ท่ามกลางการจับตาการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ทิศทางเศรษฐกิจไทยกำลังถูกประเมินอย่างใกล้ชิด นักเศรษฐศาสตร์เห็นตรงกันว่า มาตรการกระตุ้นระยะสั้นแบบ Quick Win ยังจำเป็น แต่ต้องดำเนินภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด เพราะความเสี่ยงสำคัญคือผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือและเครดิตประเทศในระยะยาว พร้อมเสนอเร่งปฏิรูปเชิงโครงสร้าง แก้คอร์รัปชัน และยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจ
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ระบุว่า แม้โฉมหน้าคณะรัฐมนตรีจะยังไม่ชัดเจน แต่กระทรวงเศรษฐกิจหลักอยู่ภายใต้การกำกับของพรรคแกนนำรัฐบาล โดยมีกรอบวินัยการเงินการคลังระยะปานกลาง (Medium-Term Fiscal Framework) เป็นข้อจำกัดสำคัญ
ซึ่งกำหนดให้หนี้สาธารณะต่อ GDP ไม่เกิน 70% พร้อมแผนลดขาดดุลงบประมาณจากราว 4% ลงสู่ 3.8% และ 2.1% ภายใน 5 ปี
โจทย์ใหญ่คือการควบคุมรายจ่ายภาครัฐให้ขยายตัวเพียงปีละ 1% ต่อเนื่อง 5 ปี ซึ่งมองว่าแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะมีรายจ่ายเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติ เช่น ค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ เงินสมทบประกันสังคม และภาระระบบราชการ ขณะเดียวกันรัฐต้องเพิ่มรายได้ให้เติบโต 3-4% ต่อปีในช่วงท้ายแผน และผลักดัน Nominal GDP กลับไปใกล้ 4% เงื่อนไขเหล่านี้ล้วนท้าทาย
หนึ่งในเครื่องมือเพิ่มรายได้คือการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) โดยขึ้นเพียง 1% จะสร้างรายได้ราว 100,000 ล้านบาท แต่เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและกระทบวงกว้าง จึงควรพิจารณารอบคอบ
- แนะปฏิรูปภาษี-ตัดโครงการMultiplierต่ำ
พิพัฒน์ มองว่าควรให้ขยายฐานภาษีก่อนการขึ้นอัตราภาษี โดยยกตัวอย่างโมเดลเวียดนามที่บังคับใช้ e-Invoice และเครื่อง POS
กับธุรกิจที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ เพื่อดึงธุรกิจเข้าสู่ระบบภาษีผ่านเทคโนโลยีการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งช่วยสร้าง GDP ได้จริง
ทั้งนี้ควรทบทวนโครงการที่มี Multiplier ต่ำ เช่น การแจกเงินสดบางรูปแบบ เพราะไม่สร้างการเติบโตระยะยาว สิ่งจำเป็นกว่าคือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และยกระดับทักษะแรงงาน (Upskilling/Reskilling)
อีกประเด็นเร่งด่วนคือคอร์รัปชัน ซึ่งทำให้งบประมาณรั่วไหล 20-30 % หากลดการรั่วไหลไม่ได้ การควบคุมรายจ่ายย่อมทำได้ยาก รัฐบาลจึงต้องจัดลำดับความสำคัญรายจ่ายใหม่ และปฏิรูประบบราชการจริงจัง เพราะแนวโน้มรายจ่ายภาครัฐต่อ GDP เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนขนาดรัฐที่ใหญ่ขึ้น และเป็นจุดที่กระทบความเชื่อมั่น
- ห่วงเครดิตประเทศ เร่งแก้คอร์รัปชัน
นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการและ Chief Economist ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่า นโยบายเร่งด่วน เช่น Quick Big Win สามารถต่อยอดได้ แต่ต้องคำนึงถึงข้อจำกัดการคลัง
เพราะองค์กรจัดอันดับความน่าเชื่อถือเริ่มส่งสัญญาณให้ไทยยึดกรอบวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด การกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเดิมจึงทำได้จำกัด จำเป็นต้องหาวิธีใหม่ผลักดันเศรษฐกิจให้โตเกิน 2-3%
ข้อเสนอสำคัญคือการทำ Regulatory Guillotine เพื่อตัดกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน ควบคู่การยกระดับความโปร่งใส เพราะดัชนีคอร์รัปชันของไทยแย่ลงในสายตาโลก
รัฐบาลควรเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ Digital Government และใช้มาตรการ Fast Pass ดึงดูดเงินลงทุนต่างชาติ หากทำได้จริงจะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นอย่างยั่งยืน
อีกเรื่องสำคัญคือการปฏิรูปภาคเกษตร ซึ่งเกี่ยวข้องกับประชากรกว่า 20 ล้านครัวเรือน ต้องเพิ่มมูลค่าผ่านการแปรรูป และลดแรงงานส่วนเกินโดยย้ายไปสู่ภาคที่มีมูลค่าสูงกว่า เช่น บริการสุขภาพรองรับสังคมสูงวัย การยกระดับผลิตภาพจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำและแก้หนี้ครัวเรือนในระยะยาว
- ยกระดับท่องเที่ยว–ดึงคนเก่งเข้าไทย
โดยเสนอให้เน้นนักท่องเที่ยวคุณภาพมากกว่าปริมาณ เช่น สร้างแหล่งท่องเที่ยวมนุษย์สร้างขึ้น ดึงสวนสนุกหรือฮอลล์คอนเสิร์ตมาตรฐานสากล เพื่อเจาะกลุ่ม Business Traveler และ Wellness Tourism ยกระดับรายได้ต่อหัวโดยไม่ต้องพึ่งจำนวนนักท่องเที่ยวมหาศาล
พร้อมกันนี้ต้องดึงดูดกลุ่ม Talent และผู้มีรายได้สูงเข้ามาพำนักและทำงานในไทย เพื่อขยายฐานภาษี ลดการผูกขาด เปิดพื้นที่ให้นวัตกรรมใหม่เติบโต
- 10 Plus แค่ประคองศก.ระยะสั้น
ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย มองว่า นโยบาย 10 Plus ที่มุ่งลดค่าครองชีพ เพิ่มรายได้ ดูแล SME และส่งเสริมการลงทุนส่วนบุคคล เป็นเครื่องมือประคองเศรษฐกิจที่ “ติดหล่ม” มาตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา และอาจต่อเนื่องถึงกลางปีนี้
ปัญหาหลักมาจากรายได้ประชาชนโตไม่ทันรายจ่าย ภาคการผลิตขาดการเชื่อมโยงกับ FDI และความมั่งคั่งกระจุกตัวในบางกลุ่ม ขณะที่เศรษฐกิจฐานราก เช่น เกษตรและเมืองรอง เติบโตช้า ซ้ำเติมด้วยหนี้ครัวเรือนสูง ดังนั้น 10 Plus จึงเป็นเพียงการพยุงไม่ให้ทรุดลงมากกว่าเดิม
อย่างไรก็ดี ประเทศไทยต้องการ “Big Win” มากกว่า Quick Win ใน 4 ปีข้างหน้า รัฐบาลควรตั้งเป้ายกระดับศักยภาพเศรษฐกิจให้โตเกิน 2.5% ไปสู่ 3-4% มิฉะนั้นจะยังติดกับดักรายได้ปานกลาง
ประเด็นแรกคือ FDI แม้ตัวเลขอนุมัติสูง โดยเฉพาะ Data Center และเทคโนโลยี แต่ยังขาดการเชื่อมโยงกับ SMEs ไทย หลายกรณีเป็นเพียงการขายที่ดิน ขณะที่การจ้างงานลดลงเพราะใช้ระบบอัตโนมัติ แม้ภาคก่อสร้างยังนำทรัพยากรจากต่างประเทศ ทำให้ตั้งคำถามคือคนไทยอยู่ตรงไหนใน Supply Chain และกระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยียังจำกัด ส่งผลให้ค่าจ้างไม่เพิ่ม
ประเด็นที่สองคือ FTA ไทยเจรจาน้อยและอ่อนแอเมื่อเทียบคู่แข่ง ต้องเร่งเปิดประเทศ แม้มีความกังวลต่อภาคเกษตร แต่ไม่ควรปิดกั้นทั้งหมด ควรใช้มาตรการชดเชยหรือสนับสนุนการย้ายแรงงานไปภาคอื่น
ประเด็นที่สามคือทักษะแรงงาน การใช้ AI อย่างเดียวไม่พอ เพราะแรงงานจำนวนมากอยู่ในภาคเกษตรและเป็นกลุ่มอายุ 40 ปีขึ้นไป ต้องดึงเข้าฝึกทักษะใหม่อย่างจริงจัง
ท้ายที่สุด นอกจาก 3 เรื่องหลัก ไทยยังเผชิญปัญหากฎระเบียบล้าสมัยและคอร์รัปชันที่บั่นทอนศักยภาพประเทศ
หากไม่เร่งปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ควบคู่รักษาวินัยการคลังและยกระดับความโปร่งใส มาตรการแจกเงินหรือกระตุ้นระยะสั้นย่อมไม่เพียงพอที่จะพาเศรษฐกิจไทยออกจากภาวะเปราะบางและก้าวสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนได้





