“เครดิตบูโร” เปิดภาพรวมหนี้ครัวเรือนปี 68 แม้ทรงตัวแต่ด้านคุณภาพหนี้น่าห่วง หลังพบ “หนี้เสีย” ยังเป็น “ขาขึ้น” ต่อเนื่อง พร้อมชี้ “สินเชื่อเช่าซื้อ-ไมโครเอสเอ็มอี” อาการโคม่า หวั่นคนเข้าไม่ถึงสินเชื่อไหลสู่นอกระบบ ซ้ำเติมภาระย้อนทุบเศรษฐกิจฐานรากพังยับ
ภาพรวม “หนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี” ปี 2568 ที่อยู่แถว 86% และอยู่ในลักษณะ “ทรงตัว” ต่อเนื่อง จาก “สินเชื่อใหม่” ที่ชะลอตัว แต่เหล่านี้กลับเป็นภาพที่ “น่าห่วง” ด้วยเพราะอยู่ท่ามกลางคุณภาพหนี้ที่อ่อนแรงต่อเนื่อง
ดร.ลัษมณ อรรถาพิช ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) กล่าวว่า ภาพกว้างสถานการณ์ “หนี้ครัวเรือน” ทั้งระบบปี 2568 แม้มีบางตัวเลขยังไม่สมบูรณ์ แต่เชิงรายละเอียดพบว่า “มูลค่าหนี้ครัวเรือน” ของประเทศเพิ่มขึ้นเพียงเล็กหรือน้อยมากเป็นการเพิ่มขึ้นไม่ถึง 1%
ซึ่งการเติบโตที่ต่ำมากนี้สอดคล้องกับสินเชื่อในระบบขยายตัวไม่มาก จากการที่ธนาคารมีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ ส่งผลให้ภาพรวมหนี้ครัวเรือนอยู่ในลักษณะ “ทรงตัว” มากกว่าการพุ่งขึ้น และคาดว่าปี 2569 สถานการณ์ดังกล่าวก็น่าจะใกล้เคียงกันกับปีที่ผ่านมา
“หากมองไปข้างหน้า หากดูภาพรวมของหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี หากเศรษฐกิจขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง มองว่าหนี้ครัวเรือนก็น่าจะปรับตัวดีขึ้นอีก มองภาพนี้ดี แต่หากมองลึกๆ ไป ในชีวิตประชาชนก็น่าจะเห็นคนกู้สินเชื่อบุคคลอยู่ เพราะรายได้กินใช้ไม่เพียงพอต้องหันมากู้สินเชื่อเพิ่มขึ้น ดังนั้น ต้องติดตามต่อเนื่องถึงความสามารถในการกู้ซื้อบ้าน ซึ่งเป็นสินทรัพย์ชิ้นใหญ่ว่าจะชะลอตัวหรือไม่ รวมถึงภาคเช่าซื้อรถกระบะต่างๆ ซึ่งสะท้อนกำลังซื้อกลุ่มหาเช้ากินค่ำ หากยอดลดลงก็สะท้อนความเปราะบางของประชาชน”
- ห่วงลูกหนี้ไหลสู่นอกระบบ
ทั้งนี้ หากถามว่า กังวลหรือไม่ว่าภายใต้ที่คนเข้าไม่ถึงสินเชื่อมากขึ้น อาจทำให้คนบางส่วนหันไปพึ่งพาสินเชื่อนอกระบบนั้น เครดิตบูโรมองว่าภาพนี้ “น่าห่วง” เพราะเมื่อลูกหนี้ออกไปนอกระบบก็จะไม่เห็นข้อมูลของลูกหนี้ทำให้ประเมินภาพรวมได้ยาก
“ในฐานะที่เคยเป็นนักเศรษฐศาสตร์ ไม่ได้ดีใจที่หนี้ครัวเรือนลดลง เพราะหากดูภาพเศรษฐกิจไทยที่แท้จริงวันนี้แล้วบอกว่าหนี้ครัวเรือนไม่โตคงไม่ใช่ กังวลมากกว่าเพราะอีกภาพคนอาจหันไปนอกระบบมากขึ้นหรือไม่ และนอกระบบดอกเบี้ยสูงมาก ที่อาจซ้ำเติมชีวิตผู้คนมากขึ้น อันนี้เป็นภาพที่น่ากังวล และหากดูด้านรายได้ของประชาชนเราเห็นว่ารายได้ประชาชนไม่ได้เติบโตเท่าไร ไม่ว่าภาคเกษตร ค่าจ้างแรงงานต่างๆ ฉะนั้นรายจ่ายก็ไม่น้อย รายได้ไม่โตตาม สินเชื่อในระบบก็ไม่โต ก็ต้องกังวล”
อย่างไรก็ตาม หากพูดถึง “สินเชื่อ” ในมุมเครดิตบูโรมองว่า ไม่ใช่ของที่ไม่ดี เพราะการเข้าถึงสินเชื่อได้อาจต่อลมหายใจของคนได้
และอาจนำมาสู่คำถามว่า จริงๆ แล้วคนที่กู้อยู่ในระบบส่วนหนึ่ง ไม่ได้กู้สินเชื่อส่วนบุคคลไปเพื่อบริโภคอย่างเดียว แต่กู้เพราะเป็นไมโครเอสเอ็มอีรายเล็กๆ และหากไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อดังกล่าว ผลกระทบระบบเศรษฐกิจจะตามมา และหากกลุ่มนี้หันกู้สินเชื่อนอกระบบที่ดอกเบี้ยสูงมากในที่สุดธุรกิจอาจไปต่อไม่ได้ และหากเอสเอ็มอี หรือไมโครเอสเอ็มอีที่ถือเป็นรากฐานประเทศไม่สามารถไปต่อได้ เศรษฐกิจทั้งระบบจะถูกกระทบตามมา
- หนี้เสีย “ขาขึ้น” ต่อเนื่อง
ทั้งนี้ หากดูลึกมาถึงคุณภาพหนี้ หรือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เท่าที่มีข้อมูล พบว่า หนี้เสียทั้งระบบยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องปี 2568 หากเทียบปี 2567 โดยตลอดช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ภาพเอ็นพีแอลเป็น “ขาขึ้น” ต่อเนื่องค่อยๆ เพิ่มขึ้น และเชื่อว่าปีนี้หนี้เสียยังคงเพิ่มขึ้นต่อ โดยคุณภาพของหนี้จะยังน่าเป็นห่วงอยู่
โดยปัจจุบันหนี้เสียมาอยู่ที่ประมาณ 9.5-9.6% ของหนี้ครัวเรือนทั้งหมด ขณะที่ปีก่อนหน้าอยู่เพียงระดับ 9% ต้นๆ ทั้งนี้ แม้เอ็นพีแอลในระยะข้างหน้า ยังมองว่ายังคงขึ้นอยู่ต่อเนื่อง แต่การขึ้นไม่ได้ขึ้นลักษณะชันหรือพุ่ง แต่ขึ้นในลักษณะค่อย ๆ ไต่ระดับขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สวนทางหนี้ครัวเรือนที่การขยับขึ้น “ราบๆ” ไม่เพิ่มขึ้นภาพนี้สะท้อนสถานการณ์ที่สินเชื่อใหม่ไม่ได้เติบโต แต่คุณภาพหนี้มีแนวโน้มอ่อนแอลงเล็กน้อยต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ในด้านสินเชื่อ Special Mention หรือกลุ่ม SM วันนี้ยอมรับว่าเห็นสัญญาณการ “ผงกหัวขึ้น” ที่เริ่มมีสัญญาณความเสี่ยงก่อนจะกลายเป็น NPL แต่ในภาพใหญ่ยังไม่สามารถสรุปได้ชัดเจนว่าการไหลจากกลุ่มเฝ้าระวังไปสู่ NPL มีมากน้อยเพียงใด เนื่องจากมีปัจจัยสำคัญคือ “การปรับโครงสร้างหนี้” ทำให้เห็นการปรับขึ้น และปรับลงของคุณภาพหนี้ที่เป็นทั้ง SM และ NPL
“วันนี้หากเราเห็นเส้นเอ็นพีแอลไต่ขึ้นอยู่ มันคงเดาได้ว่าเขื่อนจะกั้นได้เพียงระดับหนึ่ง เดี่ยวก็จะทะลุเขื่อนไปข้างบน หากถามรายแบงก์ก็น่าจะเห็นเทรนด์แล้ว ว่าหนี้บางส่วนปรับแล้วก็จะอั้นไม่อยู่ และหากดูถึงพ.ย. ที่น่าห่วงคือ เช่าซื้อ ที่พบว่า หนี้เสียอยู่ระดับสูง และหากดูในแง่บัญชีสินเชื่อที่น่าห่วงคือ สินเชื่อส่วนบุคคล หรือพีโลนที่คนไทยใช้สินเชื่อประเภทนี้ค่อนข้างมาก”
สำหรับหนี้ในกลุ่มธุรกิจ ที่หนี้เสียอยู่ระดับสูง ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มไมโคร และเอสเอ็มอีขนาดเล็ก ส่วนธุรกิจขนาดกลาง (M) และขนาดใหญ่ (L) ยังอยู่ในระดับที่น่าอุ่นใจไม่ได้พุ่งขึ้น แต่ในระยะต่อไปต้องติดตามระบบตลาดทุน เช่น ตราสารหนี้ที่เป็นอีกตัวชี้วัดว่าธุรกิจดีหรือไม่ดี
- แก้หนี้ต้อง “เติมเงิน” เข้าสู่ระบบ
ทั้งนี้ สำหรับมาตรการแก้หนี้พบว่าหลายมาตรการกำลังเดินหน้าอยู่แล้ว เช่น โครงการปิดหนี้ไวไปต่อได้ ที่เพิ่งเริ่มต้นในเดือนม.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นความตั้งใจที่ดี และหวังว่าจะมีลูกหนี้เข้าร่วมมากขึ้นเมื่อโครงการเดินหน้าเต็มที่ ปัจจุบันโครงการทำกับสถาบันการเงินที่เป็นธนาคารก่อน และมีความตั้งใจจะขยายไปยังนอนแบงก์ในอนาคต
ซึ่งความคืบหน้าโครงการปิดหนี้ ขณะนี้ระบบกำลังจัดทำ และเริ่มรับลูกหนี้เข้าร่วม แต่ยังอยู่ในช่วงต้น จึงยังไม่มีรายงานตัวเลขชัดเจน ลูกหนี้ที่มีศักยภาพเข้าโครงการตามข้อมูลฐานมีประมาณ 3 ล้านราย แต่ในทางปฏิบัติยังต้องผ่านการคัดกรองเพิ่มเติม และอาจมีบางรายติดต่อไม่ได้หรือหาไม่พบ
อย่างไรก็ดี การแก้หนี้ไม่สามารถทำด้วยการปรับโครงสร้างเพียงอย่างเดียว เพราะสุดท้ายต้องมี “เงินเติมเข้าไปในระบบ” ซึ่งเงินนั้นมาจากสองทางคือ รายได้ที่เพิ่มขึ้น หรือสินเชื่อเพิ่มเติม แต่หากเติมสินเชื่ออย่างเดียวก็จะกลายเป็นหนี้เพิ่มอีก คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า “รายได้ประชาชนอยู่ที่ไหน” และจะทำอย่างไรให้รายได้กลับมาเติบโต
สำหรับธุรกิจ Buy Now Pay Later คือ “ซื้อของด้วยเงินผ่อน” ที่ปัจจุบันมีอยู่มากมาย โดยเฉพาะสินค้าไอที หรือโทรศัพท์มือถือ แต่หากพูดถึงแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ที่เข้ามาเป็นสมาชิกเครดิตบูโร ขณะนี้มี Shopee เพียงรายเดียว ส่วนรายอื่นยังไม่ได้เข้ามาโดยตรง
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





