วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

‘บาทแข็ง’ หลุด31 บาทต่อดอลล์ แข็งอันดับ3ภูมิภาค เงินทะลักไทย

‘บาทแข็ง’ หลุด31 บาทต่อดอลล์  แข็งอันดับ3ภูมิภาค เงินทะลักไทย

“เงินบาท” กลับมา “แข็งค่า” หลุดระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าสุดรอบสัปดาห์ หลัง “ทรัมป์” ทำพิษขึ้นภาษีทั่วโลก 15% ฉุดดอลลาร์อ่อนค่า “กสิกรไทย-กรุงไทย” ชี้เงินบาทมีโอกาสแข็งค่าต่อเนื่อง จากกระแสเงินไหลเข้า ภาพส่งออก เงินลงทุนไหลทะลักเข้าไทย

ความเคลื่อนไหว “ค่าเงินบาท” ล่าสุด “แข็งค่า” โดยหลุดระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์ (23ก.พ.) จากแรงหนุนสำคัญทั้งราคาทองคำที่ปรับตัวขึ้นแรงท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ และการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ

ขณะที่ “เงินทุนต่างชาติ” ไหลเข้าสินทรัพย์ไทยต่อเนื่อง สะท้อนแรงซื้อในภูมิภาค 

ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัยที่บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า การแข็งค่าของเงินบาทหลุดระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์ ในปัจจุบันมีปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ 2 เรื่องหลักคือ เรื่องของราคาทองคำที่ฟื้นตัวขึ้น และปัจจัยด้านค่าเงินดอลลาร์ 

โดยในส่วนทองคำมีการฟื้นตัวเนื่องมาจาก ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ที่หนุนราคาทองคำจึงพุ่งสูงขึ้นจนเกินระดับแนวต้านที่สำคัญเกินกว่า 5,000 ถึง 5,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ซึ่งการที่ราคาทองคำพุ่งขึ้นค่อนข้างมากนี้ส่งผลโดยตรงที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าตามไปด้วย “บาทแข็ง” ที่สุดในรอบสัปดาห์ 

ทั้งนี้ ปัจจัยด้านนโยบายการค้าสหรัฐ และความไม่แน่นอนทางกฎหมาย อีก

ปัจจัยหนึ่งที่ตลาดกลับมาให้ความสำคัญคือเรื่องของดอลลาร์หลังศาลฎีกาตีความอำนาจทรัมป์ ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนให้เกิดขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ตลาดมองว่าจะกลับมาส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจของสหรัฐเอง ทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง

โดยหากดูการแข็งค่าเงินบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่วันศุกร์ที่ระดับ 31.19 บาทต่อดอลลาร์ และลงมาทดสอบแนวรับที่ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ และโดยจุดที่แข็งค่าที่สุดที่พบคือประมาณ 30.96 ถึง 30.98 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นการแข็งค่าที่สุดในรอบสัปดาห์

ทั้งนี้ หากดูการแข็งค่าเงินบาทเทียบภูมิภาค พบว่าเงินบาทแข็งค่าเป็นอันดับ3ที่ 1.7% รองจากริงกิตที่ 4.4% และเปโซ 2.2%

สำหรับ ทิศทางเงินบาทระยะข้างหน้า เงินบาทมีโอกาสแข็งค่าต่อ หากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมีความชัดเจนมากขึ้น ตลาดอาจมองว่าเฟดอาจต้องลดดอกเบี้ยมากกว่า 2 ครั้ง ซึ่งภาพนี้ยังไม่ถูกรวมเข้าไปในทิศทางของดอลลาร์ในปัจจุบัน โดยประเมินกรอบค่าเงินบาทในระยะสั้นไว้ที่ 30.70 ถึง 31.60 บาทต่อดอลลาร์

“หากดูค่าความผันผวนของเงินบาท โดยพบว่าในช่วงเกือบ 2 เดือนที่ผ่านมาของปีนี้ ความผันผวนของเงินบาทขยับสูงขึ้น หากเทียบกับปีที่แล้วซึ่งมีความผันผวนอยู่ที่ประมาณ 7.1% แต่ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันความผันผวนได้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 7.6% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสถานการณ์เงินบาทมีการเหวี่ยงขึ้นและลงที่รุนแรงขึ้นกว่าเดิม”

“บาทแข็ง” หลุด 31 บาท จากปัจจัยต่างประเทศ 

นายสงวน จุงสกุล ผู้บริหารฝ่ายธุรกิจสายงานตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ค่าเงินบาทได้กลับมาเคลื่อนไหวหลุดระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์อีกครั้ง มาจากปัจจัยภายนอกเป็นหลัก โดยเฉพาะความโดดเด่นของราคาทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก

ประกอบกับดัชนีค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง อีกทั้งยังมาจากประเด็นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่านฯลฯส่งผลให้สินทรัพย์ปลอดภัยเช่นทองคำกลับมา Outperform และกลายเป็นปัจจัยที่กดดันให้เงินบาทแข็งค่าตามไปด้วย

ส่วนนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มถูกตั้งคำถามและเผชิญกับความท้าทายมากขึ้น ทำให้การใช้อำนาจเบ็ดเสร็จของทรัมป์ลดน้อยลงทำให้ตลาดมองว่านโยบายบางอย่าง เช่น การตั้งภาษีนำเข้าในระดับสูงอาจทำได้ไม่เต็มที่เหมือนในอดีต ซึ่งเหล่านี้อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นในดอลลาร์ระยะยาวได้

ขณะเดียวกันพบว่าปีนี้ปัจจัยภายในมีน้ำหนักต่อค่าเงินบาทมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มาจากทั้งภาคการส่งออกของไทยไม่ได้แย่อย่างที่หลายฝ่ายกังวล และประเทศไทยยังคงได้เปรียบดุลการค้าอยู่

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ(FDI)โดยเฉพาะในกลุ่ม Data Center ที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อทิศทางเศรษฐกิจและค่าเงิน

ทั้งนี้ ยังพบกระแสเงินทุนไหลเข้าทั้งในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรที่มียอดรวมกันกว่า 1 แสนล้านบาท ภายในระยะเวลาไม่ถึง 2 เดือน

ซึ่งเป็นแรงหนุนให้เงินบาทแข็งค่าสอดคล้องกับสกุลเงินในภูมิภาคที่อยู่ในการไหลเข้าของเงินทุนในปริมาณมหาศาลเช่นนี้เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น และเป็นการแข็งค่าที่สอดคล้องกับทิศทางของสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาคที่แข็งค่าขึ้นเช่นกันในระยะนี้

เหล่านี้สอดคล้องกับทุนสำรองระหว่างประเทศที่ทำสถิติสูงสุดใหม่ (New High)อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมาอยู่ที่ 3.12แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากสิ้นปีที่ผ่านมาที่อยู่ราว3.05แสนล้านดอลลาร์ เพียงเดือนเดียวเพิ่มขึ้นถึง 7,000 ล้านดอลลาร์

โดยหากดูทุนสำรองที่เป็นรูปทองคำพบว่าปรับเพิ่มขึ้นแค่ 13%สวนทางกับสินทรัพย์ที่เป็นสกุลเงินดอลลาร์ที่เพิ่มสูงขึ้นกว่า20% สะท้อนว่าแบงก์ชาติเข้าไปแทรกแซงค่าเงินด้วยการซื้อดอลลาร์เก็บไว้เพื่อชะลอการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งเป็นการใช้ทรัพยากรเพื่อจัดการกับความผันผวนของค่าเงินโดยตรง

“ไตรมาสแรกมีโอกาสสูงที่จะเห็นเงินบาทแข็งค่า และอาจไปทดสอบที่ระดับ 30.80 บาทต่อดอลลาร์ จากเทรนด์ดอลลาร์ที่คาดจะทรงตัวถึงครึ่งปีหลังนี้ แต่ก็ยังมองว่าโอกาสที่เห็นเงินบาทหลุดระดับ 30บาทต่อดอลลาร์ยังเป็นไปได้ยาก”

“บาทแข็ง” คาดความไม่แน่นอนภาษีทรัมป์  

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ไตรมาสแรก ปี 2569 เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าจากความไม่แน่นอนจากนโยบายภาษีสหรัฐ อาจทำให้เกิดแรงเทขายสินทรัพย์สหรัฐและย้ายมาลงทุนในตลาดเกิดใหม่

โดยคาดในช่วงต้นปีตลาดมีการคาดการณ์เรื่องการลดดอกเบี้ยของเฟด (Fed) ซึ่งคาดว่าจะลดอีกสองครั้งในเดือน มิ.ย และ ก.ย. ส่งผลต่อค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง และเงินบาทแข็งค่าขึ้นได้ในระยะสั้น

ด้านปัจจัยในประเทศ ความเชื่อมั่นในเสถียรภาพของรัฐบาลและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อาจส่งผลบวกต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน ให้เข้ามาลงทุนในสินทรัพย์ของไทยมากขึ้น

ประกอบกับการเร่งตัวขึ้นของราคาทองคำในช่วงที่ผ่านมา ช่วยหนุนเงินบาทให้แข็งขึ้นได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม คาดว่านโยบายควบคุมเสถียรภาพทางการเงินของ ธปท. และกระทรวงการคลัง จะช่วยลดความผันผวนของค่าเงินจากการซื้อขายทองคำได้บ้างทำให้เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าได้ในช่วงครึ่งปีหลัง