์ “Big Wins” ระยะ 4 ปี ซึ่งมุ่งเป้านโยบายการลงทุน 3 ด้าน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตยั่งยืน ประกอบด้วย

1.การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งไทยต้องดันการลงทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะพลังงานสะอาดที่เป็นรากฐานสำคัญของโลกยุคใหม่ ภาครัฐเตรียมเดินหน้าเปิดรับซื้อไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) และระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อลดภาระการก่อหนี้สาธารณะ

รวมทั้งท่ามกลางความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ จุดยืนที่เป็นกลาง และโครงสร้างพลังงานสะอาดทำให้ไทยเป็นแม่เหล็กดึงลงทุน โดยมีเม็ดเงินรออนุมัติจาก BOI กว่า 1.8 ล้านล้านบาท หากเร่งปลดล็อกกฎหมายคาดว่าปีนี้ยอด FDI พุ่งแตะ 9.7 แสนล้านบาท โตขึ้นเกือบ 20%

ขณะที่ การลงทุนภาครัฐ จะมีการสนับสนุนท้องถิ่นให้ลงทุนด้านการป้องกันภัยพิบัติ ผ่านรูปแบบให้งบประมาณคนละครึ่งกับส่วนกลาง รวมถึงการดึงภาคเอกชนมาร่วมลงทุนในรูปแบบ PPP เพื่อให้รัฐไม่ต้องแบกรับภาระหนี้เยอะ

2.การลงทุนในคน หรือทรัพยากรมนุษย์ โดยมุ่งเป้าปฏิรูปการศึกษาด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และปัญญาประดิษฐ์ (AI) พร้อมดึงเอกชนร่วมขับเคลื่อนผ่านโครงการ “Skill Bridge” ซึ่งให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีบริษัทที่ช่วยออกแบบหลักสูตรพัฒนาคน ควบคู่เงื่อนไขรับนักศึกษาทำงาน

3.การลงทุนด้านกฎหมาย ถือเป็นกุญแจสำคัญปลดล็อกอุปสรรค เช่น ทบทวนเงื่อนไขวีซ่า การรายงานตัวทุก 90 วันของแรงงานทักษะสูง (High-Skill Labor) กฎหมายที่ดินที่เป็นอุปสรรค โดยรัฐบาลเตรียมออกกฎหมายรวบยอดด้านการลงทุน (Omnibus Law) เพื่อช่วย Fast Track ทุกด้านและเป็นกฎหมายเปลี่ยนโฉมประเทศ รวมทั้งนำระบบ BOI Fast Pass มาใช้เต็มรูปแบบ

“3 เรื่องที่จะทำคือ การลงทุน การลงทุน และการลงทุน ดังที่กล่าวข้างต้น แล้วสิ่งเหล่านี้จะทำให้การลงทุนเข้ามาต่างประเทศเข้ามาอย่างเข้มแข็ง และทำให้ประเทศไทยกลับมาแข็งแกร่งได้ เราจะไม่เป็นคนป่วยแห่งเอเชีย แต่จะกลายเป็นคนที่แข็งแกร่งในเอเชีย”

  • ธปท.คาดปรับ “จีดีพี” เพิ่มขึ้นที่ 1.9%

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า หากมองภาพรวมกว้างๆ ภายใต้หัวข้อ “ไทยมองไทย” ยังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างมากมาย แต่เชื่อว่ายังมีความหวังสำหรับเศรษฐกิจไทย หากดูจากตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาส 4/2568 ที่ผ่านมาเติบโตดีกว่าคาด ทำให้คาดการณ์การขยายตัวของจีดีพีปีนี้จากเดิมที่คาดไว้ที่ 1.5% อาจปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.9%

อย่างไรก็ตาม หากดูภาพเศรษฐกิจไทยปัจจุบันอยู่ในจุดที่เศรษฐกิจโตต่ำลงอย่างต่อเนื่องจากที่เคยโต 8% ลดลงมาเหลือเพียงประมาณ 1.9% ในปีนี้

“หากดู Potential GDP ของไทยอยู่ที่ 2.7% แต่โจทย์สำคัญคือ การผลักดันให้ GDP ที่คาดการณ์ไว้ 1.9% ขึ้นไปแตะระดับศักยภาพที่ 2.7% ดังนั้นสิ่งที่สำคัญต้องมาจากการปฏิรูปโครงสร้างเพื่อขยายศักยภาพให้สูงขึ้นเป็น 3.5% หรือ 4% ซึ่งการไปสู่ระดับนั้นได้ต้องอาศัยการลงทุนใหม่ๆ การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน”

อย่างไรก็ตาม ปัญหาหลักเศรษฐกิจไทยปัจจุบันคือ การเติบโตระดับต่ำ ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน ทั้งจากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่แม้ล่าสุดลดลงมาอยู่ที่ 86-87% ของ GDP จาก 92% มาจากจีดีพีที่เติบโตขึ้น แต่ตัวหนี้ที่เป็นเม็ดเงินจริงยังคงสูงถึง 16 ล้านล้านบาท และไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ คุณภาพของหนี้เสียหรือคุณภาพหนี้แย่ลง โดยพบสัดส่วนหนี้เสีย และปัญหาจากคุณภาพหนี้มีเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้ง ยังมีปัญหาเรื่องการปล่อยสินเชื่อที่ติดลบต่อเนื่อง โดยภาพรวมติดลบมาแล้ว 6 ไตรมาส และในกลุ่มเอสเอ็มอีติดลบต่อเนื่องถึง 14 ไตรมาส

นอกจากปัญหาด้านหนี้สินแล้ว ไทยยังมีอุปสรรคอื่นๆ เช่น ปัญหาทุนสีเทา แก๊งสแกมเมอร์ ขีดความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง ฯลฯ ดังนั้น ธปท. ต้องปรับบทบาทจากเดิม ที่เน้นการใช้ดอกเบี้ยนโยบายเป็นเครื่องมือหลักในการดูแลเสถียรภาพทางการเงินมาช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างโดยตรงมากขึ้น

  • เร่งแก้ 5 ปัญหาเชิงโครงสร้าง

มาตรการแรกๆ ที่ ธปท. ทำไปแล้ว คือ การแก้ปัญหาหนี้ NPL ที่มียอดต่ำกว่า 100,000 บาท เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้จากธนาคารพาณิชย์กลุ่มแรก 1.1 ล้านคน

มาตรการที่สอง คือ แก้ปัญหาสินเชื่อ SMEs ที่ติดลบจากต้นทุนความเสี่ยงด้านเครดิตที่สูงเกินไป จึงจัดตั้งกองทุนแสนล้านบาท เพื่อช่วยรับความเสี่ยง และให้เกิดการปล่อยสินเชื่อใหม่แก่ SMEs และหลังจากนี้จะมีโครงการช่วยเหลืออื่นๆ ออกมาเพิ่มเติมในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า

มาตรการที่สาม กำกับดูแลธุรกรรมซื้อขายทองคำผ่านแอปพลิเคชัน เพื่อดูแลค่าเงินบาท กำหนดให้การซื้อขายทองผ่านแอป หากเกิน 20 ล้านบาทต่อวัน ต้องถูกรายงานมาที่แบงก์ชาติ และหากเกิน 50 ล้านบาทต่อวันต้องขออนุญาต หรือหากมีการถอนทองจริงเกิน 2 กิโลกรัม ต้องถูกรายงานเช่นกันเพื่อป้องกันการฟอกเงิน และหนีภาษี

มาตรการที่สี่ การปราบทุนสีเทา และบัญชีม้า ผ่านระบบการโอนเงิน และช่องทางดิจิทัล โดยจะมีการออกคำสั่งกำกับดูแลธุรกิจ e-Money อย่างเข้มงวด ภายในต้นเดือน มี.ค.นี้ ธปท.จะออกประกาศกำหนดให้การเบิกเงินสด และฝากเงินเกิน 5 ล้านบาท ต้องตรวจพิสูจน์ และหากมีความจำเป็นในอนาคต อาจมีการลดเพดานการเบิก-ฝากเงินสดลงเหลือ 3 ล้านบาท คาดว่าภายใน 2 สัปดาห์ จะประกาศการเบิกถอนเงินสด และการฝากเงิน

เรื่องสุดท้ายที่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง คือ ปรับปรุงค่าธรรมเนียมสถาบันการเงิน

ปัจจุบันพบว่า มีความหลากหลายไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจน บางธุรกรรมเก็บสูงกว่าต้นทุนมาก แบงก์ชาติจึงทำงานร่วมกับธนาคารพาณิชย์กำหนดมาตรฐานค่าธรรมเนียมให้เป็นธรรม มีค่าธรรมเนียมที่อยู่ระหว่างพิจารณามีราว 10-15 ตัว

  • โลกจะไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิม

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ ตัวแทนจากสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า หลังจากนี้โลกจะไม่กลับไปสู่สภาพปกติแบบเดิมอีก และกำลังเข้าสู่ “เฟสใหม่” ที่ยากลำบาก และท้าทายกว่าเดิม จากความผันผวนของโลกสงครามการค้า สู่ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ ความเสี่ยงจากภาวะฟองสบู่ในตลาดทุน ที่มาจากนโยบายทรัมป์

หันมาดูเศรษฐกิจไทย อาการเหมือน “คนแก่” ที่ขาดพลัง เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวระดับต่ำไปอีก 3-4 ปี โดยคาดการณ์ไว้ที่เพียง 1.5-2.0% ต่อปีเท่านั้น เพราะไทยไม่สามารถเติบโตได้เหมือนเพื่อนบ้านอย่าง มาเลเซีย หรือฟิลิปปินส์ ไม่ใช่กระตุ้นเศรษฐกิจไม่พอ แต่เป็นเพราะเราป่วยเป็นโรคแก่ เทคโนโลยีที่ใช้อยู่เดิมตกยุคไปแล้ว การใช้มาตรการระยะสั้นๆ อาจไม่สามารถช่วยได้ถาวร

ยิ่งไปกว่านั้น ด้านตลาดเงิน หากเจาะลึกไปถึงสินเชื่อ พบว่า ในอดีตสินเชื่อของระบบธนาคารไม่เคยมีปีไหนที่ติดลบต่อเนื่องหากไม่เกิดภาะวิกฤติ ดังนั้นเหล่านี้เป็นภาพที่น่าห่วง

  • เวิลด์แบงก์” เตือนภาษีทรัมป์เสี่ยงสูง

นางเมลินดา กู้ด ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำประเทศไทย และเมียนมา เปิดเผยว่า ปีที่ผ่านมาเราเคยคาดว่า มรสุมที่โลกต้องเผชิญจะรุนแรงสร้างความเสียหายสาหัส แต่ในความเป็นจริงเศรษฐกิจโลกกลับรับมือได้ดีกว่าที่คาด เติบโตระดับ 2.7% จากเร่งส่งออกสินค้า

แต่ปัญหาที่ไทยต้องเผชิญยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องจากหลายทิศทาง โดยเฉพาะมรสุมความไม่แน่นอนจากนโยบายภาษีสหรัฐ ซึ่งคาดว่าจะกระทบต่อประเทศไทยที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก

ในเวลานี้ความไม่แน่นอนนโยบายเปรียบเสมือนภาษี ซึ่งจำกัดการลงทุน และการไหลเวียนของเงิน ดังนั้น การตั้งกำแพงภาษีตอบโต้ หรือการเก็บค่าธรรมเนียมการค้าที่แพงขึ้น อาจไม่ใช่คำตอบ ประเทศต่างๆ ต้องแสดงท่าทีเปิดกว้างเพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุน หากไทยพิจารณาผ่อนปรนลดต้นทุนการค้าในกลุ่มประเทศอาเซียนลง 15% อาจช่วยเพิ่มรายได้ของประเทศได้ราว 2%

“ท่ามกลางประเด็นทางภูมิรัฐศาสตร์ หลายประเทศคิดว่า คงถึงเวลาที่เราจะต้องยกการ์ดและสร้างแนวป้องกันระหว่างกัน แต่ประเทศไทยอาจใช้ประโยชน์จากความขัดแย้งตรงนี้ เพื่อดึงดูดการลงทุนที่เหมาะสมได้ ฉะนั้น กลยุทธ์ของไทยจึงไม่ใช่การถอยกลับ แต่ต้องเปิดกว้างยิ่งกว่าเดิม”

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์