ธปท.เปิดเฮียริ่ง2ประกาศ คุมเข้มธุรกรรมเงินสด ยกระดับพิสูจน์ตัวตนจากการทำธุรกรรมการเงินตามความเสี่ยงสูงลูกค้า ปิดช่องแบงก์ใช้เป็นช่องทางเคลื่อนย้าย ซุกซ่อนจากเงินที่กระทำความผิด ชี้พบอาชญากรรมทางการเงินสูงขึ้นต่อเนื่องช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา หวั่นกระทบเชื่อมั่นกระทบเสถียรภาพการเงินในระบบ
ล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อ (ร่าง) หลักเกณฑ์ 2 ฉบับ ได้แก่ 1.ร่างหลักเกณฑ์การปฏิบัติและการบริหารจัดการความเสี่ยงของธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสด และ 2. ร่างหลักเกณฑ์การปฏิบัติและการบริหารจัดการความเสี่ยงจากการใช้บริการทางการเงินของลูกค้า
การเปิดเฮียริ่งครั้งนี้ มีจุดตั้งต้นสำคัญจากแนวทางกำกับดูแลเชิงรุกในยุคของ “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)ที่ประกาศชัดถึงความจำเป็นในการสกัดเส้นทางธุรกรรมการเงินสีเทา และบัญชีม้า ซึ่งถูกมองว่าเป็นหนึ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างขนาดใหญ่ของประเทศ
ก่อนหน้านี้ “วิทัย” ผู้ว่าการธปท.ฯ ออกมาประกาศต่อเนื่องว่าอยู่ระหว่างการหารือ เพื่อออกมาตรการสกัดเส้นทางธุรกรรมการเงินสีเทา และบัญชีม้า มาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาธุรกิจสีเทา และการคอร์รัปชันที่ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะภาครัฐ แต่ยังครอบคลุมถึงภาคเอกชนด้วย
การเปิดเฮียริ่งสองฉบับครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงการปรับปรุงข้อกำหนดเชิงเทคนิค แต่เป็นส่วนหนึ่งของทิศทางเชิงรุกในการปิดช่องโหว่ของระบบสถาบันการเงิน ไม่ให้ถูกใช้เป็นช่องทางในการเคลื่อนย้าย ซุกซ่อน หรือแปรสภาพเงินที่ได้จากการกระทำความผิด
- หวั่น‘เงินสด’ช่องทางธุรกรรมผิด ก.ม.
สำหรับ(ร่าง)หลักเกณฑ์บริหารจัดการความเสี่ยงจากธุรกรรมเงินสด ธปท.ระบุว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่า “เงินสด” ถือเป็นสื่อกลางสำคัญที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมทางการเงินของผู้ใช้บริการทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการฝากเงิน ถอนเงิน หรือผ่านเช็คเงินสด แลกธนบัตรฯลฯ
โดยธุรกรรมที่เกี่ยวกับเงินสดผ่านระบบสถาบันการเงิน อาจมีข้อจำกัดอย่างมีนัยสำคัญในการติดตามหรือตรวจสอบเส้นทางการเงินหรือเส้นทางทำธุรกรรม เนื่องจากยังขาดข้อมูลทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดที่ครบถ้วนเพียงพอ
ส่งผลให้ธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดอาจถูกใช้เป็น “ช่องทาง” สนับสนุนการกระทำผิดหรือกิจกรรมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
สำหรับร่างการบริหารจัดการความเสี่ยงของธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสด ธปท. มีเป้าหมายเพื่อให้สถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ต้องยกระดับการบริหารจัดการความเสี่ยงของธุรกรรมที่เกี่ยวกับเงินสด
โดยเฉพาะกรณีที่พบพฤติกรรมการฝากหรือถอนเงินสด หรือเช็คเงินสด หรือการแลกธนบัตรผ่านสาขาทั่วไป ที่สูงเกินความจำเป็น หรือการทำธุรกรรมผ่านสาขาอิเล็กทรอนิกส์ที่มีความถี่ หรือมูลค่ารวมไม่สอดคล้องพฤติกรรมปกติของลูกค้า
โดยต้องมีกระบวนการให้ลูกค้าแสดงตน หรือยืนยันตัวตนก่อนทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสด รวมทั้งต้องมีการติดตาม ตรวจจับ ตรวจสอบ และดำเนินการเมื่อพบหรือได้รับแจ้งการทำธุรกรรม ที่เกี่ยวกับเงินสดที่มีลักษณะผิดปกติของลูกค้าให้
สอดคล้องตามระดับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้สถาบันการเงินถูกใช้เป็นช่องทางสนับสนุนการกระทำความผิด หรือกิจกรรมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันจะช่วยคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน เสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชน และสนับสนุนเสถียรภาพระบบสถาบันการเงิน
- ธปท.พบอาชญากรรมการเงินเพิ่ม-ซับซ้อนขึ้น
สำหรับการเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อ (ร่าง) หลักเกณฑ์การปฏิบัติและการบริหารจัดการความเสี่ยงจากการใช้บริการทางการเงินของลูกค้า
ธปท.ระบุว่า ท่ามกลางสถานการณ์อาชญากรรมทางการเงินที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และซับซ้อนขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เริ่มพบสัญญาณปัญหา “อาชญากรรม” ทางการเงินหรือ financial crime ที่สถาบันการเงินถูกใช้เป็นช่องทางในการ “เคลื่อนย้าย ซุกซ่อน และแปรสภาพเงิน” จากการกระทำความผิดที่อยู่ในรูปแบบต่างๆ ทั้งผ่านวิธีการเดิมและวิธีการใหม่ตามพัฒนาการทางเทคโนโลยี ส่งผลให้ปัญหามีจำนวนเพิ่มขึ้น และซับซ้อนยิ่งขึ้นอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน และเสถียรภาพระบบการเงินในที่สุด
จากปัญหาเหล่านี้จึงนำมาสู่การเปิดเฮียริ่งหลักเกณฑ์ทั้งสองฉบับในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการความเสี่ยงของสถาบันการเงินอย่างเป็นระบบ
เพื่อยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจให้รัดกุมมากขึ้น
ท่ามกลางสถานการณ์อาชญากรรมทางการเงินที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและซับซ้อนขึ้น
โดยต้องยกระดับกระบวนการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าให้เหมาะสม สอดคล้องกับระดับความเสี่ยง และครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการรู้จักลูกค้า (KYC) การติดตาม เฝ้าระวัง ตรวจจับ และดำเนินการเมื่อพบพฤติกรรมการใช้บริการหรือทำธุรกรรมที่ผิดปกติ เพื่อป้องกันไม่ให้สถาบันการเงินถูกใช้เป็นช่องทางก่ออาชญากรรมการเงิน อันจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นประชาชน และเสถียรภาพระบบสถาบันการเงิน รวมทั้งคุ้มครองผู้ใช้บริการไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ
ทั้งนี้ต้องกำหนดโครงสร้าง three lines of defense อย่างชัดเจน โดยหน่วยธุรกิจหรือพนักงานสาขาในฐานะด่านแรกต้องพิจารณารับลูกค้าอย่างเข้มงวด สอบถาม สัมภาษณ์ สังเกต และวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า หากพบความผิดปกติให้ตรวจสอบเพิ่มเติม และบันทึกข้อมูลไว้ในระบบ เพื่อป้องกันการทำธุรกรรมผ่านสาขาอื่น
ขณะที่หน่วยงานบริหารความเสี่ยงหรือกำกับดูแล และหน่วยตรวจสอบภายในต้องมีส่วนร่วมผลักดันและประเมินประสิทธิภาพการควบคุมภายในอย่างต่อเนื่อง
หากพบพฤติกรรมผิดปกติ ต้องยกระดับการตรวจสอบเป็น Enhanced CDD (EDD) และหากไม่สามารถตรวจสอบในระดับเข้มข้นได้ ต้องปฏิเสธการทำธุรกรรม พร้อมทั้งจัดให้มีระบบ monitoring ที่สามารถติดตาม ตรวจจับ และปรับปรุงเงื่อนไขการเฝ้าระวังอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงกำหนดกระบวนการยืนยันตัวตนที่รัดกุม
เช่น multi-factor authentication โดยเฉพาะธุรกรรมที่ไม่พบหน้าลูกค้า
กรณีพบข้อมูลชัดเจนว่า บัญชีถูกใช้ก่ออาชญากรรมทางการเงิน สถาบันการเงินต้องไม่ทำธุรกรรมกับลูกค้า กำหนดระดับความเสี่ยงสูงทันที และดำเนินการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเงิน ฐานะทางการเงิน อาชีพ วัตถุประสงค์การทำธุรกรรม และผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ
ทั้งนี้ ร่างประกาศทั้ง 2 ฉบับ จะเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างหลักเกณฑ์ดังกล่าวตั้งแต่ 10 ก.พ.ถึงวันที่ 24 ก.พ.2569





