‘อมรเทพ‘ ชี้ เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ปี68 พลิกฟื้นตามแรงส่งภาคต่างประเทศและมาตรการรัฐ เตือนแรงหนุนยังไม่ยั่งยืน ชี้บริโภคเอกชน–สต็อกสินค้าบวมอาจกดดันไตรมาสแรก ขณะที่โจทย์ใหญ่คือการสร้างความเชื่อมั่นดึงเงินออมกลับเข้าสู่ระบบ
ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย (CIMBT) กล่าวว่า ภายหลังสภาพัฒน์เปิดรายงานการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยไตรมาส4/2568 และปี 2568 ออกมาดีเกินคาดนั้น มองว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสที่ 4 ปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า หลังจากที่เคยติดลบในไตรมาสที่ 3
โดยแรงหนุนสำคัญไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่เป็นทิศทางเดียวกับหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งได้รับอานิสงส์จาก “กระแสภาคต่างประเทศ” โดยเฉพาะการฟื้นตัวของตลาดโลกและการส่งออกสินค้า ทำให้ภาพรวมตัวเลขเศรษฐกิจปลายปีดูดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวดังกล่าวมีองค์ประกอบจากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐเข้ามาช่วยอย่างมีนัยสำคัญ โครงการสนับสนุนการบริโภคต่าง ๆ มีส่วนพยุงการใช้จ่ายในประเทศ ทำให้ตัวเลขขยายตัวดีขึ้นในเชิงไตรมาสต่อไตรมาส
แต่แรงหนุนเหล่านี้เป็นปัจจัยระยะสั้น ไม่ได้สะท้อนความแข็งแรงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย
ในทางกลับกัน กังวลต่อการส่งออกบริการ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ที่พบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวในช่วงปลายปีที่ผ่านมาไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก แม้จะเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว
ขณะที่ช่วงต้นปีอาจยังมีแรงส่งบ้าง แต่หลังจากผ่านเดือนมกราคมไปแล้ว รายได้จากการท่องเที่ยวอาจไม่มากพอจะสร้างแรงขับเคลื่อนต่อเนื่องให้กับเศรษฐกิจโดยรวม
ด้านการลงทุน ถือเป็นสัญญาณบวกที่ทำให้ “ใจชื้น” ขึ้นบ้าง ทั้งการลงทุนภาครัฐที่มีการเบิกจ่ายมากขึ้น และการลงทุนภาคเอกชนที่เริ่มขยับตัว ปัจจัยสนับสนุนมาจากการฟื้นตัวของตลาดโลก มาตรการภาครัฐ
และความพยายามสร้างความเชื่อมั่นผ่านการเจรจาระหว่างประเทศ ซึ่งช่วยให้บรรยากาศการลงทุนดีขึ้นบางส่วน
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่ากังวลคือระดับสินค้าคงคลัง (Inventory) ที่อยู่ในระดับสูงหรือ “บวม” ดังนั้นในไตรมาสถัดไป ภาคธุรกิจอาจต้องเร่งระบายสินค้าที่มีอยู่ก่อน แทนที่จะเพิ่มการผลิตใหม่
กระบวนการลดสต็อกนี้อาจทำให้กิจกรรมการผลิตในไตรมาสแรกไม่ขยายตัวมากนัก และจำกัดแรงส่งของเศรษฐกิจ แม้ไตรมาส 4 จะดูฟื้นตัวดี
ปัจจัยที่น่าห่วงที่สุดคือการบริโภคภาคเอกชน ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 60% ของ GDP การที่การบริโภคกระเตื้องขึ้นในช่วงปลายปี ส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาตรการชั่วคราวของรัฐ ขณะที่ปัจจัยพื้นฐาน
เช่น การเติบโตของค่าจ้าง การส่งออก หรือราคาสินค้าเกษตร ยังไม่มีสัญญาณชัดเจนเพียงพอที่จะรองรับการขยายตัวอย่างยั่งยืน หากไม่มีแรงหนุนใหม่ การใช้จ่ายอาจชะลอลงอีกครั้ง
ดังนั้นโจทย์สำคัญในระยะต่อไปคือการสร้างความเชื่อมั่น แม้ระบบจะยังมีสภาพคล่องและกลุ่มรายได้กลางถึงบนมีเงินออมอยู่มาก แต่ความไม่มั่นใจทำให้เงินเหล่านี้ยังไม่ถูกนำออกมาใช้
หากสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและภาคธุรกิจ “กล้าใช้เงิน” ได้ ก็จะเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืนมากขึ้น





