นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวในงานสัมมนา POSTTODAY THAILAND ECONOMIC DRIVES 2026 ว่าหากมองภาพรวมกว้างๆภายใต้หัวข้อ "ไทยมองไทย" แต่ยังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างมากมาย แต่เชื่อว่ายังมีความหวังสำหรับเศรษฐกิจไทย
หากดูจากตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาส4ที่ผ่าามาเติบโตดีกว่าคาด ทำให้คาดการณ์การขยายตัวของจีดีพีปีนี้จากเดิมที่คาดไ้ว้ที่ 1.5% อาจปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.9%
แต่อย่างไรก็ตามปัญหาหลักของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันคือการเติบโตในระดับต่ำ ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน ปัญหาเหล่านี้มีความซับซ้อนและต้องใช้เวลาในการแก้ไข ไม่สามารถจัดการได้ด้วยการออกโครงการเพียงโครงการเดียวหรือการกดปุ่มสั่งการเพียงครั้งเดียวแล้วจะสำเร็จทันที แต่หากทุกภาคส่วนไม่เริ่มต้นลงมือทำและร่วมมือกัน ปัญหาเหล่านี้ก็จะยังคงวนเวียนอยู่เช่นเดิมในอีกหลายปีข้างหน้า
ปัญหาหนี้ครัวเรือน ถูกยกขึ้นมาเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุด โดยปัจจุบันอยู่ที่ระดับ86-87%ของ GDP แม้ลดลงจากระดับ 92% มาจากจีดีพีที่เติบโตขึ้น แต่ตัวหนี้ที่เป็นเม็ดเงินจริงยังคงสูงถึง 16 ล้านล้านบาทและไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือคุณภาพของหนี้เสียหรือคุณภาพหนี้แย่ลง โดยพบสัดส่วนหนี้เสียและปัญหาจากคุณภาพหนี้มีเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ
นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องการปล่อยสินเชื่อที่ติดลบต่อเนื่อง โดยในภาพรวมติดลบมาแล้ว 6 ไตรมาส และในกลุ่มเอสเอ็มอีติดลบต่อเนื่องถึง 14 ไตรมาส
นอกจากปัญหาด้านหนี้สินแล้ว ประเทศไทยยังมีอุปสรรคอื่นๆเช่น ปัญหาทุนสีเทา แก๊งสแกมเมอร์ ความขีดความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง และความเหลื่อมล้ำที่สูงมากในทุกมิติ แม้ประเทศไทยจะมีข้อดีวันนี้คือตัวเลขการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI)ในปีนี้ที่สูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท ซึ่งสูงสุดในรอบหลายปี และเป็นการลงทุนในกลุ่มธุรกิจสมัยใหม่(Advance Economy)
และไทยยังมีฐานการบริโภคที่แข็งแรง มีเสถียรภาพทางการเมืองที่คาดหวังว่าจะอยู่ได้ครบวาระเพื่อผลักดันนโยบายระยะยาว และมีภาคการท่องเที่ยวที่แม้จำนวนนักท่องเที่ยวจะยังไม่เท่าเดิม แต่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้สูงและเป็นตัวประคองหลัก
จากปัญหาเชิงโครงสร้างต่างๆทำให้ธปท.เองต้องปรับบทบาทจากเดิมที่เน้นการใช้ดอกเบี้ยนโยบายเป็นเครื่องมือหลักในการดูแลเสถียรภาพทางการเงินมาช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างโดยตรงมากขึ้น
มาตรการแรกๆที่ธปท.ทำไปแล้วคือการแก้ปัญหาหนี้ NPL ที่มียอดต่ำกว่า 100,000 บาท เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้จากธนาคารพาณิชย์กลุ่มแรก 1.1ล้านคน
มาตรการที่สองคือการแก้ปัญหาสินเชื่อ SME ที่ติดลบ จากต้นทุนความเสี่ยงด้านเครดิตที่สูงเกินไป จึงได้มีการจัดตั้งกองทุนแสนล้านบาท เพื่อช่วยรับความเสี่ยงและให้เกิดการปล่อยสินเชื่อใหม่แก่ SME และหลังจากนี้จะมีโครงการช่วยเหลืออื่นๆออกมาเพิ่มเติมในอีก2-3 เดือนข้างหน้า
มาตรการที่สาม การกำกับดูแลธุรกรรมซื้อขายทองคำผ่านแอปพลิเคชันเงินบาท เพื่อดูแลค่าเงินบาท ธปท.จึงกำหนดการซื้อขายทองผ่านแอปฯหากเกิน 20 ล้านบาทต่อวันต้องถูกรายงานมาที่แบงก์ชาติ และหากเกิน 50 ล้านบาทต่อวันจะต้องขออนุญาตหรือลิมิตที่
ธปท.กำหนด นอกจากนี้ยังมีการเก็บข้อมูลย้อนหลังของผู้ที่ซ่อนทองผ่านแอปฯไว้ทั้งหมด และหากมีการถอนทองจริงเกิน 2 กิโลกรัม ก็จะต้องถูกรายงานเช่นกันเพื่อป้องกันการฟอกเงินและหนีภาษี
มาตรการที่สี่ การปราบปรามทุนสีเทาและบัญชีม้าผ่านระบบการโอนเงินและช่องทางดิจิทัล โดยจะมีการออกคำสั่งกำกับดูแลธุรกิจ e-Money อย่างเข้มงวด โดยภายในต้นมี.ค.นี้ ธปท.จะออกประกาศกำหนดให้การเบิกเงินสดเกิน 5 ล้านบาท ต้องมีการตรวจพิสูจน์ (Diligence)หากไม่มีเหตุผลทางธุรกิจที่ชัดเจน ธนาคารมีสิทธิ์ไม่อนุญาตให้เบิก
เช่นเดียวกับการฝากเงินสดหากเกิน 5 ล้านบาทต้องชี้แจงที่มาของเงินเพื่อความโปร่งใส และหากมีความจำเป็นในอนาคตอาจมีการลดเพดานการเบิก-ฝากเงินสดลงเหลือ 3 ล้านบาท
โดยคาดว่าภายใน2สัปดาห์จะสามารถประกาศการเบิกถอนเงินสดและการฝากเงิน ทั้งหมดนี้เพื่อเป็นการปิดช่องโหว่ของทุนสีเทาที่พยายามหลบเลี่ยงผ่านทางทองคำ เงินดอลลาร์ หรือคริปโทเคอร์เรนซี (USDT)ซึ่งแบงก์ชาติกำลังติดตามดูอยู่อย่างใกล้ชิด
เรื่องสุดท้าย ที่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างคือ การปรับปรุงค่าธรรมเนียมสถาบันการเงิน ปัจจุบันพบว่ามีความหลากหลายและไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจนหรือบางธุรกรรมเก็บสูงกว่าต้นทุนมากแบงก์ชาติจึงทำงานร่วมกับธนาคารพาณิชย์เพื่อกำหนดมาตรฐานค่าธรรมเนียมให้เป็นธรรม
โดยมีค่าธรรมเนียมที่อยู่ระหว่างพิจารณามีราว 10-15ตัว โดยเฉพาะธุรกรรมพื้นฐาน เช่นการโอนเงินผ่านระบบ BahtNet ที่ราคายังสูง การถอนหรือฝากเงินข้ามเขต การเรียกเก็บเช็คข้ามเขต และการขอ Statement ที่บางแห่งคิดราคาต่อบัญชีสูงเกินจริง การปรับปรุงโครงสร้างค่าธรรมเนียมนี้จะช่วยลดภาระให้กับประชาชนและรายย่อยได้อย่างยั่งยืน
“ครั้งนี้ไม่ได้เป็นการปฏิรูปโครงสร้างค่าธรรมเนียมของธนาคารพาณิชย์ทั้งหมด แต่เป็นการปรับค่าธรรมเนียมบางตัวให้เป็นธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะค่าธรรมเนียมการปล่อยสินเชื่อ SMEซึ่งพบว่ามีความเหลื่อมล้ำและหลากหลายมาก และพบว่าบางแห่งเรียกค่าธรรมเนียมการทบทวนวงเงินเครดิตเมื่อครบปีซึ่งเป็นภาระต่อผู้ประกอบการ หรือคิดค่าปรับในอัตราที่สูง สิ่งเหล่านี้คือปัญหาเชิงโครงสร้างที่แบงก์ชาติกำลังเร่งปรับปรุงโดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือนในการดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในระดับชาติ”
สำหรับภาพเศรษฐกิจไทยมองว่า ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในจุดที่เศรษฐกิจโตต่ำลงอย่างต่อเนื่องจากที่เคยโต 8% ลดลงมาเหลือเพียงประมาณ 1.9%ในปีนี้ แม้ว่าเสถียรภาพในปัจจุบันจะอยู่ในเกณฑ์ดีมากและเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ
แต่หากเศรษฐกิจไม่โต ประชาชนก็จะอยู่ไม่ได้ ดังนั้น บทบาทของแบงก์ชาติจึงต้องหันมาให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ตามศักยภาพ ไม่ใช่เพียงแค่การรักษาเสถียรภาพแต่เพียงอย่างเดียว
“หากดูPotential GDPของไทยอยู่ที่2.7%แต่โจทย์สำคัญคือการผลักดันให้ GDP ที่คาดการณ์ไว้ 1.9% ขึ้นไปแตะระดับศักยภาพที่ 2.7% ดังนั้นสิ่งที่สำคัญต้องมาจากการปฏิรูปโครงสร้างเพื่อขยายศักยภาพให้สูงขึ้นเป็น 3.5% หรือ 4% ซึ่งการไปสู่ระดับนั้นได้ต้องอาศัยการลงทุนใหม่ๆการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันฯลฯ”





