“กอบศักดิ์” ส่งสัญญาณเตือนโลกเศรษฐกิจเข้าสู่ “เฟสใหม่” ที่ผันผวนและยืดเยื้อ พร้อมประเมินไทยเสี่ยงโตต่ำต่อเนื่องอีก 3–4 ปี จากแรงกดดันเชิงโครงสร้างและสงครามการค้าโลกยกที่สอง
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวในงานสัมมนา POSTTODAY THAILAND ECONOMIC DRIVES 2026 ถึงภาพเศรษฐกิจในเวทีเสวนา โดยเริ่มจากการชี้ให้เห็นว่าโลกปัจจุบันได้เปลี่ยนผ่านเข้าสู่บริบทใหม่ที่แตกต่างจากอดีตอย่างมีนัยสำคัญ
และไม่น่าจะย้อนกลับไปสู่ภาวะปกติเดิมได้อีก พร้อมวางกรอบการวิเคราะห์ครอบคลุม 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและไทย สงครามการค้าโลกยกที่สอง และปัญหาหนี้ครัวเรือน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่กำลังกดดันเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า
โดยมองว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ “เฟสใหม่” ที่มีความผันผวนและท้าทายมากขึ้น เปรียบได้กับพายุที่กำลังก่อตัว แม้บางช่วงจะดูสงบ แต่แท้จริงแล้วความเสี่ยงยังสะสมอยู่สูง ภาคธุรกิจและภาคการเงินจึงต้องเตรียมความพร้อมรับมืออย่างรอบด้าน เพราะช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้อาจยืดเยื้ออย่างน้อย 3 ปี
"เปรียบสถานการณ์เศรษฐกิจเหมือนการออกทะเล หากเป็นการว่ายน้ำในสระอาจรับมือได้ไม่ยาก แต่สถานการณ์ปัจจุบันเปรียบเสมือนการต้องเผชิญคลื่นลมในทะเลลึก สิ่งสำคัญคือทุกฝ่ายต้องเตรียมเสบียงและอุปกรณ์ชูชีพให้พร้อม โดยเฉพาะในช่วงที่ความผันผวนทางการเงินโลกยังมีแนวโน้มสูงต่อเนื่อง"
ในมิติภูมิรัฐศาสตร์ โดยความหวังที่โลกจะกลับสู่ความสงบแบบเดิมอาจไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เนื่องจากความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจยังดำเนินต่อเนื่อง และกำลังก่อให้เกิดการจัดระเบียบโลกใหม่
ทั้งด้านการเงินและการเมืองระหว่างประเทศ โดยสถานการณ์ปัจจุบันกำลังเคลื่อนจาก “สงครามการค้าโลกยกที่ 1” เข้าสู่ “สงครามการค้าโลกยกที่ 2” ซึ่งมีแนวโน้มซับซ้อนและรุนแรงกว่าเดิม
"หากดูพัฒนาการของความขัดแย้งทางการค้าในช่วง 4 ปี โดยมองว่า ปีแรกเป็นเรื่องการค้าโดยตรง ปีที่สองเริ่มมีความตึงเครียดในพื้นที่ต่างๆ ปีที่สามราคาสินค้าจะปรับสูงขึ้น และปีที่สี่เป็นช่วงที่ต้องจับตาความเสี่ยงการเผชิญหน้าระหว่างประเทศมหาอำนาจ แม้ตัวเลขเศรษฐกิจโลกบางส่วนยังดูแข็งแกร่ง แต่เขาเตือนว่านี่อาจเป็นเพียง “ความสงบก่อนพายุ”
ในด้านตลาดทุน แม้ความเสี่ยงโลกเพิ่มขึ้น แต่สินทรัพย์หลายประเภทกลับทำสถิติสูงสุดใหม่ สะท้อนสภาพคล่องที่ยังล้นระบบและความคาดหวังว่าดอกเบี้ยโลกจะปรับลดลง
อย่างไรก็ตาม มองว่าภาวะเก็งกำไรเช่นนี้ไม่ยั่งยืน และประเมินว่าช่วงเวลาแห่งความคึกคักอาจเหลืออีกเพียงราวหนึ่งปีเศษ ก่อนที่ความกังวลเรื่องดอกเบี้ยจะกลับมากดดันตลาดอีกครั้ง
สำหรับเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเติบโตต่ำต่อเนื่องอีก 3–4 ปี โดยอัตราขยายตัวอาจอยู่เพียง 1.5–2.0% ต่อปี
สาเหตุสำคัญไม่ใช่การขาดมาตรการกระตุ้นระยะสั้น แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังลึก เขาเปรียบเศรษฐกิจไทยเหมือน “คนแก่” ที่ขาดพลัง แม้จะได้รับการกระตุ้นก็ฟื้นตัวได้จำกัด
โดยเครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิมของไทยหลายอุตสาหกรรมกำลังอ่อนแรง ไม่ว่าจะเป็นยานยนต์เครื่องยนต์สันดาป อิเล็กทรอนิกส์รุ่นเก่า อุตสาหกรรมเหล็ก และปิโตรเคมี การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีกำลังทำให้ความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมเหล่านี้ลดลง ส่งผลให้เกิดการปิดโรงงานและกระทบห่วงโซ่อุปทานในวงกว้าง
อย่างไรก็ตาม ยังเห็นสัญญาณบวกจากอุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ไทยเริ่มมีบทบาทเป็นฐานการผลิตสำคัญ รวมถึงกระแสการย้ายฐานการผลิตตามยุทธศาสตร์ “China Plus One” ซึ่งทำให้ไทยได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติอย่างมาก โดยยอดคำขอส่งเสริมการลงทุนในปีที่ผ่านมาแตะระดับประมาณ 2 ล้านล้านบาท สูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติหลายเท่า
นอกจากนี้ เม็ดเงินลงทุนใหม่ยังขยายไปสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เซมิคอนดักเตอร์ แผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) ดาต้าเซ็นเตอร์ คลาวด์ เซอร์วิส ตลอดจนกลุ่มอาหารแห่งอนาคตและเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งเขามองว่าเป็น “แกนเศรษฐกิจใหม่” ที่จะเข้ามาทดแทนอุตสาหกรรมดั้งเดิมในระยะยาว
ในประเด็นสหรัฐฯ นโยบายภาษียังคงเป็นเครื่องมือสำคัญทางการเมือง โดยเฉพาะภายใต้กระแสการเมืองอเมริกันที่ให้ความสำคัญกับการปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ สงครามการค้าโลกยกที่สองจึงเริ่มขึ้นแล้วภายใต้เงื่อนไขที่เข้มข้นกว่าเดิม และไทยจำเป็นต้องเตรียมรับมืออย่างรอบคอบ
"กอบศักดิ์" เตือนว่า โลกกำลังเผชิญ “สองสงครามพร้อมกัน” คือ สงครามการค้า การเงิน และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งจะส่งผลต่อราคาสินทรัพย์ทั่วโลก ทั้งทองคำ เงิน และน้ำมัน ที่มีความผันผวนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ในมุมระบบธนาคารไทย สิ่งที่น่ากังวลคือการหดตัวของสินเชื่อ ซึ่งเกิดขึ้นแม้ไม่ได้อยู่ในภาวะวิกฤตใหญ่ โดยเฉพาะสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ชะลอลงต่อเนื่อง สะท้อนความเปราะบางของกำลังซื้อภาคครัวเรือน
พร้อมกันนี้ คุณภาพหนี้ยังเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวัง โดยหนี้เสียและหนี้ที่ต้องจับตาเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มรายย่อยและเอสเอ็มอี ส่งผลให้ธนาคารต้องเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ที่อยู่ในภาวะที่เศรษฐกิจโตต่ำ การปล่อยสินเชื่อพลาดเพียงครั้งเดียวอาจใช้เวลานานมากในการชดเชยความเสียหาย





