วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

เคลียร์ให้ชัด รายได้จากเสื้อผ้ามือสอง สรรพากรมองอย่างไร

เคลียร์ให้ชัด รายได้จากเสื้อผ้ามือสอง สรรพากรมองอย่างไร

ขายเสื้อผ้ามือสอง ต้องแยกให้ชัดว่า แบบไหนต้องเสียภาษี ระวังโดนสรรพากรเรียกสอบภาษีย้อนหลังแบบไม่ทันตั้งตัว

เสื้อผ้ามือสองไม่ใช่ของเก่าไร้ค่าอีกต่อไป แต่กลายเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้จริง ทั้งในตลาดนัด ร้านออนไลน์ ไลฟ์สด และแพลตฟอร์มโซเชียลต่างๆ หลายคนเริ่มจากการเคลียร์ตู้เสื้อผ้า แล้วต่อยอดเป็นอาชีพเสริม ก่อนจะกลายเป็นอาชีพหลักโดยไม่รู้ตัว

สิ่งที่มักตามมาพร้อมรายได้คือคำถามเรื่อง “ภาษี” ว่าการขายเสื้อผ้ามือสองต้องเสียภาษีหรือไม่ รายได้แบบนี้สรรพากรมองอย่างไร บทความนี้จะช่วยให้เข้าใจภาพรวมแบบง่ายๆ และนำไปใช้ได้จริง

เสื้อผ้ามือสอง แบบไหนเข้าข่ายเป็นรายได้

ก่อนอื่นต้องแยกให้ออกว่า การขายเสื้อผ้ามือสองเป็นการ “ขายทรัพย์สินส่วนตัว” หรือเป็น “การค้าขาย
ถ้าเป็นการขายเสื้อผ้าของใช้ส่วนตัว ขายเป็นครั้งคราว ไม่ได้ซื้อมาเพื่อขายต่อ และไม่ได้ทำอย่างต่อเนื่อง ลักษณะนี้โดยทั่วไปจะไม่ถือเป็นการประกอบธุรกิจ รายได้มักไม่เข้าข่ายต้องนำไปเสียภาษี

แต่ถ้าเริ่มมีการรับเสื้อผ้ามาขาย ซื้อเสื้อผ้ามือสองจากแหล่งต่างๆ มาขายต่อ มีการตั้งราคา ไลฟ์ขายทุกสัปดาห์ เปิดเพจหรือร้านออนไลน์อย่างจริงจัง แบบนี้สรรพากรมองว่าเป็น “การค้าขาย” และรายได้ที่เกิดขึ้นถือเป็นเงินได้ตามกฎหมาย ต้องนำมาคำนวณภาษี

รายได้จากเสื้อผ้ามือสอง ถือเป็นเงินได้ประเภทใด

รายได้จากการขายเสื้อผ้ามือสองที่ทำเป็นลักษณะค้าขาย จะถูกจัดเป็นเงินได้ตาม มาตรา 40(8) ซึ่งครอบคลุมรายได้จากการพาณิชย์ การขายสินค้า และการประกอบธุรกิจทั่วไป ไม่ว่าจะขายหน้าร้าน ขายออนไลน์ ไลฟ์สด หรือขายผ่านแพลตฟอร์มใด รายได้ทั้งหมดต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในแต่ละปี

รายได้ต้องนับจากอะไร

หลายคนเข้าใจผิด คิดว่าต้องเสียภาษีเฉพาะ “กำไร” แต่ในทางภาษี สรรพากรเริ่มพิจารณาจาก รายรับทั้งหมด ก่อน เช่น ขายเสื้อผ้าได้ตัวละ 200 บาท ขายได้ 1,000 ตัว รายรับคือ 200,000 บาท แม้จะมีต้นทุนเสื้อผ้า ค่าขนส่ง ค่าแพ็กสินค้า รายรับทั้งหมดนี้ต้องนำมาพิจารณาก่อน แล้วจึงค่อยหักค่าใช้จ่ายตามวิธีที่กฎหมายอนุญาต

ต้องยื่นภาษีแบบไหน

ผู้ขายเสื้อผ้ามือสองในนามบุคคลธรรมดา ต้องยื่นภาษีเงินได้ประจำปีตามแบบ ภ.ง.ด.90 โดยนำรายได้ทั้งปีมาคำนวณ ถ้ามีรายได้ระหว่างปีถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด อาจต้องยื่นแบบกลางปีเพิ่มเติมด้วย ขึ้นอยู่กับลักษณะรายได้และยอดที่เกิดขึ้นจริง

ภาษีมูลค่าเพิ่ม เกี่ยวข้องหรือไม่

จุดที่หลายคนกังวลคือเรื่อง VAT หลักเกณฑ์คือ หากรายได้จากการขายเสื้อผ้ามือสองเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และเรียกเก็บ VAT จากลูกค้า

เมื่อจด VAT แล้ว ผู้ขายต้องยื่นแบบภาษีทุกเดือน แม้บางเดือนจะไม่มีรายได้ก็ตาม หากไม่จดทั้งที่เข้าเกณฑ์ อาจมีความผิดและโดนเรียกย้อนหลังได้

ค่าใช้จ่ายอะไรบ้างที่หักได้

ข่าวดีคือ ผู้ขายเสื้อผ้ามือสองสามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักภาษีได้ เช่น

• ต้นทุนเสื้อผ้าที่ซื้อมา
• ค่าขนส่งสินค้า
• ค่าแพ็กกิ้ง
• ค่าโฆษณา ค่าโปรโมทร้าน
• ค่าแพลตฟอร์ม หรือค่าธรรมเนียมการขาย
ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ควรมีหลักฐานการจ่ายเงิน เช่น สลิปโอน ใบเสร็จ หรือบันทึกการซื้อขาย เพื่อใช้ประกอบการคำนวณภาษี

เลือกหักค่าใช้จ่ายแบบไหนดี

ผู้ขายสามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 แบบ

• แบบเหมาจ่าย สะดวก ไม่ต้องรวบรวมเอกสารมาก
• แบบตามจริง เหมาะกับคนที่มีต้นทุนสูง
ธุรกิจเสื้อผ้ามือสองส่วนใหญ่มักมีต้นทุนสินค้าและค่าใช้จ่ายค่อนข้างมาก การหักตามจริงจึงช่วยลดภาษีได้ดีกว่า แต่ต้องจัดการเอกสารให้เรียบร้อย

ปัญหาที่ผู้ขายเสื้อผ้ามือสองมักเจอ

• ไม่แยกบัญชีขายกับบัญชีส่วนตัว
• ไม่บันทึกรายรับรายจ่ายสม่ำเสมอ
• คิดว่าเป็นรายได้เล็กน้อย เลยไม่ต้องเสียภาษี
• รายได้เกินเกณฑ์ VAT โดยไม่รู้ตัว
ปัญหาเหล่านี้อาจนำไปสู่ค่าปรับและภาษีย้อนหลังได้

สรุป รายได้จากเสื้อผ้ามือสอง หากทำเพียงขายของใช้ส่วนตัวเป็นครั้งคราว มักไม่ใช่ปัญหาทางภาษี แต่เมื่อใดที่เริ่มทำอย่างต่อเนื่อง มีการซื้อมาเพื่อขาย และสร้างรายได้เป็นเรื่องเป็นราว สรรพากรมองว่าเป็นการประกอบธุรกิจ และมีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามกฎหมาย

ซึ่งการเข้าใจภาษีตั้งแต่ต้น ไม่ได้ทำให้ธุรกิจยุ่งยากขึ้น แต่ช่วยให้ขายได้อย่างสบายใจ วางแผนรายได้ชัดเจน และพร้อมเติบโตต่อในอนาคตอย่างมั่นคง

 

อ่านบทความน่ารู้เกี่ยวกับภาษี เพิ่มเติม คลิกที่นี่
Source : Inflow Accounting