วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

‘กอบศักดิ์’ มองศก.ไทยโตต่ำยาว 3–4 ปีไทยเจอศึกสองด้าน การค้า–ภูมิรัฐศาสตร์ กดดันระยะยาว

‘กอบศักดิ์’ มองศก.ไทยโตต่ำยาว 3–4 ปีไทยเจอศึกสองด้าน การค้า–ภูมิรัฐศาสตร์ กดดันระยะยาว

“กอบศักดิ์” ส่งสัญญาณเตือนโลกเศรษฐกิจเข้าสู่ “เฟสใหม่” ที่ผันผวนและยืดเยื้อ พร้อมประเมินไทยเสี่ยงโตต่ำต่อเนื่องอีก 3–4 ปี จากแรงกดดันเชิงโครงสร้างและสงครามการค้าโลกยกที่สอง

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวในงานสัมมนา POSTTODAY THAILAND ECONOMIC DRIVES 2026 ถึงภาพเศรษฐกิจในเวทีเสวนา โดยเริ่มจากการชี้ให้เห็นว่าโลกปัจจุบันได้เปลี่ยนผ่านเข้าสู่บริบทใหม่ที่แตกต่างจากอดีตอย่างมีนัยสำคัญ

และไม่น่าจะย้อนกลับไปสู่ภาวะปกติเดิมได้อีก พร้อมวางกรอบการวิเคราะห์ครอบคลุม 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและไทย สงครามการค้าโลกยกที่สอง และปัญหาหนี้ครัวเรือน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่กำลังกดดันเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า

โดยมองว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ “เฟสใหม่” ที่มีความผันผวนและท้าทายมากขึ้น เปรียบได้กับพายุที่กำลังก่อตัว แม้บางช่วงจะดูสงบ แต่แท้จริงแล้วความเสี่ยงยังสะสมอยู่สูง ภาคธุรกิจและภาคการเงินจึงต้องเตรียมความพร้อมรับมืออย่างรอบด้าน เพราะช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้อาจยืดเยื้ออย่างน้อย 3 ปี

"เปรียบสถานการณ์เศรษฐกิจเหมือนการออกทะเล หากเป็นการว่ายน้ำในสระอาจรับมือได้ไม่ยาก แต่สถานการณ์ปัจจุบันเปรียบเสมือนการต้องเผชิญคลื่นลมในทะเลลึก สิ่งสำคัญคือทุกฝ่ายต้องเตรียมเสบียงและอุปกรณ์ชูชีพให้พร้อม โดยเฉพาะในช่วงที่ความผันผวนทางการเงินโลกยังมีแนวโน้มสูงต่อเนื่อง"

ในมิติภูมิรัฐศาสตร์ โดยความหวังที่โลกจะกลับสู่ความสงบแบบเดิมอาจไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เนื่องจากความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจยังดำเนินต่อเนื่อง และกำลังก่อให้เกิดการจัดระเบียบโลกใหม่

ทั้งด้านการเงินและการเมืองระหว่างประเทศ โดยสถานการณ์ปัจจุบันกำลังเคลื่อนจาก “สงครามการค้าโลกยกที่ 1” เข้าสู่ “สงครามการค้าโลกยกที่ 2” ซึ่งมีแนวโน้มซับซ้อนและรุนแรงกว่าเดิม

"หากดูพัฒนาการของความขัดแย้งทางการค้าในช่วง 4 ปี โดยมองว่า ปีแรกเป็นเรื่องการค้าโดยตรง ปีที่สองเริ่มมีความตึงเครียดในพื้นที่ต่างๆ ปีที่สามราคาสินค้าจะปรับสูงขึ้น และปีที่สี่เป็นช่วงที่ต้องจับตาความเสี่ยงการเผชิญหน้าระหว่างประเทศมหาอำนาจ แม้ตัวเลขเศรษฐกิจโลกบางส่วนยังดูแข็งแกร่ง แต่เขาเตือนว่านี่อาจเป็นเพียง “ความสงบก่อนพายุ”

ในด้านตลาดทุน แม้ความเสี่ยงโลกเพิ่มขึ้น แต่สินทรัพย์หลายประเภทกลับทำสถิติสูงสุดใหม่ สะท้อนสภาพคล่องที่ยังล้นระบบและความคาดหวังว่าดอกเบี้ยโลกจะปรับลดลง

อย่างไรก็ตาม มองว่าภาวะเก็งกำไรเช่นนี้ไม่ยั่งยืน และประเมินว่าช่วงเวลาแห่งความคึกคักอาจเหลืออีกเพียงราวหนึ่งปีเศษ ก่อนที่ความกังวลเรื่องดอกเบี้ยจะกลับมากดดันตลาดอีกครั้ง

สำหรับเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเติบโตต่ำต่อเนื่องอีก 3–4 ปี โดยอัตราขยายตัวอาจอยู่เพียง 1.5–2.0% ต่อปี

สาเหตุสำคัญไม่ใช่การขาดมาตรการกระตุ้นระยะสั้น แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังลึก เขาเปรียบเศรษฐกิจไทยเหมือน “คนแก่” ที่ขาดพลัง แม้จะได้รับการกระตุ้นก็ฟื้นตัวได้จำกัด

โดยเครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิมของไทยหลายอุตสาหกรรมกำลังอ่อนแรง ไม่ว่าจะเป็นยานยนต์เครื่องยนต์สันดาป อิเล็กทรอนิกส์รุ่นเก่า อุตสาหกรรมเหล็ก และปิโตรเคมี การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีกำลังทำให้ความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมเหล่านี้ลดลง ส่งผลให้เกิดการปิดโรงงานและกระทบห่วงโซ่อุปทานในวงกว้าง

อย่างไรก็ตาม ยังเห็นสัญญาณบวกจากอุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ไทยเริ่มมีบทบาทเป็นฐานการผลิตสำคัญ รวมถึงกระแสการย้ายฐานการผลิตตามยุทธศาสตร์ “China Plus One” ซึ่งทำให้ไทยได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติอย่างมาก โดยยอดคำขอส่งเสริมการลงทุนในปีที่ผ่านมาแตะระดับประมาณ 2 ล้านล้านบาท สูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติหลายเท่า

นอกจากนี้ เม็ดเงินลงทุนใหม่ยังขยายไปสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เซมิคอนดักเตอร์ แผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) ดาต้าเซ็นเตอร์ คลาวด์ เซอร์วิส ตลอดจนกลุ่มอาหารแห่งอนาคตและเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งเขามองว่าเป็น “แกนเศรษฐกิจใหม่” ที่จะเข้ามาทดแทนอุตสาหกรรมดั้งเดิมในระยะยาว

ในประเด็นสหรัฐฯ นโยบายภาษียังคงเป็นเครื่องมือสำคัญทางการเมือง โดยเฉพาะภายใต้กระแสการเมืองอเมริกันที่ให้ความสำคัญกับการปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ สงครามการค้าโลกยกที่สองจึงเริ่มขึ้นแล้วภายใต้เงื่อนไขที่เข้มข้นกว่าเดิม และไทยจำเป็นต้องเตรียมรับมืออย่างรอบคอบ

"กอบศักดิ์" เตือนว่า โลกกำลังเผชิญ “สองสงครามพร้อมกัน” คือ สงครามการค้า การเงิน และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งจะส่งผลต่อราคาสินทรัพย์ทั่วโลก ทั้งทองคำ เงิน และน้ำมัน ที่มีความผันผวนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ในมุมระบบธนาคารไทย สิ่งที่น่ากังวลคือการหดตัวของสินเชื่อ ซึ่งเกิดขึ้นแม้ไม่ได้อยู่ในภาวะวิกฤตใหญ่ โดยเฉพาะสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ชะลอลงต่อเนื่อง สะท้อนความเปราะบางของกำลังซื้อภาคครัวเรือน

พร้อมกันนี้ คุณภาพหนี้ยังเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวัง โดยหนี้เสียและหนี้ที่ต้องจับตาเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มรายย่อยและเอสเอ็มอี ส่งผลให้ธนาคารต้องเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น  ที่อยู่ในภาวะที่เศรษฐกิจโตต่ำ การปล่อยสินเชื่อพลาดเพียงครั้งเดียวอาจใช้เวลานานมากในการชดเชยความเสียหาย