นักเศรษฐศาสตร์ “CIMBT” ชี้นักลงทุนหันหนีตลาดสหรัฐหลังเสี่ยงสูงเผชิญความไม่แน่นอนด้านภาษี หันลงทุนตลาดเกิดใหม่ ไทยรับอานิสงส์หลังมีเชื่อมั่นเสถียรภาพรัฐบาล ทำบาทแข็งระยะสั้นกดดันส่งออกท่องเที่ยวชะลอ มองสิ้นปีเงินบาทอ่อนเล็กน้อยที่ 32.8 บาทต่อดอลลาร์ จากวัฏจักรลดดอกเบี้ยขาลงสหรัฐใกล้สิ้นสุด-กระแสเงินลงทุนไหลกลับ
ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักงานวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย เปิดเผยว่า ไตรมาสแรก ปี 2569 เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าจากความไม่แน่นอนจากนโยบายภาษีสหรัฐ ทำให้เกิดแรงเทขายสินทรัพย์ในสหรัฐและย้ายมาลงทุนในตลาดเกิดใหม่
โดยคำวินิจฉัยศาลฎีกาเกี่ยวกับมาตรการภาษี IEEPA ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้สินค้าบางชนิด เช่น ยานยนตร์ ยาง และอิเล็กทรอนิกส์ ของไทยจะยังไม่เสียภาษีเพิ่ม 19% ซึ่งส่งผลดีต่อผู้ส่งออกในประเทศ
อีกทั้งในช่วงต้น-กลางปีคาดการณ์ว่าคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด จะลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในเดือน มิ.ย และ ก.ย. ส่งผลต่อค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงและเงินบาทแข็งขึ้น กดดันภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวชะลอตัว
อย่างไรก็ตาม ดร.อมรเทพ คาดว่าการลดดอกเบี้ย 2 ครั้งนี้จะถือเป็นการสิ้นสุดวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง เมื่อนำมารวมกับปัจจัยความไม่แน่นอนการค้าโลกที่ส่งผลต่อกระแสเงินลงทุนไหลกลับสหรัฐจากการที่ดอลลาร์มีความเสี่ยงน้อยกว่าเงินบาท ทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงในช่วงครึ่งปีหลัง
อีกทั้งปัญหาเรื่องภาษีจะยังไม่หมดไป เนื่องจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะหันมาใช้ เซคชั่น 122 ซึ่งเป็นมาตรการชั่วคราวระยะ 150 วัน พร้อมผลักดันให้เป็นกฎหมายถาวร รวมถึงใช้เซคชั่น 301 กับสินค้านำเข้าจากจีน ส่งผลให้เกิดการไหลบ่าของสินค้ามายังประเทศไทย เกิดแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงเป็นปัจจัยลบต่อเศรษฐกิจ ทำให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าหลังจากนี้
ด้านปัจจัยในประเทศ ปัจจุบันความเชื่อมั่นในเสถียรภาพของรัฐบาลและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อาจส่งผลบวกต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน ให้เข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้นในช่วงไตรมาสแรก ประกอบกับการเร่งตัวขึ้นของราคาทองคำในช่วงที่ผ่านมา ยิ่งเสริมเงินบาทให้แข็งค่า
แต่มองว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะไม่ใช้การแข่งขันทางค่าเงินเพื่อทำให้ค่าเงินบาทอ่อนลง แต่จะเป็นการเข้าไปแก้ปัญหาเฉพาะจุด ในแต่ละปัจจัยที่ทำให้ค่าเงินบาทมีความผันผวนเช่น การควบคุมปริมาณการซื้อขายทองคำหรือการลงทุนอื่น ๆ และทำให้เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงได้ในช่วงครึ่งปีหลัง
ทั้งนี้ คาดการณ์ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนลงตามเสถียรภาพทางการเงินที่มีมากขึ้น ณ สิ้นปี 2569 อยู่ที่ราว 32.8บาท จากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ โดยทั้งปี 2569 คาดว่า ธปท. จะคงอัตราดอกเบี้ยที่ 1.25% เพื่อสำรองพื้นที่เชิงนโยบาย
ขณะที่ CIMBT คาดการณ์จีดีพีของประเทศไทยขยับขึ้นเล็กน้อย มองว่าจีดีพีปี 2569 จะอยู่ที่ 2.1% เพิ่มขึ้นจากเดิม 1.6% จากความเชื่อมั่นและตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4 ปี 2568 โตสูงกว่าคาด โดยจะเห็นสัญญาณฟื้นตัวที่ชัดเจนได้ในช่วงครึ่งปีหลังหากการจัดตั้งรัฐบาลและการเบิกจ่ายภาครัฐเป็นไปอย่างราบรื่น
อย่างไรก็ดี มองว่าพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศไทยยังอ่อนแรงต้องการกระตุ้นและการแก้ไขเชิงโครงสร้าง มาตรการ "เท็นพลัส" ของภูมิใจไทยเน้นเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าระยะสั้นถึงกลาง กล่าวคือปัญหาปากท้อง กำลังซื้อภาคครัวเรือน และช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME เป็นหลัก
แต่ในระยะยาวเศรษฐกิจไทยยังต้องเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่าง ปัญหาธรรมาภิบาลและการทุจริต รวมไปถึงผ่อนคลายกฎระเบียบเพื่อดึงดูดการลงทุน ส่งเสริมการจ้างงาน และเดินหน้าทำสัญญาเขตการค้าเสรีหรือเอฟทีเอ
ดร.นงนุช ตันติสันติวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารกลุ่มงาน Enterprise Risk and Infrastructure สายงานบริหารความเสี่ยง ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังขาดดุลทางด้านการค้า และเงินเฟ้อเองก็มีทิศทางเพิ่มขึ้นกลับสู่ระดับเดียวกันก่อนหน้านี้ ทำให้คาดว่าในอนาคตเงินบาทไทยจะมีทิศทางอ่อนค่าเป็นไปตามประมาณการณ์ที่32-33บาทต่อดอลลาร์ จากเศรษฐกิจภายในประเทศที่ชะลอตัวลงโดยเฉพาะภาคการส่งออกและภาคการท่องเที่ยว
ถึงแม้ว่าหลังการเลือกตั้งนักลงทุนส่วนใหญ่จะมีมุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทย แต่ในภาพรวมแล้วยังมองว่ามีความเปราะบางสูง เนื่องจากหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูงที่ 80% แม้ในระยะหลังปริมาณหนี้เสียธนาคารพาณิชย์จะมีการปรับลดลงจากความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ แต่หนี้นอกเหนือธนาคารพาณิชย์ยังมีแนวโน้มเติบโต
หนี้เอกชนสูงขึ้นแม้สินเชื่อไม่ได้เติบโต จากการเปลี่ยนมาออกหุ้นกู้จำนวนมาก โดยหุ้นกู้เอกชนเพิ่มขึ้นกว่า 33% ในระยะ 6 ปี ทำให้สัดส่วนหนี้เอกชนต่อจีดีพีอยู่ในระดับ 70%
ขณะเดียวกันหนี้ภาครัฐก็ยังมีความเสี่ยง แม้รัฐบาลจะมีความเข้มงวดเรื่องของวินัยการคลัง แต่หากการเติบโตของเศรษฐกิจไทยยังต่ำ สัดส่วนหนี้สาธารณะก็อาจสูงขึ้นและแตะเพดานได้ในปี 2570





