ธปท. ยันกำกับเข้มข้นเชิงรุกกรณี “กัลฟ์” ถือหุ้น “กสิกรไทย” แจงความต่างของเกณฑ์ ชี้สัดส่วนไม่ถึง 10% กางกฎเหล็ก “ผู้ถือหุ้นรายใหญ่” สั่งแบงก์คุมเข้มธุรกรรม-ป้องกันเอื้อประโยชน์ ตลท. มั่นใจ “กัลฟ์” แจงข้อมูลต่างๆ ชัดแล้ว
กรณีการถือหุ้นของ บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) ในธนาคารกสิกรไทย (KBANK) เกิน 10% ตามเกณฑ์คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
แม้ในมุมธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะยังไม่เกินเกณฑ์กำหนดที่ 10% ก็ตาม ประเด็นนี้กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจกว้างขวาง และเริ่มเป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถามจากสังคมว่า การเข้ามาของ GULF ครั้งนี้ อาจมากกว่าการเข้ามาเพื่อหวังเพื่อหาผลตอบแทนผ่านปันผล หรือมากกว่าเข้ามาลงทุนปกติหรือไม่
นายสมชาย เลิศลาภวศิน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า กรณีการถือหุ้นของ GULF ในกสิกรไทย หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ การนับรวมหุ้นซื้อคืน หรือ Treasury Stock ในฐานการคำนวณสัดส่วนถือหุ้น ทำให้ตามเกณฑ์ GULF ยังถือหุ้นในกสิกรไทยไม่เกิน 10% ต่างจากเกณฑ์ ก.ล.ต. ปัจจุบันพบ GULF ถือหุ้นในกสิกรไทยที่ 9.96%
ทั้งนี้ เมื่อผู้ลงทุนถือหุ้นเกิน 5% ของหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด จะถือว่าเป็น “ผู้ถือหุ้นรายใหญ่” และเข้าสู่กระบวนการกำกับดูแลเชิงรุกทันที โดยผู้ถือหุ้นต้องรายงานวัตถุประสงค์ลงทุน แผนการถือหุ้น และแนวโน้มเพิ่มหรือลดสัดส่วนในอนาคต เพื่อให้ ธปท. ประเมินความเหมาะสม และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างรอบคอบ
นอกจากภาระการรายงานแล้ว ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ยังอยู่ภายใต้ข้อจำกัดด้านธุรกรรมกับสถาบันการเงินที่ตนถือหุ้นอยู่
โดยเฉพาะธุรกรรมสินเชื่อ หากผู้ถือหุ้นรายใหญ่หรือบริษัทในกลุ่มประสงค์จะกู้เงินจากธนาคารดังกล่าว ต้องได้รับอนุมัติเป็นเอกฉันท์จากบอร์ดของธนาคาร และต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์วงเงินที่กฎหมายกำหนด เพื่อป้องกันการเอื้อประโยชน์เกินควร
ทั้งนี้ ต้องยึดตามหลักการสำคัญคือ ทำธุรกรรมต้องอยู่บนพื้นฐาน “Arm’s Length Basis” ต้องมีระยะห่างทางธุรกิจกล่าวคือ เงื่อนไขต่างๆ ต้องไม่ดีกว่าที่ลูกค้าทั่วไปจะได้รับ สถาบันการเงินต้องพิจารณาความเสี่ยง และกำหนดเงื่อนไขเช่นเดียวกับบุคคลภายนอกทั่วไป เพื่อป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ และคุ้มครองผู้ฝากเงิน
“ธปท.ไม่ได้ดูเพียงตัวเลขหรือสัดส่วนการถือหุ้น แต่จริงๆ มีเกณฑ์กำกับดูแลอื่นๆ ที่เป็นสาระสำคัญ และเกี่ยวพันกันตั้งแต่ถือหุ้นเกิน 5% ขึ้นไป ในมุมสถาบันการเงินมองว่าเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่แล้ว ดังนั้น เมื่อถือหุ้นเกินเกณฑ์ 5% ต้องรายงาน ธปท. และต้องชี้แจง ธปท. ว่าถือหุ้นเพราะอะไร รวมไปถึงแผนการซื้อหุ้น หรือลดสัดส่วนในอนาคต ซึ่งเราก็จะติดตามดูเพื่อให้เข้าใจเจตนารมณ์ของผู้ถือหุ้น และผู้ถือหุ้นเองก็สามารถทราบเงื่อนไขด้วยว่าการเข้ามาถือหุ้น อาจกระทบสิทธิของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ด้วย หากเกิน 5% จะทำธุรกรรมอะไรกับสถาบันการเงิน เช่น กู้เงินต้องได้รับการอนุมัติเอกฉันท์จากบอร์ด นอกจากนั้น สถาบันการเงินนั้นก็ห้ามปล่อยสินเชื่อเกินกว่า 5% ของเงินกองทุนหรือ 25% ของหนี้สินรวมทั้งหมดของผู้ถือหุ้นรายใหญ่นั้นๆ จะเห็นว่าเกณฑ์กำกับเข้มข้นมาก”
ตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวถูกกำหนดขึ้นเพื่อป้องกันการครอบงำกิจการสถาบันการเงินโดยผู้ถือหุ้นรายใดรายหนึ่งโดยไม่มีการกำกับดูแลที่เหมาะสม และเป็นกลไกสำคัญในการลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่อาจไม่ปรากฏชัดในระยะสั้น แต่ส่งผลกระทบระยะยาว
นอกจากเรื่องสัดส่วนการถือหุ้นแล้ว ธปท. ยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับธรรมาภิบาล เนื่องจากบทเรียนจากวิกฤตการณ์ทางการเงินในอดีตทั้งในและต่างประเทศ มักมีรากเหง้ามาจากปัญหาธรรมาภิบาลที่อ่อนแอ ดังนั้น การกำกับดูแลผู้ถือหุ้นรายใหญ่จึงต้องควบคู่กับการกำกับดูแลคณะกรรมการ และฝ่ายบริหารของสถาบันการเงินอย่างเข้มงวด
ทั้งการแต่งตั้งกรรมการ และผู้บริหารระดับสูงที่ต้องพิจารณาอย่างเคร่งครัด ผ่านการตรวจสอบอย่างรัดกุม หรือหากกรรมการ ฯลฯ เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของตนเองหรือกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ต้องเปิดเผยต่อที่ประชุม และงดออกเสียงหรือไม่เข้าร่วมการพิจารณาในวาระนั้น เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างเคร่งครัด
ส่วนการถือหุ้นเกิน 10% บริษัทต้องยื่นขออนุญาตล่วงหน้าก่อนการข้ามเส้นดังกล่าว และโดยหลักการ ธปท. ไม่มีนโยบายผ่อนผันให้ถือหุ้นเกิน 10% เป็นการทั่วไป เพราะกฎหมายระบุชัดเจนกรณีผ่อนผันนั้น ต้องมีเหตุเฉพาะ เช่น กรณีมีเหตุจำเป็นต่อการเสริมสร้างความมั่นคงสถาบันการเงินแห่งนั้น ซึ่งวันนี้แบงก์เข้มแข็งก็ไม่มีเหตุในการเข้าไปถือหุ้นเพิ่ม
หรือเพื่อรักษาเสถียรภาพระบบการเงินโดยรวม และยังมีข้อยกเว้นในกรณีหน่วยงานรัฐที่เข้ามาถือหุ้นในลักษณะผู้ลงทุนแบบ Passive Investor ซึ่งไม่ได้มีบทบาทควบคุมหรือบริหารจัดการ
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลท. เปิดเผยว่า ความชัดเจนของข้อมูลเป็นหัวใจสำคัญในการลดความสับสนของนักลงทุน โดยที่ผ่านมา GULF ได้เน้นย้ำเรื่องการเฝ้าระวังความขัดแย้งทางผลประโยชน์อย่างเข้มงวด
อย่างไรก็ตาม ตลท. มองว่าการเปิดเผยข้อมูลสำหรับกลุ่มผู้ถือหุ้นที่ไม่มีตัวแทนในบอร์ดบริหารยังคงมีน้อย ซึ่งในส่วนของความโปร่งใสนั้น สำนักงาน ก.ล.ต. และ ธปท. จะเป็นผู้สอดส่องดูแลอย่างรัดกุมเพื่อให้มั่นใจว่าการลงทุนข้ามอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในครั้งนี้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลที่ดี
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





