วันศุกร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

‘ซีอีโอ’ ขานรับตั้งรัฐบาล ‘เสถียรภาพ’ แนะเข้มเงื่อนไข ‘เคพีไอ’ รัฐมนตรี

‘ซีอีโอ’ ขานรับตั้งรัฐบาล ‘เสถียรภาพ’ แนะเข้มเงื่อนไข ‘เคพีไอ’ รัฐมนตรี

‘ซีอีโอ’ ขานรับตั้งรัฐบาล ‘เสถียรภาพ’ แนะเข้มเงื่อนไข ‘เคพีไอ’ รัฐมนตรี หลังผลการเลือกตั้งชัดเจนมีเสียงสะท้อนจาก “ผู้นำภาคการเงิน” และบริษัทใหญ่ชั้นนำต่างเห็นตรงกันว่า "เสถียรภาพ-เอกภาพ-ความต่อเนื่องของนโยบาย” เป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นความเชื่อมั่น และขับเคลื่อนประเทศทั้งมิติการเมือง เศรษฐกิจจริง และตลาดทุน

โดยหวังว่าการตั้งรัฐบาลเร็ว และเข้มแข็งจะเอื้อการตัดสินใจเชิงนโยบายเกิดขึ้นมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญต้องนำไปสู่การปฏิบัติ

นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCBX กล่าวว่า หลังผลเลือกตั้งชัดเจน จากเสียงประชาชนที่เลือกแล้ว และมีทิศทางชัดเจนว่าต้องการสนับสนุนพรรคการเมืองใด ความชัดเจนเหล่านี้สะท้อน “ความมีเอกภาพ” ซึ่งนำไปสู่การคาดหวังเชิงบวกว่าไทยจะตั้งรัฐบาลใหม่ได้เร็ว และจะมีความเข้มแข็งทางการเมือง

ทั้งนี้หากมีรัฐบาลได้เร็ว ความแข็งแรง และความเป็นเอกภาพ มีความมั่นคง และไม่ต้องกังวลปัจจัยการเมืองมากเกินไปจะทำให้การตัดสินใจเชิงนโยบายเพื่อประโยชน์คนส่วนใหญ่ถูกต้อง ซึ่งสิ่งสำคัญไม่ใช่แค่มีแนวนโยบายที่ดี แต่ต้องนำนโยบายไปปฏิบัติให้เกิดผล

สำหรับนโยบายเร่งด่วนที่ต้องการเห็นคือ ควรใช้ทรัพยากรช่วยประชาชนส่วนใหญ่ที่กำลังเดือดร้อน โดยไม่ควรใช้ทรัพยากรแบบสูญเปล่าหรือใช้แล้วหมดไป แต่ต้องเปลี่ยนเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพราะช่วยการจ้างงานระดับภูมิภาค ทำให้ผู้เดือดร้อนมีงานทำ

และท้ายที่สุดประเทศจะมีโครงสร้างพื้นฐานเพิ่ม ซึ่งเป็นการใช้ทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการให้เปล่า

เสียงส่วนใหญ่ของประชาชนชัดเจนมากพอที่จะทำให้ตั้งรัฐบาลเกิดขึ้นได้เร็ว โดยอาจไม่จำเป็นต้องใช้เวลานานหรือต้องคำนึงปัจจัยการรวมกลุ่มจากหลายขั้วเหมือนอดีต ซึ่งความชัดเจนของจำนวนเสียงจะเป็นรากฐานสำคัญทำให้รัฐบาลแข็งแรง”

รวมทั้งสิ่งที่ต้องการให้รัฐบาลใหม่คำนึงเป็นพิเศษ คือ ความสามารถทำให้นโยบายเกิดขึ้นได้จริง โดยไทยไม่ขาดแนวคิดหรือนโยบายที่ดี แต่ความไม่ต่อเนื่อง และปัญหาการเมืองที่มากเกินไปทำให้แนวคิดดีปฏิบัติไม่เกิดผล

ดังนั้นรัฐบาลที่มีเสียงส่วนใหญ่ และมีเอกภาพควรกล้าที่จะลงมือทำนโยบายให้ประชาชน และประเทศได้ประโยชน์แท้จริง

  • จุดเริ่มต้นเรียกความเชื่อมั่นคืนสู่ ศก.ไทย

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า หลังผลการเลือกตั้งชัดเจนแม้จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่เป็นหัวใจสำคัญที่เรียกความเชื่อมั่นกลับคืนสู่เศรษฐกิจไทย ซึ่งกระบวนการเลือกตั้งที่ดำเนินไปจนทราบผลชัดเจนเป็นปัจจัยบวกทำให้ทุกภาคส่วนมั่นใจในกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

ทั้งนี้เสถียรภาพที่เกิดจากกระบวนการนี้จะส่งผลให้นโยบายมีความต่อเนื่อง แม้จะเปลี่ยนผ่านหรือเริ่มต้นใหม่เชิงการบริหาร แต่ทิศทางหลักที่วางรากฐานไว้ยังได้รับการขับเคลื่อนต่อ

สิ่งที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญจากนี้คือ ความต่อเนื่องของนโยบายระดับสากล เพราะปี 2569 มีความสำคัญยิ่งโดยเฉพาะเดือนก.ย.- ต.ค.2569 จะมีงานระดับโลกในไทยที่ต้องทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่าภารกิจนี้จะต่อเนื่องจากรัฐบาลเดิมดำเนินการไว้ 

รวมถึงการทำงานเชิงรุกของรัฐบาลชุดก่อนสร้างโมเมนตัมที่เข้มแข็ง ซึ่งหวังว่าจะทำให้กาลปัจจุบันได้รับผลลัพธ์เต็มที่ และโฟกัสที่เป้าหมายหลักได้มีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ต้องการเห็นต่อเนื่องจากข้อเสนอคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ภายใต้โครงการ Reinvent Thailand ที่จะทำให้เกิดความต่อเนื่อง และเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจรุดหน้าได้เร็วภายใต้สภาพแวดล้อมที่เข้าใจตรงกัน

เสถียรภาพ และความมั่นใจเป็นปัจจัยเกื้อหนุนการแก้ไขปัญหาระดับลึก เมื่อระบบมีเสถียรภาพ และความเชื่อมั่นกลับคืนแล้วจะเป็นโอกาสดีในการตัดสินใจ การแก้ปัญหาที่จำเป็นเพื่อนำไปสู่การปรับโครงสร้าง ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแต่ดำเนินการตรงจุด และยั่งยืน เพื่อให้โครงสร้างเศรษฐกิจแข็งแกร่งระยะยาว”

  • ภาคธุรกิจ” หวังเห็นความต่อเนื่องนโยบาย

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ (BBL) กล่าวว่า เมื่อผลการเลือกตั้งชัดเจนในเชิงนโยบายทั้งภาคตลาดทุน และภาคเอกชนมองเห็นเป็นทิศทางเดียวกันว่า นโยบายก่อนหน้านี้จะได้รับการขับเคลื่อนต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่น 

ทั้งจากนโยบายช่วงหาเสียงหรือการดำเนินการช่วงรัฐบาลชั่วคราวภายใต้การขับเคลื่อนของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รวมถึงนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

ซึ่งสะท้อนนโยบายเศรษฐกิจจะไม่หยุดชะงัก แต่จะขับเคลื่อนต่อเพื่อวางรากฐานสู่อนาคต

สำหรับทิศทางตลาดทุนนั้นหลายนโยบายยิ่งชัดเจนขึ้น ทั้งการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ ควบคู่การรักษาวินัยการคลังเคร่งครัด การผลักดันแผนพัฒนาตลาดทุน เช่น นโยบายจาก BOI to IPO ที่จะสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศระยะยาว 

หรือมิติการค้าระหว่างประเทศที่จะเห็นการผลักดันต่อเนื่องเกี่ยวกับการเปิดประเทศ การเปิดเสรีการค้าผลักดันตลาดไทยสู่ตลาดใหม่ เช่น อินเดีย รวมถึงการดูแลผลประโยชน์ และสิทธิของไทยในเวทีโลก

การที่พรรคแกนนำมีเสียงถึง 195 เสียง เป็นปัจจัยบวกมากเมื่อเทียบอดีตที่มีเพียง 120-130 เสียง ทำให้การบริหารจัดการราบรื่นขึ้น โดยเฉพาะกระทรวงหลักจะอยู่ในความดูแลของพรรคแกนนำ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตลาดทุนคาดหวังมาตลอด เพราะเสถียรภาพการเมืองนำไปสู่การขับเคลื่อนนโยบายที่ดีแบบไม่เกิดเสียงแตก ผลจากความเชื่อมั่นนี้สะท้อนผ่านดัชนีตลาดหุ้นที่ดีขึ้นจาก 1,000 จุด มาที่ 1,350 จุด”

ในด้านนโยบายเร่งด่วนที่อยากเห็นรัฐบาลเร่งขับเคลื่อนคือ การทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน เช่น โครงการคนละครึ่ง แต่สิ่งที่อยากเห็นเร่งดำเนินการคือ การเร่งโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่เคยชะลอตัว ทั้งโครงการอู่ตะเภา สนามบินภูเก็ตแห่งที่ 2, การขยายสนามบินเชียงใหม่ และโครงการพัฒนาที่สุวรรณภูมิ ที่เป็นการสร้างอนาคต และการแข่งขันให้กับประเทศอย่างรวดเร็ว

ส่วนวินัยการเงินการคลัง เชื่อมั่นว่าภายใต้ “เอกนิติ” จะคุมได้ดี และภายใต้การจับตามองของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Rating Agency) รัฐบาลยังมีทางออกขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยไม่ต้องใช้เงินงบประมาณทั้งการแก้กฎหมาย Regulatory Guillotine เพื่อแก้ไขกฎเกณฑ์ล้าสมัย และเป็นภาระภาคธุรกิจจะยิ่งสร้างเสถียรภาพให้รัฐบาล และทำให้ประเทศก้าวทันประเทศเพื่อนบ้าน

  • ดับบลิวเอชเอ” ลบภาพ “คนป่วยเอเชีย”

น.ส.จรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจ และการเมืองหลังจบการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.2569 มีความคาดหวังกับรัฐบาลชุดนี้มาก เนื่องจากเป็นรัฐบาลที่ต่อเนื่อง และเห็นปัญหามาแล้ว

โดยเฉพาะการได้ผู้เชี่ยวชาญมาช่วยงานเศรษฐกิจ และการทูตจะช่วยสื่อสารกับทั่วโลกและแก้ปัญหาตรงจุด

น.ส.จรีพร กล่าวถึงกรณีที่มีการพูดถึงไทยว่าเป็น “คนป่วยของเอเชีย” (Sick Man of Asia) ว่า ประเด็นนี้มีการพูดกันมานานหลายปีแล้ว แต่ตนยังคงมองเห็นจุดดีของประเทศเสมอ ดังนั้น หากประเทศไทยไม่มีข้อดี ตนคงไม่สามารถดึงเม็ดเงินลงทุนเข้ามาได้มหาศาลขนาดนี้

โดยในปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน (FDI) สูงถึง 1.3 ล้านล้านบาท ซึ่งสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ระดับ 1.2 ล้านล้านบาท และเติบโตขึ้นกว่า 60% แนะแก้ปัญหาระดับโครงสร้าง และหนี้สิน

ด้านการเมือง ส่วนตัวมีความยินดีที่เห็นแนวโน้มรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องการมากที่สุดคือ “ความต่อเนื่องของนโยบาย” โดยตนอยากเห็นรัฐบาลอยู่ครบเทอม 4 ปี เพื่อให้การวางนโยบายต่างๆ ไม่ชะงัก

"ฝากถึงการจัดสรรคณะรัฐมนตรีว่า ควรเน้นคนที่มีความรู้ ความสามารถจริง เป็น ‘ตัวจริงเสียงจริง’ และที่สำคัญต้องเป็นคนดี ไม่มีการทุจริตคอร์รัปชัน เพื่อดึงศักยภาพของประเทศกลับมาโดดเด่นในเวทีโลกอีกครั้ง

สำหรับสิ่งที่อยากให้รัฐบาลเร่งดำเนินการทันทีคือ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และการปลดล็อกหนี้ครัวเรือน และหนี้ SME ที่ทำให้ระบบการเงินติดขัด รวมถึงการดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม (ประมาณ 35 บาทต่อดอลลาร์) เพื่อไม่ให้กระทบต่อการท่องเที่ยว และการส่งออก

นอกจากนี้ ยังเสนอให้มี “Regulatory Guillotine” หรือการตัดกฎหมายที่ล้าสมัย และซ้ำซ้อนทิ้ง ลดขนาดภาคราชการที่เทอะทะ และนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพรุกพลังงานสะอาด และขยายฐานในเวียดนาม

น.ส.จรีพร กล่าวถึงแผนด้านพลังงานว่า ต้องการเห็นความชัดเจนของนโยบาย Green อาทิ เร่งร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP), โครงการ Direct PPA นำร่อง 2,000 เมกะวัตต์ เกิดขึ้นโดยเร็ว 
รวมทั้งการปรับปรุงสายส่งรองรับพลังงานสะอาดในพื้นที่ EEC พร้อมเสนอเทคโนโลยี SMR (Small Modular Reactor) ซึ่งเป็นคำตอบพลังงานสะอาดที่มั่นคงสำหรับ Data Center และ AI ในอนาคต

“เป้าหมายสำคัญคือ การทำให้ GDP ของไทยปีนี้โตเกิน 2% หากเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพก็หวังว่าจะทำได้ตามเป้าหมายเพื่อขยับขึ้นเป็น 3-5% ในปีต่อ ๆ ไป เพื่อพิสูจน์ศักยภาพที่แท้จริงของประเทศ และถือเป็น KPI ของรัฐบาลด้วย” น.ส.จรีพร กล่าว

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์