“ปิติ” ทีทีบี ชี้ปัญหาระบบการเงินไทย ระบบการเงินขาดข้อมูล ข้อมูลไม่ถูกรวมอยู่ในศูนย์เดียวกัน ไม่สามารถแยกแยะคนดี-คนเสี่ยง ทำให้ดอกเบี้ยสินเชื่อถูกคิดในมาตรฐานเดียวกัน แนะชำแหละระบบการเงินดึง "เครดิตสกอร์-ตั้ง“ศูนย์ข้อมูลกลาง”ใช้พิจารณาสินเชื่อจากทุกแหล่งข้อมูล เพื่อให้เห็นภาพการเงินทั้งระบบลดเสี่ยง
“ปิติ ตัณฑเกษม”ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบีธนชาต หรือทีทีบี ฉายภาพให้เห็นถึง “ปัญหา”ของระบบการเงินไทยว่า “ต้นตอ”ของระบบการเงินไทย ปัญหาหนี้และความเปราะบางทางการเงินของคนไทย ไม่ได้เกิดจากการขาดวินัยเพียงอย่างเดียว
แต่ยังสะท้อนความบกพร่องของ “ระบบ”ที่ไม่สามารถ “แยกแยะ”ระหว่างคนที่พยายามทำดี กับคนที่ผิดซ้ำซาก ทำให้ดอกเบี้ยแทบไม่ได้สะท้อนพฤติกรรมของผู้กู้
ขณะเดียวกันระบบข้อมูลยังไม่ครบถ้วน เพราะเรามีทั้งผู้ให้บริการทางการเงินทั้งในและนอกระบบ มีทั้งคนที่อยู่ในระบบเครดิตบูโร และไม่ได้อยู่ในระบบ ทำให้ไม่สามารถเห็นข้อมูล “หนี้”หรือการเงินได้ครบถ้วนหรือชัดเจน เหล่านี้จึงนำมาสู่ปัญหาทางการเงิน “เรื้อรัง”มาถึงในปัจจุบัน
ทางออกเรื่องนี้ มองว่า ประเทศไทยต้องมีระบบคะแนนเครดิต (Credit Scoring)ซึ่งไม่ใช่แค่เครื่องมือเก็บข้อมูล แต่ต้องถูกนำมาใช้จริงในการกำหนดอัตราดอกเบี้ย ปัจจุบันผู้กู้จำนวนมากไม่มีแรงจูงใจในการรักษาคะแนน เพราะคะแนนดีหรือไม่ดี แทบไม่สร้างผลลัพธ์ที่ต่างกันในชีวิตจริง ดอกเบี้ยยังสูงใกล้เคียงกัน โอกาสเข้าถึงสินเชื่อก็ไม่สะท้อนคุณภาพของผู้กู้อย่างแท้จริง
ดังนั้นระบบเครดิตที่ใช้งานได้จริง ต้องมี 3 ขาหลัก 1.ต้องมีข้อมูลที่เพียงพอ 2.ต้องมีระบบคะแนนรายบุคคล และ3.สถาบันการเงินต้องนำคะแนนนั้นมาใช้กำหนดดอกเบี้ยอย่างเป็นรูปธรรม หากคะแนนดี ดอกเบี้ยต้องต่ำ และหากคะแนนไม่ดี ดอกเบี้ยต้องสูง
ขณะเดียวกันต้องมีกลไกให้ผู้ที่ “สอบตก” สามารถสอบซ่อม ปรับพฤติกรรม และไต่ระดับคะแนนกลับขึ้นมาได้ ไม่ใช่ถูกตัดโอกาสตลอดชีวิต!
“ไม่เพียงแค่การประเมินคะแนนด้านเครดิตของผู้กู้ แต่ในฐานะผู้ปล่อยกู้ก็ต้องรับผิดชอบเช่นกัน หากมีส่วนปล่อยกู้จนทำให้ลูกค้าที่เคยมีคะแนนที่ดี กลายเป็นลูกหนี้เสีย
ซึ่งมาจากการปล่อยกู้มากเกินไปของสถาบันการเงิน ในทางกลับกันหากสถาบันการเงินรับลูกค้าที่มีคะแนนต่ำเข้ามา แล้วสามารถปรับโครงสร้างหนี้ ดูแล และช่วยให้คะแนนดีขึ้นได้สถาบันการเงินเหล่านี้ก็ควรได้รับการยกย่อง ไม่ใช่ถูกตีตราว่าเสี่ยง”
ปัญหาสำคัญในวันนี้คือ ผู้กู้จำนวนมาก ไม่รู้คะแนนเครดิตของตัวเอง ทำให้ไม่มีเป้าหมาย ไม่มีแรงจูงใจ และไม่รู้ว่าจะต้องปรับปรุงตรงไหน ยิ่งไปกว่านั้น ข้อมูลในระบบยังไม่สมบูรณ์
เพราะหนี้บางประเภท เช่น หนี้สหกรณ์ หรือหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.)ไม่ได้ถูกส่งเข้าสู่ระบบประมวลผลกลาง ส่งผลให้ “ใบเกรดทางการเงิน” ที่เห็น อาจไม่สะท้อนความเป็นจริงทั้งหมด
ในส่วนของ "ทีทีบี" อยู่ระหว่างการเปิดตัว "สินเชื่อส่วนบุคคล"ที่คิดดอกเบี้ยตามความเสี่ยงลูกหนี้ (Risk-based Pricing) ในช่วงก.พ.นี้ แม้ยอมรับว่าข้อมูลในระบบยังไม่สมบูรณ์ เพราะขาดข้อมูลทางการเงินทั้งระบบ แต่สถาบันการเงินควร “เป็นผู้นำ"เพื่อเริ่มสร้างมาตรฐาน ไม่ใช่รอให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบแล้วค่อยทำ
ซึ่งสุดท้ายแล้วก็คาดหวังว่า จะเห็นการแข่งขันระหว่างธนาคารในการแย่งลูกค้าที่มีคะแนนดี ซึ่งจะช่วยกดดอกเบี้ยในตลาดลงจากเพดาน 24-25% ที่ปัจจุบันแทบทุกคนโดนเท่ากัน ไม่ว่าพฤติกรรมทางการเงินจะดีหรือแย่
อีกหนึ่งแกนสำคัญคือโครงการ “CHECKED HUB”ที่สมาคมธนาคารไทยอยู่ระหว่างเสนอ กับธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ที่เดิมโครงการมาจากดาต้าบูโร(Data Bureau) หรือศูนย์กลางการรวบรวมและแลกเปลี่ยนข้อมูลธุรกรรมทางการเงิน หลักๆเพื่อแก้ปัญหาเรื่องความโปร่งใสและข้อมูล
โดย CHECKED HUB จะเป็นเหมือน “ไปรษณีย์กลาง” ที่ไม่ได้เก็บสินค้า หรือข้อมูลไว้เอง แต่ทำหน้าที่รับออเดอร์ตามความยินยอมของเจ้าของข้อมูลเพื่อไปดึงข้อมูลจากแหล่งต่างๆมาส่งให้ผู้ที่ต้องการตรวจสอบ
ภายใต้ระบบ CHECKED จึงต้องมีการแบ่งแยกธุรกรรมเช่นธุรกรรมที่ซับซ้อนน้อยหรือมาก เช่นหากทำธุรกรรมพื้นฐาน ระดับ S ก็อาจไม่ต้องตรวจสอบมาก แต่หากเป็นธุรกรรมที่ซับซ้อนหรือมีความเสี่ยงสูง ระดับ M หรือ L เช่น การโอนเงินจำนวนมาก หรือการซื้อทองปริมาณมหาศาล ก็จำเป็นต้องให้ความยินยอม Consent เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องของตัวตน พฤติกรรม และปริมาณเงินเป็นต้น
“หากเปรียบเทียบการขอข้อมูลที่ต้องได้รับการยินยอม เช่น หากต้องการปกป้องตัวเอง หากเป็นคนทั่วไปควรเข้าถึงได้แค่ “สเปรย์พริกไทย” แต่ถ้าใครอยากได้ “ปืนกล” ก็ต้องผ่านการตรวจสอบเข้มขึ้น”
ไม่เพียงเท่านั้น มองว่าการทำธุรกรรมการโอนเงินต่างๆ ควรมีกระบวนการยืนยันตัวตน หรือ Verifiable Credentials ที่จะช่วยให้การทำธุรกรรมออนไลน์ปลอดภัยขึ้น และลดการฉ้อโกง
โดยผู้โอนสามารถเห็นได้ว่าบัญชีปลายทางมีตัวตนและประวัติจริงหรือไม่ เพื่อให้การทำธุรกรรมร่วมกันมีความมั่นใจมากขึ้น และลดปัญหาฉ้อโกงโดยเฉพาะผ่านการซื้อขายออนไลน์ ระบบนี้จะช่วยให้คนเห็นว่าบัญชีปลายทางเป็นบัญชีร้านค้าที่มีประวัติจริงหรือไม่ ก่อนตัดสินใจโอนเงิน
“ปิติ”ยังเตือนอีกว่า ประเทศไทยกำลังกลายเป็น “สวรรค์ของเงินเทา” จากปัจจัยหนุนหลายด้าน ทั้งพรมแดน ระบบแลกเงิน ทองคำ และคริปโทฯต่างๆขณะที่ข้อมูลจำนวนมากยังถูกเก็บในรูปแบบที่ไม่สามารถนำมาประมวลผลเพื่อติดตามพฤติกรรมผิดปกติได้
ดังนั้น หากประเทศยังไม่สามารถรวมศูนย์นโยบายข้อมูล และยังทำงานแบบต่างคนต่างทำปัญหาจะไม่มีวันถูกแก้ เชื่อว่าหากสามารถดึงทุกฝ่ายมานั่งโต๊ะเดียวกัน และใช้ “CHECKED”เป็นแกนกลาง ประเทศไทยจะสามารถจัดการปัญหาได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำอย่างแท้จริง
ตราบใดที่การแก้ปัญหายังเป็นเพียงการแตะผิวเผิน ไม่กล้าลงมือกับโครงสร้างจริง วงจรปัญหาเศรษฐกิจก็จะกลับมาในรูปแบบเดิม ซ้ำแล้วซ้ำเล่า





