ทำธุรกิจ เปิดร้านหมูกระทะ ไม่ว่าจะเปิดเล็ก หรือ เปิดใหญ่ ก็ต้องเข้าใจเรื่องภาษี หากไม่เข้าใจตั้งแต่ต้น อาจกลายเป็นภาระก้อนใหญ่ในอนาคตโดยไม่รู้ตัว
ร้านหมูกระทะเป็นหนึ่งในธุรกิจอาหารที่ได้รับความนิยมสูง เปิดง่ายลูกค้าเข้าร้านต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงเย็นถึงกลางคืน หลายร้านเริ่มจากร้านเล็กๆ ใช้เงินลงทุนไม่มาก เจ้าของลงมือทำเองทุกขั้นตอน ตั้งแต่เลือกวัตถุดิบ ยืนย่าง ไปจนถึงคิดเงินหน้าร้าน
สิ่งที่มักถูกมองข้ามในช่วงเริ่มต้นคือ “เรื่องภาษี” เพราะหลายคนคิดว่าร้านยังไม่ใหญ่ รายได้ยังไม่มาก หรือยังไม่เป็นบริษัท คงไม่ต้องจัดการอะไรซับซ้อน แต่ในความเป็นจริง ภาษีเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเจ้าของร้านหมูกระทะมากกว่าที่คิด และหากไม่เข้าใจตั้งแต่ต้น อาจกลายเป็นภาระก้อนใหญ่ในอนาคตโดยไม่รู้ตัว
ร้านหมูกระทะ มีหน้าที่เสียภาษีตั้งแต่เมื่อไหร่
หลักสำคัญคือ เมื่อมีรายได้ ก็มีหน้าที่ทางภาษี ไม่ว่าร้านจะเล็กหรือใหญ่ ไม่ว่าจะเปิดในนามบุคคลธรรมดาหรือบริษัทก็ตาม ทันทีที่เริ่มขายอาหารและมีรายได้เข้ามา เจ้าของร้านต้องเริ่มคิดถึงการยื่นภาษีอย่างถูกต้อง
หลายร้านเข้าใจผิดว่าต้องรอให้กำไรถึงระดับหนึ่งก่อนถึงจะเสียภาษี แต่สรรพากรพิจารณาจาก “รายได้” เป็นหลัก ไม่ได้ดูจากความรู้สึกว่าร้านยังเล็กหรือยังไม่คุ้มทุน
รูปแบบการเปิดร้าน มีผลกับภาษีอย่างไร
ร้านหมูกระทะสามารถเปิดได้ 2 รูปแบบหลักๆ คือ
1. เปิดในนามบุคคลธรรมดา เป็นรูปแบบที่พบมากที่สุด เหมาะกับร้านขนาดเล็กถึงกลาง รายได้จากการขายหมูกระทะจะถือเป็นเงินได้ตามกฎหมาย ต้องนำรายได้ทั้งปีไปคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และยื่นแบบ ภ.ง.ด.90
2. เปิดในนามนิติบุคคล เช่น บริษัทหรือห้างหุ้นส่วน เหมาะกับร้านที่มีแผนขยายกิจการ มีหลายสาขา หรือมีหุ้นส่วนหลายคน รายได้ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล และต้องจัดทำบัญชี งบการเงินอย่างเป็นระบบ
ดังนั้นการเลือกรูปแบบตั้งแต่ต้นมีผลต่อการวางแผนภาษีในระยะยาว เจ้าของร้านควรพิจารณาให้เหมาะกับขนาดธุรกิจ
รายได้ร้านหมูกระทะ ต้องนับอะไรบ้าง
รายได้ของร้านหมูกระทะ ไม่ได้ดูแค่เงินที่เหลือหลังหักค่าใช้จ่าย แต่ต้องนับจาก ยอดขายทั้งหมด
ไม่ว่าจะเป็น
- ค่าอาหารบุฟเฟต์
- ค่าอาหารแบบสั่งเป็นจาน
- ค่าเครื่องดื่ม
- ค่าเปิดเตา หรือค่าบริการอื่น ๆ
ไม่ว่าลูกค้าจะจ่ายเป็นเงินสด โอนเงิน หรือสแกนจ่าย ล้วนถือเป็นรายได้ทั้งหมด ซึ่งต้องนำมาคำนวณภาษีครบถ้วน
ภาษีที่ร้านหมูกระทะต้องเกี่ยวข้อง
ร้านหมูกระทะมักเกี่ยวข้องกับภาษีหลักๆ ดังนี้
1. ภาษีเงินได้ เป็นภาษีพื้นฐานที่ทุกร้านต้องเจอ นำรายได้ทั้งปีมาหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน แล้วคำนวณภาษีตามอัตราที่กฎหมายกำหนด
2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หากรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ร้านต้องจดทะเบียน VAT และเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% จากลูกค้า เมื่อจด VAT แล้ว ต้องยื่นแบบภาษีทุกเดือน แม้เดือนนั้นจะไม่มีรายได้ก็ตาม
3. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย กรณีร้านมีการจ้างบริการ เช่น ช่างซ่อมอุปกรณ์ จ้างทำป้ายร้าน จ้างบริการต่างๆ ร้านอาจมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งสรรพากร ซึ่งหลายร้านมักมองข้ามจุดนี้
ค่าใช้จ่ายอะไรบ้างที่ร้านหมูกระทะหักภาษีได้
ข้อดีของร้านหมูกระทะคือ มีค่าใช้จ่ายที่สามารถนำมาหักภาษีได้จำนวนมาก เช่น
- ค่าวัตถุดิบ หมู ผัก น้ำจิ้ม
- ค่าเช่าพื้นที่
- ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ ค่าแก๊ส
- ค่าแรงพนักงาน
- ค่าอุปกรณ์ โต๊ะ เตา จาน ชาม
- ค่าโฆษณาและโปรโมทร้าน
อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ต้องมี เอกสารประกอบ เช่น ใบเสร็จ หรือหลักฐานการจ่ายเงิน หากไม่มีเอกสาร สรรพากรอาจไม่ยอมรับเป็นค่าใช้จ่าย
เลือกหักค่าใช้จ่ายแบบไหนดี
บุคคลธรรมดาสามารถเลือกได้ 2 วิธี
- หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาจ่าย สะดวก ไม่ต้องใช้เอกสารมาก
- หักค่าใช้จ่ายตามจริง เหมาะกับร้านที่ต้นทุนสูง
ร้านหมูกระทะส่วนใหญ่มักมีต้นทุนวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายจำนวนมาก การหักค่าใช้จ่ายตามจริงจึงช่วยลดภาษีได้ดีกว่า แต่ต้องจัดการเอกสารให้เป็นระบบ
ปัญหาที่เจ้าของร้านหมูกระทะพบบ่อย
• ไม่แยกบัญชีร้านกับบัญชีส่วนตัว
• ไม่บันทึกรายรับรายจ่ายอย่างสม่ำเสมอ
• รายได้เกินเกณฑ์ VAT แต่ไม่รู้ตัว
• ยื่นภาษีล่าช้า หรือยื่นไม่ครบ
ปัญหาเหล่านี้อาจนำไปสู่ค่าปรับ เบี้ยปรับ และดอกเบี้ย ซึ่งสามารถหลีกเลี่ยงได้ หากวางแผนตั้งแต่แรก
สรุป ภาษีร้านหมูกระทะไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่เรื่องที่ควรปล่อยผ่าน แม้ร้านจะยังเล็กหรือเพิ่งเริ่มต้น หากเจ้าของร้านเข้าใจพื้นฐานภาษี แยกบัญชีให้ชัด บันทึกรายรับรายจ่ายอย่างเป็นระบบ และยื่นภาษีให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น จะช่วยลดความเสี่ยงในอนาคตได้อย่างมาก
ธุรกิจหมูกระทะที่เติบโตอย่างมั่นคง ไม่ได้อาศัยแค่รสชาติอาหารหรือจำนวนลูกค้าเท่านั้น แต่ต้องมีการจัดการหลังบ้านที่ดีโดยเฉพาะเรื่องภาษี เพราะเมื่อพื้นฐานแข็งแรงธุรกิจก็พร้อมขยายต่อได้อย่างสบายใจและยั่งยืนในระยะยาว
อ่านบทความน่ารู้เกี่ยวกับภาษี เพิ่มเติม คลิกที่นี่
Source : Inflow Accounting





