วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

ศก.วิกฤติ ‘สินเชื่อ’ ติดลบยาว แบงก์ชาติ ชี้ ‘เอสเอ็มอี’ ทรุด 14 ไตรมาสติด ‘รายใหญ่’ ชะลอ

ศก.วิกฤติ ‘สินเชื่อ’ ติดลบยาว แบงก์ชาติ ชี้ ‘เอสเอ็มอี’ ทรุด 14 ไตรมาสติด ‘รายใหญ่’ ชะลอ

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังขยายตัวต่ำกว่า “ศักยภาพ” และ “ฟื้นตัว” อย่างไม่ทั่วถึง ภาพรวมระบบธนาคารพาณิชย์ไทยในไตรมาส 4 และตลอดปี 2568 ยังคงสะท้อนเสถียรภาพ และความมั่นคงในระดับที่แข็งแรงต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ภาพใหญ่ที่ดูมั่นคงนั้น ยังมี “จุดเปราะบาง” ที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ทั้งในด้านสภาพคล่องบางส่วนที่เริ่มตึงตัว และความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้บางกลุ่มที่ยังอ่อนแอ โดยเฉพาะในภาคเอสเอ็มอีและครัวเรือน

นายสุโชติ เปี่ยมชล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตรวจสอบแบบจำลองและวิเคราะห์ความเสี่ยงสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า สำหรับภาพรวมของระบบสถาบันการเงินในไตรมาสที่ 4 ปี และปี 2568 ภาพระบบธนาคารพาณิชย์ยังคงมีเสถียรภาพ และมีความมั่นคง ซึ่งเป็นทิศทางที่ต่อเนื่องมาจากไตรมาสก่อนหน้า

แต่อย่างไรก็ตามมีประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะภาวะสภาพคล่องที่ตึงตัวในบางจุดและความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้บางกลุ่มที่ยังมีความเปราะบาง
โดยเฉพาะความเปราะบางของลูกหนี้ในกลุ่ม SME และภาคครัวเรือน สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและเป็นการขยายตัวที่ยังไม่ทั่วถึง

ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาวที่เกิดจากขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่ลดลง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของประชาชนที่ชะลอตัวลงตามไปด้วย

ดังนั้น ธปท.และภาครัฐจึงได้ดำเนินมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดมาอย่างต่อเนื่องเพื่อบรรเทาภาระหนี้สินให้แก่ภาคธุรกิจและครัวเรือน

สินเชื่อติดลบทั้งระบบ“รายใหญ่-SME”

อย่างไรก็ตาม หากดูภาพรวมสถานการณ์ สินเชื่อ พบว่า สินเชื่อรวมระบบธนาคารพาณิชย์หดตัวเล็กน้อยที่ -1.1% ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่หดตัว -1.0% ปัจจัยหลักมาจากสินเชื่อกลุ่มเอสเอ็มอีและสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคที่ปรับลดลงต่อเนื่อง

โดยเฉพาะสินเชื่อเอสเอ็มอีที่พบว่า หดตัวติดต่อกันยาวนานถึง 14 ไตรมาสแล้ว ขณะที่ภาพรวมสินเชื่อทั้งหมดก็หดตัวต่อเนื่องกันมา 6 ไตรมาส

หากดูไส้ในสินเชื่อที่ติดลบ-1.1% มาจากสินเชื่อธุรกิจที่ติดลบต่อเนื่องมาอยู่ที่ -1% จากเดิมติดลบเพียง -0.5% และสินเชื่ออุปโภคบริโภคติดลบ -1.1% จาก -1.7% ทั้งนี้หากแยกรายธุรกิจ สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่มีการหดตัวเล็กน้อยที่ -0.2% จากขยายตัว 0.5% ในไตรมาสก่อนหน้า จากความต้องการใช้สินเชื่อที่ยังไม่มากนัก

ประกอบกับธุรกิจขนาดใหญ่บางส่วนเลือกที่จะระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ (หุ้นกู้) เพื่อนำเงินมาชำระคืนหนี้ธนาคารแทน โดยในไตรมาสที่ 4 นี้ พบว่าการออกหุ้นกู้มีการขยับตัวเพิ่มขึ้น 0.2% ซึ่งเป็นทางเลือกในการระดมทุนที่สอดคล้องกับสภาวะตลาด

แต่หากดูพอร์ตรายย่อย พบว่า มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นบางเซกเตอร์ เช่น สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่ขยายตัวได้ 0.7% ขณะที่สินเชื่อเช่าซื้อมีการปรับตัวจากที่เคยติดลบขึ้นมาเป็นบวกเล็กน้อยที่ 0.3% โดยสัญญาณเบื้องต้นสะท้อนว่าในบางพอร์ตเริ่มมีการฟื้นตัวตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

“แนวโน้มปี 2569 ทิสทางสินเชื่อจะขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก รวมถึงการส่งออกและการลงทุน แม้เครดิตริสก์จะยังสูง แต่ธนาคารส่วนใหญ่ก็เริ่มตั้งเป้าการเติบโตที่เป็นบวกให้เห็นบ้าง”

สำหรับโครงการ SME Credit Boost โดยตั้งเป้าหมายเติมเงินเข้าสู่ระบบประมาณ 1 แสนล้านบาทภายใน 2 ปี โดยโครงการนี้จะเน้นไปที่กลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพตามยุทธศาสตร์ “Reinvent Thailand” เช่น อุตสาหกรรมแปรรูปเกษตร ยานยนต์ ไฮเทคอิเล็กทรอนิกส์ และโลจิสติกส์ เพื่อช่วยให้ธุรกิจที่ปรับตัวได้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว

แบงก์ปรับโครงสร้าง80%ของพอร์ตที่มีปัญหา

สำหรับคุณภาพสินเชื่อ หรือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือ เอ็นพีแอล ภาพรวมที่ปรับดีขึ้น โดยปรับลดลงในเกือบทุกพอร์ต มาอยู่ที่ 2.84% จาก2.94% สัดส่วนหนี้เสียธุรกิจอยู่ที่ 2.68 %และสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคอยู่ 3.18%

การลดลงของหนี้เสียเป็นผลจากการบริหารจัดการหนี้ธนาคารพาณิชย์ช่วงสิ้นปี และการที่ลูกหนี้มีการชำระคืนหนี้ตามกำหนด

โดยเฉพาะ NPL ในกลุ่มรายย่อย เช่น สินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อส่วนบุคคล บัตรเครดิต และเช่าซื้อ ต่างปรับลดลงทั้งหมด

“สัญญาณการไหลลงสู่หนี้เสียเริ่มมีความนิ่งมากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่ธปท.ได้ดำเนินการไป นอกจากนี้ธปท.ยังพบว่าธนาคารมีการทำปรับโครงสร้างหนี้หรือTDRหรือการเข้าไปแก้ไขหนี้ตั้งแต่ลูกหนี้ยังไม่เสียก่อนเป็น NPL ในสัดส่วนที่สูงถึง80% ของพอร์ตที่มีปัญหา มาตรการเฉพาะจุดเหล่านี้ช่วยแก้ปัญหาเชิงระบบในวงกว้าง และช่วยให้สถาบันการเงินมีทรัพยากรไปดูแลลูกหนี้ได้อย่างทั่วถึงขึ้น”

สำหรับกลุ่มสินเชื่อที่เริ่มมีสัญญาณความเสี่ยง หรือ Stage 2 พบว่าในภาพรวมระดับยังทรงตัวในระดับสูง โดยกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ Stage 2 ปรับลดลง แต่กลุ่ม SME ยังคงมีการเพิ่มขึ้นเล็กน้อยอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ในพอร์ตครัวเรือนเริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวก โดยเฉพาะสินเชื่อเช่าซื้อที่ Stage 2 ลดลงจาก14% มาอยู่ที่ร้อยละ 13.3% และบัตรเครดิตลดลงจาก5% มาอยู่ที่ 4.4% สิ่งนี้สะท้อนว่ามาตรการปรับโครงสร้างหนี้เริ่มส่งผลให้ลูกหนี้กลุ่มที่เริ่มมีปัญหาสามารถกลับมาบริหารจัดการหนี้ได้ดีขึ้น

กำไรแบงก์ทั้งระบบลดลง

ในด้านผลประกอบการ ระบบธนาคารพาณิชย์มีกำไรสุทธิรวมอยู่ที่ประมาณ 5 แสนล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุสำคัญมาจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่หายไป

เนื่องจากการส่งผ่านอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงไปยังลูกหนี้ตามนโยบาย รวมถึงการหดตัวของฐานสินเชื่อ นอกจากนี้ มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้และการผ่อนปรนการชำระหนี้ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้รายได้ในส่วนดอกเบี้ยลดลง

อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังมีรายได้จากส่วนอื่นมาชดเชย โดยเฉพาะกำไรจากการตีมูลค่าสินทรัพย์ในพอร์ตลงทุน (Mark to Market)ที่ดีขึ้นตามทิศทางดอกเบี้ยขาลง และรายได้จากการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินหรือ Wealth Management

นอกจากนี้ รายได้ค่าธรรมเนียมจากการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตยังคงเป็นรายได้หลักตามพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์และแพลตฟอร์มต่างๆ ทั้งนี้ อัตราส่วน NIM ปรับลดลงจาก 2.66 เป็น 2.54 ขณะที่ ROA และ ROE ก็ปรับลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 0.94 และ 6.80 ตามลำดับ

“ภาพรวมของคุณภาพสินเชื่อและสถานการณ์หนี้เสียแม้เริ่มปรับตัวดีขึ้น แต่ยังไม่สามารถนิ่งนอนใจได้และยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แม้ตัวเลข NPLจะลดลง เพราะสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้ NPL ลดลง มาจากการที่ธนาคารดำเนินมาตรการการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบการช่วยเหลือลูกค้าในการปรับโครงสร้างหนี้ รวมถึงมาตรการต่างๆที่ ธปท.ได้ประกาศออกไปก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ การจะประเมินคุณภาพหนี้ในระยะต่อไป ต้องดูว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้อย่างยั่งยืนและมั่นคงหรือไม่”

อย่างไรก็ตาม สำหรับภาพระบบสถาบันการเงินไทยยังมีความเข้มแข็ง โดยมีเงินกองทุนอยู่ในระดับสูงและมีการตั้งสำรองไว้เพียงพอสำหรับรองรับความผันผวนและความเสี่ยงของคุณภาพหนี้ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

มาตรการต่างๆจากทั้ง ธปท. และสถาบันการเงินเองมุ่งเน้นไปที่การพยุงและประคับประคองให้เศรษฐกิจฟื้นตัวไปได้อย่างต่อเนื่องตามลำดับ

“กำไรลดลงจากปีก่อน โดยปีก่อนกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่กำไรส่วนใหญ่ประมาณ 70% มาจากดอกเบี้ยและยึดโยงกับอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ทำให้อยู่ขาลง และมาตรการธนาคารและภาครัฐทำให้ NIM ลดลง ทำให้รายได้ดอกเบี้ยย่อตัวลง และปี 68 กำไรที่ได้มากจะเป็นสินทรัพย์ที่มีการลงทุน และอีก 15% มาจากค่าธรรมเนียม ซึ่งเราเห็นกลยุทธ์แบงก์ขายโปรดักต์ข้ามกลุ่ม และลงทุนสินทรัพย์ประเภทอื่น เช่น กองทุนรวม เป็นต้น และอีกส่วนที่เห็น คือ การควบคุมค่าใช้จ่าย เช่น ไอที ที่ระมัดระวังดูความคุ้มค่ามากขึ้น และการใช้พนักงาน โดยเอา AI และกระบวนการกระชับมากขึ้นให้มีประสิทธิภาพ”

จ่อผ่อนปรน LTV เพิ่มเติม

ทั้งนี้ ในมิติของสินเชื่อที่อยู่อาศัยและมาตรการ LTV ธปท. กำลังพิจารณาเรื่องการต่ออายุหรือผ่อนปรนมาตรการ LTV ที่กำลังจะครบกำหนดในเดือนมิถุนายนนี้

โดยหากพิจารณาแล้วเห็นว่ามีความจำเป็นเพื่อช่วยพยุงการฟื้นตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ ธปท. ก็พร้อมจะดำเนินการ ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการเตรียมข้อมูลเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องพิจารณา ธปท. ยอมรับว่าเข้าใจถึงความท้าทายในภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นอย่างดีและกำลังเร่งดำเนินการในส่วนนี้อยู่

แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกลุ่มที่ยังไปต่อได้ คือ บ้านที่มีราคาค่อนข้างสูง เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ยังมีกำลังซื้อ ในขณะที่ดัชนีราคาบ้านโดยรวมไม่ได้ปรับลดลง แต่มีลักษณะทรงตัวหรือปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

นอกจากนี้ ธปท. ยังสังเกตเห็นแนวโน้มการเติบโตของตลาดบ้านมือสองเนื่องจากผู้ประกอบการอาจไม่สามารถเปิดโครงการใหม่ได้เต็มที่ และผู้บริโภคเริ่มสนใจซื้อบ้านมือสองเพื่อนำมารีโนเวท (Renovate) มากขึ้น เพราะต้นทุนการรีโนเวทอาจถูกกว่าการซื้อบ้านใหม่ในทำเลเดียวกัน ทำให้สินเชื่อในกลุ่มบ้านมือสองยังคงขยายตัวได้

เอกนิติเร่งทุกนโยบายปลุก ศก.

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้เร่งผลักดันนโยบายต่างๆ ที่สามารถขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องการลงทุนผ่านการขอรับการส่งเสริมการลงทุน จากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และเร่งเครื่องกระตุ้นงบลงทุนรัฐวิสาหกิจ

หลังจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไตรมาส 4 ปี 68 และทั้งปี 68 ที่ขยายตัวได้ดีเกินคาด

สำหรับนโยบายที่สามารถขับเคลื่อนได้ก่อนจะจัดตั้งรัฐบาลใหม่นั้น เป็นในส่วนของเสาที่ 5 ตามนโยบายควิก บิ๊ก วิน คือ โครงการ Thailand Fast Pass วงเงินกว่า 4.8 แสนล้านบาท ของบีโอไอ ส่วนการเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ

เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือหนึ่งที่รัฐบาลและภาครัฐ สามารถดำเนินการเร่งขับเคลื่อนได้ก่อนจัดตั้งรัฐบาล เพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ต่อเนื่อง

ก่อนหน้านี้ นายเอกนิติ เคยให้สัมภาษณ์ระบุว่า "จะเร่งเดินหน้าผลักดันการลงทุนผ่านการขอรับการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งมีวงเงินกว่า 4.8 แสนล้านบาท ผ่านโครงการ Thailand FastPass

โดยโครงการนี้สามารถทำต่อได้ทันที คาดว่าจะช่วยขับเคลื่อนให้เม็ดเงินลงทุนดังกล่าว ทยอยลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้ในปีนี้ ซึ่งจะเป็นการโชว์ศักยภาพ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างชาติ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่ไทยยังมีจุดแข็ง อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อุตสาหกรรมสมาร์ตอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ รวมถึงอุตสาหกรรมเกษตรสมัยใหม่ เป็นต้น”

รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในปี 69 ทางด้านสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ได้รับเป้าหมายการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่ 95% ของวงเงินลงทุน 2.4 แสนล้านบาท โดยสคร.จะเกาะติดการเบิกจ่ายงบลงทุนผ่านผู้แทนคลังในทุกๆ เดือน

โดยในปี 68 ที่ผ่านมา สคร.ได้ติดตามการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ส่งผลให้ยอดการเบิกจ่ายเป็นไปตามเป้าหมายที่ 95.7%