เคเคพี เปิดยุทธศาสตร์แบงก์ ชูโมเดล‘เก้าอี้4ขา’เน้นรักษาสมดุล ‘แบงก์’ ยุคความเสี่ยงระดับสูง
วางหมากลุยธุรกิจ “เวลธ์-ดิจิทัล-สินทรัพย์มือสอง”
“กัมพล จันทวิบูลย์” กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร หรือ KKP กล่าวว่าภายใต้ความเสี่ยงความท้าทายสูงขึ้น การดำเนินธุรกิจของภาคธนาคารอาจต้องหันมามุ่งรักษาความสามารถทำกำไรผ่านการบริหารคุณภาพเครดิตเป็นหลัก
ควบคู่กับการเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียม การบริหารเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และการสร้างเครื่องยนต์รายได้ใหม่ ๆ โดยเฉพาะธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) และแพลตฟอร์มดิจิทัล
เหล่านี้คือ ภาพใหญ่ของอุตสาหกรรมธนาคารที่กำลังเปลี่ยนภาพ เปลี่ยนโครงสร้างชัดเจน จากเดิมที่มองว่าภาคธนาคารเสมือนเป็นหุ้นเติบโต หรือ Growth Stock
แต่วันนี้หลายธนาคารหันมาเน้นการเป็นธุรกิจที่สร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอผ่านเงินปันผลสูงและการซื้อหุ้นคืนเป็นหลัก การบริหารส่วนเกินเงินทุนจึงถูกนำมาใช้สร้างผลตอบแทนผู้ถือหุ้นโดยตรง ผ่านการจ่ายปันผลและการซื้อหุ้นคืน เพราะธนาคารมองว่าการเร่งปล่อยสินเชื่อโดยไม่คุมความเสี่ยงอาจกระทบเสถียรภาพระบบการเงินในวงกว้าง
“แม้พอร์ตสินเชื่อโดยรวมของเราอาจทรงตัวหรือหดตัวเล็กน้อย แต่กำไรยังอยู่ในระดับที่ดี เนื่องจากคุณภาพเครดิตดีขึ้น ส่งผลให้ภาระการตั้งสำรองลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนการให้ความสำคัญกับความยั่งยืนของกำไรมากกว่าการขยายสินทรัพย์เชิงรุก”
ทั้งนี้ มองว่าหากเปรียบธุรกิจธนาคารเสมือน “เก้าอี้สี่ขา” ที่ต้องรักษาสมดุลระหว่าง สังคม ผู้ถือหุ้น ลูกค้า และพนักงาน หากขาดด้านใดด้านหนึ่ง
โดยเฉพาะการเร่งสินเชื่อจนเกิดหนี้เสียสูง ย่อมกระทบความเชื่อมั่นของผู้ฝากเงิน ซึ่งถือเป็นหัวใจของระบบธนาคาร เหล่านี้สะท้อนการเติบโตแบบระมัดระวังที่ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพระยะยาวมากกว่าการขยายตัวระยะสั้น
โดยมาจากการรักษาสมดุลทั้ง 4 ด้าน 1.การบริหารสินทรัพย์และหนี้สินให้สอดคล้องกัน 2.การบริหารความเสี่ยงเครดิตอย่างเข้มงวด 3.การเพิ่มรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยและสุดท้ายคือ 4.การบริหารเงินทุนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ดังนั้น ภายใต้เศรษฐกิจที่มองว่าเป็นลักษณะ K-Shape ที่มีความแตกต่างของกำลังซื้ออย่างชัดเจน และภายใต้กลยุทธ์ของธนาคารที่มุ่งไปสู่กลุ่มที่มีคุณภาพและเครื่องยนต์ในการสร้างรายได้มากขึ้น ทำให้ธนาคารต้องมุ่งไปสู่กลุ่มรายได้สูงยังคงสะสมความมั่งคั่งต่อเนื่อง
ภายใต้กลยุทธ์นี้ทำให้ธุรกิจ Wealth Management กลายเป็น “Growth Engine” สำคัญของธนาคาร สอดคล้องกับแนวโน้มปีที่ผ่านมาที่รายได้ของหลายธนาคารเติบโตจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่งเป็นหลัก
โดยการขยายฐานลูกค้าใหม่ ๆ ในกลุ่มนี้ธนาคารได้เจาะเซกเมนต์ใหม่ที่เรียกว่า “Edge” แบ่งเป็น Mass Affluent สินทรัพย์ 2-10 ล้านบาท และ Upper Affluent สินทรัพย์ 10-50 ล้านบาท กลุ่มนี้ถูกมองว่าเป็นช่องว่างสำคัญระหว่างลูกค้าทั่วไปกับกลุ่มมหาเศรษฐี และมีศักยภาพเติบโตสูงในระยะยาว
อีกแกนยุทธศาสตร์สำคัญคือ การยกระดับบริการสู่รูปแบบ Hybrid หรือ Online-to-Offline เพื่อลดต้นทุนต่อการให้บริการ เพราะการพึ่งพาพนักงาน RM เพียงอย่างเดียวไม่สามารถรองรับลูกค้าจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีต้นทุนสูง
ธนาคารจึงพัฒนาระบบนัดหมายผ่านแอปพลิเคชันให้ลูกค้าสามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญผ่านวิดีโอคอลได้ โมเดลนี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานได้ถึง 5 เท่า เพราะลดเวลาเดินทางและเพิ่มเวลาการให้คำปรึกษาเชิงลึก อีกทั้งยังช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงบริการ Advisory ได้สะดวกขึ้น
“Wealth Management จะเป็นเครื่องยนต์หลักของเรา แต่การแข่งขันก็รุนแรงขึ้นทุกปี คู่แข่งเกือบทุกรายหันมาโฟกัสลูกค้ากลุ่มเดียวกัน ความท้าทายสำคัญจึงอยู่ที่การแย่งชิง RM คุณภาพ ซึ่งมีต้นทุนสูง การสร้างแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ให้ประสบการณ์ระดับพรีเมียม การขยายบริการให้ลูกค้าจำนวนมากโดยต้นทุนไม่เพิ่มตาม หากธนาคารไม่สามารถยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานได้ อาจกระทบเป้าหมาย ROE ระยะยาวที่ 10-11%”
ในฝั่งลูกค้ารายย่อย ธนาคารปักหมุดโดยวางแอปพลิเคชัน Dime เพื่อเน้นเจาะคนรุ่นใหม่ที่ต้องการลงทุนต่างประเทศ เนื่องจากที่ผ่านมาประสบความสำเร็จอย่างมากในการเข้าถึงคนรุ่นใหม่ผ่านแอป Dime โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z และ Gen Y ที่สนใจการลงทุนในหุ้นต่างประเทศ
จากพฤติกรรมผู้ใช้งานสะท้อนเทรนด์การลงทุนระดับโลกที่มุ่งสู่ตลาดที่มีประสิทธิภาพสูง
โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ผู้บริหารมองว่าในอนาคตบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่จะเลือกจดทะเบียนในตลาดหลักเพียงแห่งเดียว เช่น NASDAQ หรือ S&P 500 เพื่อเข้าถึงนักลงทุนทั่วโลก ธนาคารยังมีแผนนำ AI มาช่วยสรุปบทวิเคราะห์การลงทุน เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงข้อมูลที่ซับซ้อนได้ง่ายขึ้น ลดอุปสรรคของรายย่อยในการตัดสินใจลงทุน
สำหรับพอร์ตสินเชื่อรถยนต์ ธนาคารเลือกแนวทาง “รักษาขนาดพอร์ต” มากกว่าการเร่งเติบโต แม้คุณภาพสินเชื่อเริ่มดีขึ้น ข้อมูลตลาดสะท้อนว่ายอดขายรถยนต์ไทยลดลงต่อเนื่องจากอดีตระดับกว่า 1 ล้านคัน เหลือราว 5-6 แสนคันต่อปี ส่วนหนึ่งมาจากระบบขนส่งสาธารณะที่พัฒนาขึ้น
โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ที่ธนาคารเริ่มกลับมารุกสินเชื่อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) มากขึ้น แต่ใช้แนวทาง Selective อย่างเข้มงวด โดยจะพิจารณาเฉพาะบางแบรนด์ บางรุ่นและบางกลุ่มลูกค้าเพื่อลดความเสี่ยงด้านราคาตกแรง
ปัจจุบันพอร์ตสินเชื่อรถยนต์อยู่ที่ประมาณ 1.4 แสนล้านบาท แบ่งเป็นรถมือสอง 60% และรถใหม่ 40% สะท้อนจุดแข็งดั้งเดิมของธนาคารในตลาดรถใช้แล้ว
ในฝั่งสินเชื่อที่อยู่อาศัย ธนาคารมองว่าดีมานด์บ้านใหม่ชะลอตัว จึงหันมาโฟกัสตลาดบ้านมือสองมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการอยู่อาศัยในเมือง ใกล้ที่ทำงาน
โดยเตรียมเปิดตัวแพลตฟอร์ม “KKP Propify” ที่ออกแบบมาแก้ pain point ของผู้ซื้อบ้าน โดยสามารถค้นหาทรัพย์ ประเมินราคา และรู้ผล Pre-approve ได้ล่วงหน้า ปัจจุบันธนาคารมีบ้านมือสองในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลราว 3,000-4,000 หลัง และตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งตลาดบ้านมือสองจากต่ำกว่า 1% เป็น 5% จากพอร์ตสินเชื่อบ้านรวมราว 5-5.5 หมื่นล้านบาท
“ความเสี่ยงที่ต้องจับตาคือมูลค่าหลักประกันโดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเผชิญการแข่งขันด้านราคาสูง หากราคารถใหม่ลดแรง อาจกระทบราคามือสองและเพิ่มความเสี่ยงลูกค้าทิ้งหนี้ ขณะเดียวกัน โครงสร้างประชากรไทยที่เข้าสู่สังคมสูงวัยและอัตราการเกิดลดลง จะกดดีมานด์สินเชื่อบ้านและรถในระยะยาวทำให้การรักษาพอร์ตให้ไม่หดกลายเป็นโจทย์ยากเทียบเท่าการเติบโตในอดีต”





