ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังขยายตัวต่ำกว่า “ศักยภาพ” และ “ฟื้นตัว” อย่างไม่ทั่วถึง ภาพรวมระบบธนาคารพาณิชย์ไทยในไตรมาส 4 และตลอดปี 2568 ยังคงสะท้อนเสถียรภาพ และความมั่นคงในระดับที่แข็งแรงต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม ภายใต้ภาพใหญ่ที่ดูมั่นคงนั้น ยังมี “จุดเปราะบาง” ที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ทั้งในด้านสภาพคล่องบางส่วนที่เริ่มตึงตัว และความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้บางกลุ่มที่ยังอ่อนแอ โดยเฉพาะในภาคเอสเอ็มอีและครัวเรือน
นายสุโชติ เปี่ยมชล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตรวจสอบแบบจำลองและวิเคราะห์ความเสี่ยงสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า สำหรับภาพรวมของระบบสถาบันการเงินในไตรมาสที่ 4 ปี และปี 2568 ภาพระบบธนาคารพาณิชย์ยังคงมีเสถียรภาพ และมีความมั่นคง ซึ่งเป็นทิศทางที่ต่อเนื่องมาจากไตรมาสก่อนหน้า
แต่อย่างไรก็ตามมีประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะภาวะสภาพคล่องที่ตึงตัวในบางจุดและความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้บางกลุ่มที่ยังมีความเปราะบาง
โดยเฉพาะความเปราะบางของลูกหนี้ในกลุ่ม SME และภาคครัวเรือน สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและเป็นการขยายตัวที่ยังไม่ทั่วถึง
ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาวที่เกิดจากขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่ลดลง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของประชาชนที่ชะลอตัวลงตามไปด้วย
ดังนั้น ธปท.และภาครัฐจึงได้ดำเนินมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดมาอย่างต่อเนื่องเพื่อบรรเทาภาระหนี้สินให้แก่ภาคธุรกิจและครัวเรือน
สินเชื่อติดลบทั้งระบบ“รายใหญ่-SME”
อย่างไรก็ตาม หากดูภาพรวมสถานการณ์ สินเชื่อ พบว่า สินเชื่อรวมระบบธนาคารพาณิชย์หดตัวเล็กน้อยที่ -1.1% ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่หดตัว -1.0% ปัจจัยหลักมาจากสินเชื่อกลุ่มเอสเอ็มอีและสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคที่ปรับลดลงต่อเนื่อง
โดยเฉพาะสินเชื่อเอสเอ็มอีที่พบว่า หดตัวติดต่อกันยาวนานถึง 14 ไตรมาสแล้ว ขณะที่ภาพรวมสินเชื่อทั้งหมดก็หดตัวต่อเนื่องกันมา 6 ไตรมาส
หากดูไส้ในสินเชื่อที่ติดลบ-1.1% มาจากสินเชื่อธุรกิจที่ติดลบต่อเนื่องมาอยู่ที่ -1% จากเดิมติดลบเพียง -0.5% และสินเชื่ออุปโภคบริโภคติดลบ -1.1% จาก -1.7% ทั้งนี้หากแยกรายธุรกิจ สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่มีการหดตัวเล็กน้อยที่ -0.2% จากขยายตัว 0.5% ในไตรมาสก่อนหน้า จากความต้องการใช้สินเชื่อที่ยังไม่มากนัก
ประกอบกับธุรกิจขนาดใหญ่บางส่วนเลือกที่จะระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ (หุ้นกู้) เพื่อนำเงินมาชำระคืนหนี้ธนาคารแทน โดยในไตรมาสที่ 4 นี้ พบว่าการออกหุ้นกู้มีการขยับตัวเพิ่มขึ้น 0.2% ซึ่งเป็นทางเลือกในการระดมทุนที่สอดคล้องกับสภาวะตลาด
แต่หากดูพอร์ตรายย่อย พบว่า มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นบางเซกเตอร์ เช่น สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่ขยายตัวได้ 0.7% ขณะที่สินเชื่อเช่าซื้อมีการปรับตัวจากที่เคยติดลบขึ้นมาเป็นบวกเล็กน้อยที่ 0.3% โดยสัญญาณเบื้องต้นสะท้อนว่าในบางพอร์ตเริ่มมีการฟื้นตัวตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
“แนวโน้มปี 2569 ทิสทางสินเชื่อจะขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก รวมถึงการส่งออกและการลงทุน แม้เครดิตริสก์จะยังสูง แต่ธนาคารส่วนใหญ่ก็เริ่มตั้งเป้าการเติบโตที่เป็นบวกให้เห็นบ้าง”
สำหรับโครงการ SME Credit Boost โดยตั้งเป้าหมายเติมเงินเข้าสู่ระบบประมาณ 1 แสนล้านบาทภายใน 2 ปี โดยโครงการนี้จะเน้นไปที่กลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพตามยุทธศาสตร์ “Reinvent Thailand” เช่น อุตสาหกรรมแปรรูปเกษตร ยานยนต์ ไฮเทคอิเล็กทรอนิกส์ และโลจิสติกส์ เพื่อช่วยให้ธุรกิจที่ปรับตัวได้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว
แบงก์ปรับโครงสร้าง80%ของพอร์ตที่มีปัญหา
สำหรับคุณภาพสินเชื่อ หรือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือ เอ็นพีแอล ภาพรวมที่ปรับดีขึ้น โดยปรับลดลงในเกือบทุกพอร์ต มาอยู่ที่ 2.84% จาก2.94% สัดส่วนหนี้เสียธุรกิจอยู่ที่ 2.68 %และสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคอยู่ 3.18%
การลดลงของหนี้เสียเป็นผลจากการบริหารจัดการหนี้ธนาคารพาณิชย์ช่วงสิ้นปี และการที่ลูกหนี้มีการชำระคืนหนี้ตามกำหนด
โดยเฉพาะ NPL ในกลุ่มรายย่อย เช่น สินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อส่วนบุคคล บัตรเครดิต และเช่าซื้อ ต่างปรับลดลงทั้งหมด
“สัญญาณการไหลลงสู่หนี้เสียเริ่มมีความนิ่งมากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่ธปท.ได้ดำเนินการไป นอกจากนี้ธปท.ยังพบว่าธนาคารมีการทำปรับโครงสร้างหนี้หรือTDRหรือการเข้าไปแก้ไขหนี้ตั้งแต่ลูกหนี้ยังไม่เสียก่อนเป็น NPL ในสัดส่วนที่สูงถึง80% ของพอร์ตที่มีปัญหา มาตรการเฉพาะจุดเหล่านี้ช่วยแก้ปัญหาเชิงระบบในวงกว้าง และช่วยให้สถาบันการเงินมีทรัพยากรไปดูแลลูกหนี้ได้อย่างทั่วถึงขึ้น”
สำหรับกลุ่มสินเชื่อที่เริ่มมีสัญญาณความเสี่ยง หรือ Stage 2 พบว่าในภาพรวมระดับยังทรงตัวในระดับสูง โดยกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ Stage 2 ปรับลดลง แต่กลุ่ม SME ยังคงมีการเพิ่มขึ้นเล็กน้อยอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ในพอร์ตครัวเรือนเริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวก โดยเฉพาะสินเชื่อเช่าซื้อที่ Stage 2 ลดลงจาก14% มาอยู่ที่ร้อยละ 13.3% และบัตรเครดิตลดลงจาก5% มาอยู่ที่ 4.4% สิ่งนี้สะท้อนว่ามาตรการปรับโครงสร้างหนี้เริ่มส่งผลให้ลูกหนี้กลุ่มที่เริ่มมีปัญหาสามารถกลับมาบริหารจัดการหนี้ได้ดีขึ้น
กำไรแบงก์ทั้งระบบลดลง
ในด้านผลประกอบการ ระบบธนาคารพาณิชย์มีกำไรสุทธิรวมอยู่ที่ประมาณ 5 แสนล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุสำคัญมาจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่หายไป
เนื่องจากการส่งผ่านอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงไปยังลูกหนี้ตามนโยบาย รวมถึงการหดตัวของฐานสินเชื่อ นอกจากนี้ มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้และการผ่อนปรนการชำระหนี้ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้รายได้ในส่วนดอกเบี้ยลดลง
อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังมีรายได้จากส่วนอื่นมาชดเชย โดยเฉพาะกำไรจากการตีมูลค่าสินทรัพย์ในพอร์ตลงทุน (Mark to Market)ที่ดีขึ้นตามทิศทางดอกเบี้ยขาลง และรายได้จากการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินหรือ Wealth Management
นอกจากนี้ รายได้ค่าธรรมเนียมจากการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตยังคงเป็นรายได้หลักตามพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์และแพลตฟอร์มต่างๆ ทั้งนี้ อัตราส่วน NIM ปรับลดลงจาก 2.66 เป็น 2.54 ขณะที่ ROA และ ROE ก็ปรับลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 0.94 และ 6.80 ตามลำดับ
“ภาพรวมของคุณภาพสินเชื่อและสถานการณ์หนี้เสียแม้เริ่มปรับตัวดีขึ้น แต่ยังไม่สามารถนิ่งนอนใจได้และยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แม้ตัวเลข NPLจะลดลง เพราะสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้ NPL ลดลง มาจากการที่ธนาคารดำเนินมาตรการการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบการช่วยเหลือลูกค้าในการปรับโครงสร้างหนี้ รวมถึงมาตรการต่างๆที่ ธปท.ได้ประกาศออกไปก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ การจะประเมินคุณภาพหนี้ในระยะต่อไป ต้องดูว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้อย่างยั่งยืนและมั่นคงหรือไม่”
อย่างไรก็ตาม สำหรับภาพระบบสถาบันการเงินไทยยังมีความเข้มแข็ง โดยมีเงินกองทุนอยู่ในระดับสูงและมีการตั้งสำรองไว้เพียงพอสำหรับรองรับความผันผวนและความเสี่ยงของคุณภาพหนี้ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
มาตรการต่างๆจากทั้ง ธปท. และสถาบันการเงินเองมุ่งเน้นไปที่การพยุงและประคับประคองให้เศรษฐกิจฟื้นตัวไปได้อย่างต่อเนื่องตามลำดับ
“กำไรลดลงจากปีก่อน โดยปีก่อนกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่กำไรส่วนใหญ่ประมาณ 70% มาจากดอกเบี้ยและยึดโยงกับอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ทำให้อยู่ขาลง และมาตรการธนาคารและภาครัฐทำให้ NIM ลดลง ทำให้รายได้ดอกเบี้ยย่อตัวลง และปี 68 กำไรที่ได้มากจะเป็นสินทรัพย์ที่มีการลงทุน และอีก 15% มาจากค่าธรรมเนียม ซึ่งเราเห็นกลยุทธ์แบงก์ขายโปรดักต์ข้ามกลุ่ม และลงทุนสินทรัพย์ประเภทอื่น เช่น กองทุนรวม เป็นต้น และอีกส่วนที่เห็น คือ การควบคุมค่าใช้จ่าย เช่น ไอที ที่ระมัดระวังดูความคุ้มค่ามากขึ้น และการใช้พนักงาน โดยเอา AI และกระบวนการกระชับมากขึ้นให้มีประสิทธิภาพ”
จ่อผ่อนปรน LTV เพิ่มเติม
ทั้งนี้ ในมิติของสินเชื่อที่อยู่อาศัยและมาตรการ LTV ธปท. กำลังพิจารณาเรื่องการต่ออายุหรือผ่อนปรนมาตรการ LTV ที่กำลังจะครบกำหนดในเดือนมิถุนายนนี้
โดยหากพิจารณาแล้วเห็นว่ามีความจำเป็นเพื่อช่วยพยุงการฟื้นตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ ธปท. ก็พร้อมจะดำเนินการ ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการเตรียมข้อมูลเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องพิจารณา ธปท. ยอมรับว่าเข้าใจถึงความท้าทายในภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นอย่างดีและกำลังเร่งดำเนินการในส่วนนี้อยู่
แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกลุ่มที่ยังไปต่อได้ คือ บ้านที่มีราคาค่อนข้างสูง เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ยังมีกำลังซื้อ ในขณะที่ดัชนีราคาบ้านโดยรวมไม่ได้ปรับลดลง แต่มีลักษณะทรงตัวหรือปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
นอกจากนี้ ธปท. ยังสังเกตเห็นแนวโน้มการเติบโตของตลาดบ้านมือสองเนื่องจากผู้ประกอบการอาจไม่สามารถเปิดโครงการใหม่ได้เต็มที่ และผู้บริโภคเริ่มสนใจซื้อบ้านมือสองเพื่อนำมารีโนเวท (Renovate) มากขึ้น เพราะต้นทุนการรีโนเวทอาจถูกกว่าการซื้อบ้านใหม่ในทำเลเดียวกัน ทำให้สินเชื่อในกลุ่มบ้านมือสองยังคงขยายตัวได้
เอกนิติเร่งทุกนโยบายปลุก ศก.
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้เร่งผลักดันนโยบายต่างๆ ที่สามารถขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องการลงทุนผ่านการขอรับการส่งเสริมการลงทุน จากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และเร่งเครื่องกระตุ้นงบลงทุนรัฐวิสาหกิจ
หลังจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไตรมาส 4 ปี 68 และทั้งปี 68 ที่ขยายตัวได้ดีเกินคาด
สำหรับนโยบายที่สามารถขับเคลื่อนได้ก่อนจะจัดตั้งรัฐบาลใหม่นั้น เป็นในส่วนของเสาที่ 5 ตามนโยบายควิก บิ๊ก วิน คือ โครงการ Thailand Fast Pass วงเงินกว่า 4.8 แสนล้านบาท ของบีโอไอ ส่วนการเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ
เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือหนึ่งที่รัฐบาลและภาครัฐ สามารถดำเนินการเร่งขับเคลื่อนได้ก่อนจัดตั้งรัฐบาล เพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ต่อเนื่อง
ก่อนหน้านี้ นายเอกนิติ เคยให้สัมภาษณ์ระบุว่า "จะเร่งเดินหน้าผลักดันการลงทุนผ่านการขอรับการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งมีวงเงินกว่า 4.8 แสนล้านบาท ผ่านโครงการ Thailand FastPass
โดยโครงการนี้สามารถทำต่อได้ทันที คาดว่าจะช่วยขับเคลื่อนให้เม็ดเงินลงทุนดังกล่าว ทยอยลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้ในปีนี้ ซึ่งจะเป็นการโชว์ศักยภาพ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างชาติ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่ไทยยังมีจุดแข็ง อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อุตสาหกรรมสมาร์ตอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ รวมถึงอุตสาหกรรมเกษตรสมัยใหม่ เป็นต้น”
รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในปี 69 ทางด้านสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ได้รับเป้าหมายการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่ 95% ของวงเงินลงทุน 2.4 แสนล้านบาท โดยสคร.จะเกาะติดการเบิกจ่ายงบลงทุนผ่านผู้แทนคลังในทุกๆ เดือน
โดยในปี 68 ที่ผ่านมา สคร.ได้ติดตามการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ส่งผลให้ยอดการเบิกจ่ายเป็นไปตามเป้าหมายที่ 95.7%





