สถานการณ์การค้าโลกกลับมาตึงตัวอีกครั้งหลัง “โดนัลด์ ทรัมป์” ประกาศยกระดับมาตรการภาษีนำเข้าทั่วโลกขึ้นเป็น 15% เพียงหนึ่งวันหลังจากเริ่มใช้ Global Tariff ที่ 10% กับหลายประเทศทั่วโลก
ท่ามกลางศาลฎีกาสหรัฐมีคำพิพากษาเสียงข้างมากวินิจฉัยว่า กฎหมาย IEEPA ไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีประกาศจัดเก็บภาษีศุลกากรแบบฝ่ายเดียว พร้อมย้ำชัดว่าอำนาจด้านภาษีเป็นสิทธิขาดของสภาคองเกรสตามรัฐธรรมนูญ
นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า การประกาศปรับขึ้นภาษีรอบใหม่ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ต่อทั่วโลกที่ระดับ 15% แม้ในเชิงกฎหมายกำแพงภาษี (Tariff) อาจถูกมองว่ามีประเด็นเรื่องความชอบด้วยกฎหมาย สะท้อนว่าความเสี่ยงที่แท้จริงของระบบการค้าโลกยังไม่ได้ลดลง
เหตุผลสำคัญ คือ ประธานาธิบดีสหรัฐ ยังมีเครื่องมือทางกฎหมายและมาตราอื่นๆ อีกจำนวนมากที่สามารถนำมาใช้ได้ หากไม่สามารถเดินหน้ามาตรการ Reciprocal Tariff ได้ตามเป้าหมายเดิม ก็ยังมีแนวทางเรียกเก็บภาษีในระดับ 10-15% แทนได้
“หากสุดท้ายสหรัฐเก็บภาษีเพียง 10-15% จริง ผลกระทบต่อผลประโยชน์ของไทยอาจไม่รุนแรงมากนัก แต่สิ่งที่ต้องกังวลมากกว่า คือ มาตรการอื่นที่ทรัมป์เตรียมไว้รองรับ ซึ่งอาจสร้างความผันผวนให้ตลาดและภาคอุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญ”
- ชี้ “Front-loading”ทำส่งออกแผ่ว
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวล ในช่วงที่ผ่านมาเกิดปรากฏการณ์ “Front-loading” หรือการเร่งส่งออกล่วงหน้าตั้งแต่ปีที่แล้วเพื่อหลีกเลี่ยงความไม่แน่นอนด้านภาษี ส่งผลให้ตัวเลขส่งออกในปีนี้มีแนวโน้มค่อยๆแผ่วลง
ซึ่งหากท้ายที่สุดมาตรการ Reciprocal Tariff ไม่สามารถนำมาใช้ได้จริง ก็อาจช่วยลดความไม่แน่นอนในตลาดลงได้บางส่วน แต่ก็ยังต้องติดตามว่าทรัมป์จะหันไปใช้ “ภาษีสากล” (Universal Tariff) แทนหรือไม่ ซึ่งยังต้องรอรายละเอียดและคำตัดสินทางกฎหมายเพิ่มเติม
นอกจากนี้ ที่ต้องจับตา คือ ความสับสนในระบบภาษีของสหรัฐที่เริ่มทวีความรุนแรงขึ้น หลังบริษัทสัญชาติอเมริกันออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลคืนภาษีทั้งหมดที่เคยเรียกเก็บไป
โดยมองว่าเรื่อง Tariff Refund จะสร้างความวุ่นวายอย่างมากต่อทิศทางนโยบาย เพราะยังไม่ชัดเจนว่ามาตรการภาษีเหล่านี้จะยุติลงหรือไม่
นอกจากนี้ ยังมีคำถามสำคัญว่ามาตรการภาษีที่ประกาศออกมาใหม่จะมีกรอบเวลาจำกัดหรือไม่ และในอนาคตทรัมป์จะสามารถขยับเพดานขึ้นเป็น 20% ได้หรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามเชิงกฎหมายอย่างใกล้ชิด
“ในมิติการแข่งขัน โครงสร้างภาษีเดิมมีความเหลื่อมล้ำสูง บางประเทศถูกเก็บเพียง10% ขณะที่บางประเทศโดนถึง 25% ทำให้เกิดการเก็งกำไรจากส่วนต่าง หากสหรัฐหันมาใช้ Universal Tariff ที่เก็บอัตราเท่ากันทุกประเทศน่าจะเป็นผลดีกับประเทศไทยมากกว่าเพราะทำให้สนามแข่งขันเท่าเทียมขึ้น และไทยไม่เสียเปรียบจากโครงสร้างภาษีที่แตกต่างกัน”
- เตือนโลกการค้ายังเสี่ยงสูง
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ประเมินว่า หลายประเทศอาจมองว่าสถานการณ์จะดีขึ้นหลังศาลสูงสหรัฐตัดสินว่าประธานาธิบดีใช้อำนาจเกินขอบเขตตามกฎหมาย IEEPA
แต่ในความเป็นจริงอาจต้องคิดใหม่ เพราะล่าสุดผู้นำสหรัฐได้ประกาศเริ่มกระบวนการเปลี่ยนผ่านไปสู่โครงสร้างภาษีใหม่ภายใต้กฎหมายอื่นที่มีอยู่ และเมื่อการปรับโครงสร้างภาษีเสร็จสิ้น รายได้ภาษีที่สหรัฐจัดเก็บได้อาจสูงกว่าปัจจุบัน แม้ประเทศหรือภาคธุรกิจที่รับภาระจะเปลี่ยนไป แต่เมื่อรวมกันแล้ว ภาระของระบบการค้าโลกมีแนวโน้มหนักขึ้น
ทั้งนี้ หลังถูกศาลสูงปฏิเสธฝ่ายสหรัฐได้ตอบโต้ทันที โดยเริ่มใช้มาตรา 122 ของ Trade Act 1974 ขึ้น Global Tariff ที่ 10% และเมื่อสถานการณ์เริ่มทรงตัว ก็ยกระดับเป็น 15% ซึ่งเป็นเพดานสูงสุดตามอำนาจกฎหมายรอบนี้ และใช้ได้ 150 วัน ระหว่างเตรียมมาตรการอื่น
สถานการณ์นี้เป็นเพียง “หมัดหนึ่ง หมัดสอง” ก็ทำให้หลายประเทศเริ่มได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะประเทศที่เคยอยู่ในกลุ่ม 10% เช่น สิงคโปร์ ที่เคยได้เปรียบจากอัตราต่ำสุด แต่รอบ 15% จะเผชิญแรงกดดันมากขึ้น ขณะเดียวกัน อังกฤษที่เคยได้ดีล Reciprocal Tariffs ก็จะลำบากขึ้น ส่วนยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีจะกลับไปจุดเดิม ขณะที่ไทยและอาเซียนที่เคยอยู่ระดับ 19-20% ถือว่าใกล้เคียงเดิม
ดังนั้นสิ่งที่น่ากังวลที่สุด คือ มาตรการที่เห็นอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น และมีความเป็นไปได้สูงที่จะมีมาตรการเพิ่มเติมตามมาอีกหลายระลอก เนื่องจากความเห็นของผู้พิพากษาศาลสูง Brett Kavanaugh ที่ระบุว่า แม้จะไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินของศาล แต่คำตัดสินครั้งนี้อาจไม่ได้จำกัดอำนาจประธานาธิบดีอย่างมีนัยสำคัญ
เพราะยังมีกฎหมายกลางอีกหลายฉบับรองรับ ดังนั้นแม้การใช้กฎหมายเหล่านี้อาจยากขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่น่าจะเป็นอุปสรรคใหญ่สำหรับทีมของผู้นำสหรัฐ
- คำตัดสินศาลไม่ใช่จุดจบสงครามการค้า
ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า การปรับขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลกเป็น 15% จาก 10% แม้ดูเหมือนยกระดับ แต่ในสาระสำคัญยังไม่เปลี่ยนมาก เนื่องจากมาตรการนี้ยังติดข้อจำกัดสำคัญ
คือ ขึ้นได้สูงสุดเพียง 15% และใช้ได้เพียง 150 วัน อีกทั้งเหตุผลทางกฎหมายที่ใช้อ้างอิงยังเสี่ยงถูกโต้แย้ง เพราะเป็นการใช้เพื่อแก้ balance of payments crisis ซึ่งสหรัฐ ยังไม่ได้เผชิญ มีเพียง trade deficit ที่ยืดเยื้อ และมองว่าการขึ้นภาษีทั่วโลกเกิดขึ้นหลังศาลฎีกาสหรัฐฯ มีมติ 6 ต่อ 3 ว่ประธานาธิบดีไม่มีอำนาจใช้กฎหมาย IEEPA ขึ้นภาษีแบบครอบคลุม
ดังนั้นไม่ควรตีความว่านี่คือจุดสิ้นสุดของสงครามการค้า เพราะอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความไม่แน่นอนระลอกใหม่ที่ไทยต้องเตรียมรับมือ
ในด้านบวกคำตัดสินของศาลทำให้สินค้าไทยรอดจากภาษีต่างตอบแทนระดับ 19% ชั่วคราว ส่งผลให้หลายอุตสาหกรรมยังพอประคองตัวได้ ทั้งยานยนต์ ยาง และอิเล็กทรอนิกส์ แต่เชื่อว่าสหรัฐไม่ได้ถอยจริงเพราะผู้นำสหรัฐส่งสัญญาณชัดว่าจะใช้เครื่องมือกฎหมายอื่น เช่น Section 122, 232 และ 301 ซึ่งยังมีผลอยู่
“ความเสี่ยงสำคัญที่สุดของไทยรอบนี้ไม่ใช่ระดับภาษี แต่คือความไม่แน่นอนของกติกาการค้าโลก นักลงทุนต่างชาติที่เคยวางแผนย้ายฐานจากจีนมาไทยตามยุทธศาสตร์ China Plus One อาจชะลอการตัดสินใจและเลือก wait and see ในช่วง 3-6 เดือนข้างหน้า ผลคือ FDI มีแนวโน้มชะลอ ซึ่งจะกระทบศักยภาพการเติบโตระยะยาวของไทย โดยเฉพาะภาคการผลิต”
อีกความเสี่ยงคือ สินค้าจีนอาจทะลักเข้าสู่อาเซียนรวมถึงไทยมากขึ้น เพราะแม้สหรัฐ ระงับภาษีบางส่วน แต่ภาษีรายสินค้าต่อจีนยังอยู่ครบ หากสถานการณ์เกิดขึ้นจริง ผู้ประกอบการไทยจะเผชิญการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงจากสินค้าจีนราคาถูก ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะดัมป์ตลาดและกระทบความสามารถแข่งขันในระยะต่อไป





