‘รักษ์‘ BAM ชี้สึนามิยังไม่จบ พร้อมไหลบ่าต่อเนื่องปีนี้ ห่วงหนี้กลุ่ม SM ทยอยไหลเป็นหนี้เสีย จากศก.เปราะบาง
ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวได้จำกัดและแรงกดดันด้านคุณภาพสินเชื่อที่ยังไม่คลี่คลาย ภาพ “หนี้เสีย” ในปี 2569 ยังคงเป็นประเด็นใหญ่ที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเมื่อสัญญาณหลายอย่างสะท้อนว่า ปัญหาหนี้ไม่ได้หายไป แต่เพียงรอเวลาถูกจัดการอย่างเหมาะสมเท่านั้น
ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM กล่าวว่า หากประเมินภาพรวมหนี้เสียในปี 2569 ยังอยู่ในภาวะ “น้ำรอระบาย” กล่าวคือ มีหนี้จำนวนมากที่รอการปะทุหรือทยอยทะลักเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง ภายใต้บริบทเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและคาดว่าจะเติบโตได้เพียงประมาณ 1.5% ส่งผลให้ระดับหนี้เสียในระบบยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องราว 7-9%
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า “สึนามิหนี้” ยังคงดำรงอยู่ แม้ไม่ใช่ปัญหาใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่เป็นภาระสะสมที่ยังไม่ได้รับการระบายออกอย่างเป็นระบบ และรอเวลาที่จะถูกจัดการด้วยแนวทางที่ถูกต้องเหมาะสม
ประเด็นที่น่ากังวลในปีนี้ คือภาพของหนี้เสียที่อาจไม่สะท้อนความเป็นจริงทั้งหมด เพราะนอกจากหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) แล้ว ยังมีหนี้อีกกลุ่มหนึ่งที่น่าจับตาอย่างยิ่งคือหนี้กลุ่ม Special Mention (SM) หรือหนี้ค้างชำระไม่เกิน 90วัน ซึ่งหนี้จำนวนมากในกลุ่มนี้มีแนวโน้มเปลี่ยนสถานะจาก “ใกล้เสีย” ไปเป็น “ของเสีย” ในท้ายที่สุด
ด้วยเหตุนี้หนี้กลุ่ม SM จึงเปรียบเสมือน“ระเบิดเวลา” ที่รอการปะทุในระยะต่อไป โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจนิติบุคคล ซึ่งมีอยู่ในระบบบัญชีกว่า 1.5 ล้านราย และนอกระบบบัญชีอีกกว่า 1.7 ล้านราย หากไม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ในระดับประเทศ
“ลูกหนี้บางคน เหมือนอากงที่อยู่ในเครื่อง ECMO” สภาวะสมองตายแล้ว แต่ยังดูเหมือนมีชีวิตอยู่ได้เพราะมีเครื่องมือช่วยพยุงสัญญาณชีพ หากถอดเครื่องมือเหล่านั้นออกก็ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ด้วยตนเอง ภาวะนี้เป็นผลจากมาตรการช่วยเหลือต่างๆที่เปรียบเสมือนการใส่เครื่อง ECMO เพื่อยื้อเวลา ขณะที่ปริมาณหนี้และสินทรัพย์ที่รอการจัดการในระบบเวลานี้มีจำนวนล้นหลาม เกินกว่าความสามารถในการรองรับในปัจจุบัน”
ในด้านกลยุทธ์การบริหารหนี้เสียปีนี้ BAM ตั้งเป้าซื้อหนี้โดยเน้นคุณภาพมากขึ้น ใช้งบประมาณราว 3,000-5,000 ล้านบาท คาดว่าจะทำให้มีมูลหนี้เข้าพอร์ตเพิ่มเติมประมาณ 30,000 ล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวถือว่าลดลงจากอดีตที่เคยใช้งบปีละ 8,000-10,000 ล้านบาท เพื่อหลีกเลี่ยงการนำหนี้เข้ามาสะสมไว้โดยไม่สามารถบริหารจัดการได้จริง
นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมเสริมกำลังบุคลากรหรือที่เรียกว่า“กองทัพปีศาจ”ผ่านการสรรหาพนักงานและผู้บริหารใหม่จำนวนมากจากทุกช่องทาง เพื่อเข้ามาช่วยภารกิจติดตามหนี้และบริหารทรัพย์สินทั่วประเทศ
“แม้ในทางทฤษฎี BAM จะสามารถหยุดซื้อหนี้ได้ถึง 3 ปีข้างหน้า เพราะมีสต๊อกหนี้สะสมเพียงพอสำหรับบริหารจัดการระยะยาว แต่ในทางปฏิบัติไม่สามารถหยุดซื้อได้ เนื่องจากบริษัทเป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดในตลาด หากหยุดซื้อหนี้อาจถูกมองเป็นสัญญาณผิดปกติ และสร้างความตื่นตระหนกต่อตลาดทุนและผู้เกี่ยวข้อง”
ภารกิจสำคัญต่อจากนี้ คือการเปิดโอกาสให้ลูกหนี้สามารถกลับเข้าสู่ระบบการเงินอีกครั้ง โดยหากลูกหนี้ปรับโครงสร้างหนี้และรักษาวินัยการชำระได้ต่อเนื่อง 12 เดือน BAM จะผลักดันให้ลูกหนี้เหล่านั้นได้รับ “โอกาสที่สอง” จากสถาบันการเงิน
ทั้งนี้หากมองตลาดในปัจจุบันกำลังกลายเป็น “Zero Sum Game”ที่แทบไม่เหลือสินทรัพย์หรือโอกาสดีๆให้เลือกมากนัก การแข่งขันจึงรุนแรง เปรียบเสมือนลูกค้าทุกคนมีเจ้าของอยู่แล้ว ผู้ที่ต้องการลูกค้าใหม่จำเป็นต้องยอมเป็น “บ้านที่สอง” หรือ “บ้านที่สาม” ของลูกค้าเหล่านั้น ส่งผลให้การแข่งขันในอนาคตอาจต้องหันมาโฟกัสลูกค้ากลุ่มนี้มากขึ้น
ท่ามกลางคลื่นหนี้ที่ยังไม่คลี่คลาย บทบาทของผู้บริหารสินทรัพย์อย่าง BAM จึงไม่ใช่เพียงการรับซื้อหนี้และบริหารพอร์ตเท่านั้น หากแต่เป็นกลไกสำคัญในการ“จัดระเบียบ”หนี้ที่ค้างคาอยู่ในระบบ พร้อมสร้างโอกาสให้ลูกหนี้ที่พร้อมปรับตัวได้กลับมายืนบนขาของตนเองอีกครั้ง ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังเปราะบางและการแข่งขันทางการเงินที่เข้มข้นยิ่งขึ้นในระยะข้างหน้า





