วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

“อมรเทพ” ชี้หากผล ‘เลือกตั้ง‘เสียงข้างมากชัด จัดรัฐบาลไม่ยาก เตือนไทย ‘รอไม่ได้’ ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่น

“อมรเทพ” ชี้หากผล ‘เลือกตั้ง‘เสียงข้างมากชัด จัดรัฐบาลไม่ยาก  เตือนไทย ‘รอไม่ได้’ ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่น

แม้ผลการเลือกตั้งล่าสุด จะยังไม่ชัดเจน ว่าพรรคการเมืองไทยจะขึ้นมาเป็นรัฐบาลใหม่ และสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้หลังจากนี้นั่นคือ “โจทย์หนัก” ที่จะต้องเร่งเข้ามาแก้ปัญหาหลังจากนี้

ภายใต้ภาพเศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญความไม่แน่นอนสูง ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ทั้งด้านเสถียรภาพทางการเมือง ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาอย่างยาวนาน 

ล่าสุด ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ได้วิเคราะห์สถานการณ์หลังจากนี้ โดยมองว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนจุดหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ หากการจัดตั้งรัฐบาลสามารถเดินหน้าได้อย่างมีเสถียรภาพ โปร่งใส และมีทีมเศรษฐกิจที่น่าเชื่อถือ ก็ยังพอมีโอกาสดึงความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้

แต่หากความล่าช้า ความคลุมเครือ และการลองผิดลองถูกยังคงดำเนินต่อไป เศรษฐกิจไทยอาจติดกับดักการเติบโตต่ำ และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างถาวร

  • เสถียรภาพคือเงื่อนไขแรกของการฟื้นเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ให้ความเห็นต่อผลการนับคะแนนเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งปรากฏว่า “พรรคภูมิใจไทย” มีคะแนนนำเป็นอันดับหนึ่งล่าสุด (20.30น.)โดยมองว่า สิ่งที่ประเทศต้องการมากที่สุดในช่วงเวลานี้ ไม่ใช่เพียงรัฐบาลใหม่ แต่คือรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ มีความชัดเจน โปร่งใส และมีทีมงานที่มีคุณภาพเพียงพอในการบริหารประเทศในภาวะที่เศรษฐกิจเปราะบาง

จากตัวเลขที่ปรากฏว่าพรรคแกนนำมีที่นั่งเกือบ 200 ที่นั่ง ทำให้เชื่อว่าการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากไม่น่าจะเป็นเรื่องยากนัก

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือความโปร่งใสของกระบวนการเลือกตั้ง ว่าจะมีข้อโต้แย้งหรือความผิดปกติในการนับคะแนนหรือไม่ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของตลาดและนักลงทุน

ในมุมของกระบวนการรับรองผลการเลือกตั้ง ไทม์ไลน์ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) น่าจะอยู่ในกรอบปกติ คือช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน หากผลการเลือกตั้งได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ และไม่มีประเด็นปัญหาตามมา ตลาดทุนมีแนวโน้มจะยอมรับผลดังกล่าว และมองเป็นปัจจัยบวกต่อบรรยากาศการลงทุน

สิ่งที่ตลาดไม่ต้องการเห็นมากที่สุด คือภาวะที่เรียกว่า “สามเศร้า” ซึ่งหมายถึง การเลือกตั้งไม่ชัด การจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า และนโยบายขาดความต่อเนื่อง เพราะจะทำให้ประเทศเสียเวลา เสียโอกาส และส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจโดยรวมในช่วงที่เปราะบางอยู่แล้ว

  • คนป่วยของเอเชีย” สัญญาณเตือนที่ไทยไม่ควรมองข้าม

อย่างไรก็ตามปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยกำลังกลายเป็น “คนป่วยของเอเชีย” หรือ Sick Man of Asia เป็นเรื่องที่ต้องนำมาขบคิดอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงการมองว่าเป็นภาพลบจากภายนอก แต่ต้องใช้เป็นสัญญาณเตือนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาอย่างยาวนาน

ปัญหาเหล่านี้ประกอบด้วย การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว ขีดความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอยลง และปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงมาก ซึ่งกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อการบริโภคและการเติบโตทางเศรษฐกิจ

 “ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยเพียงประมาณ 2% ต่อปี ซึ่งถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ขณะเดียวกัน เครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นภาคการผลิต การบริโภค หรือการท่องเที่ยว ก็ยังไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่”
    

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย คือความไม่แน่นอนทางการเมืองในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ที่มีการเปลี่ยนแปลงนายกรัฐมนตรีหลายครั้ง ทำให้นโยบายขาดความต่อเนื่อง และการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชนถูกเลื่อนออกไปอย่างต่อเนื่อง
GDP ปีนี้ยังโตต่ำ ครึ่งปีแรก “เหนื่อยมาก”

สำหรับภาพเศรษฐกิจในระยะสั้น แม้จะมีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศ แต่ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในปีนี้ก็ยังยากที่จะเติบโตเกินระดับ 2% โดยตัวเลขคาดการณ์จากธนาคารแห่งประเทศไทย อยู่ที่ประมาณ 1.5%

ขณะที่หลายสำนักวิจัยประเมินไว้ราว 1.7% ซึ่งสะท้อนชัดเจนว่าเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีแรกจะยังคงอยู่ในภาวะที่ “เหนื่อยมาก” แม้ในช่วงครึ่งปีหลังอาจเห็นสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้นบ้าง แต่ภาพรวมทั้งปียังคงเติบโตต่ำ

หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือความล่าช้าของงบประมาณในช่วงที่มีการเลือกตั้ง รวมถึงปัญหาในการเบิกจ่ายงบประมาณ ซึ่งเป็นข้อจำกัดเชิงระบบที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญกว่า GDP ปีเดียว คือคำถามว่า รัฐบาลใหม่จะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจไทยในปีต่อๆ ไป สามารถยกระดับการเติบโตไปอยู่ในช่วง 3-5% ได้จริง ซึ่งเป็นระดับที่จำเป็นต่อการยกระดับรายได้และความเป็นอยู่ของประชาชน

  • เร่งดึง “Dream Team” เศรษฐกิจปลุกความเชื่อมั่น

ดร.อมรเทพเน้นย้ำว่า “ความเชื่อมั่น” คือโจทย์ที่สำคัญที่สุดในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประเทศ และหนึ่งในวิธีที่เร็วที่สุดในการสร้างความเชื่อมั่น คือการจัดตั้ง “ทีมเศรษฐกิจ” ที่มีความเป็นมืออาชีพ มีความรู้ความสามารถ และมีภาพลักษณ์ที่โปร่งใส

โดยเห็นด้วยกับรายชื่อบุคคลที่เคยมีการเสนอมาก่อนหน้านี้ เช่น เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ,ศุภจี สุธรรมพันธุ์,อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ซึ่งหากสามารถดึงบุคคลที่มีความสามารถเหล่านี้เข้ามาทำงานได้จริง จะเป็นสัญญาณเชิงบวกอย่างมากต่อนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ทีมเศรษฐกิจที่ประเทศต้องการ ไม่ควรจำกัดอยู่เพียง 3-4 กระทรวงหลัก แต่ต้องครอบคลุมทุกภาคส่วน เพื่อให้การทำงานเชื่อมโยงและประสานกันได้อย่างราบรื่น

"ประเทศไทยไม่สามารถ “ลองผิดลองถูก” ได้อีกแล้ว เพราะเศรษฐกิจติดหล่มมาเป็นเวลานาน ไม่ว่าจะเป็นคนนอกที่เป็นมืออาชีพ หรือนักการเมืองที่เป็นคนในระบบ หากมีความรู้จริง เก่งจริง และโปร่งใส ก็สามารถเข้ามาบริหารประเทศได้

  • ระวังกระตุ้นได้ระยะสั้น แต่ต้องระวังเสถียรภาพการคลัง

สำหรับนโยบายเรือธงอย่าง “คนละครึ่ง Plus” ดร.อมรเทพมองว่า เป็นมาตรการที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นได้จริง ทั้งในแง่การลดค่าครองชีพ และการช่วยพยุงผู้ประกอบการ SME

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องระวังคือการใช้มาตรการลักษณะเดิมซ้ำๆ อาจทำให้ประชาชนเกิดภาวะ “เสพติดประชานิยม” และสร้างภาระทางการคลังในระยะยาว

ประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญอย่างมาก คืออันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ (Credit Rating) และระดับหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลควรออกแบบนโยบายให้เป็นแบบจำกัดเฉพาะกลุ่ม ไม่หว่านแห และต้องทำให้คำว่า “Plus” มีความหมายมากกว่าการแจกเงิน

ในมุมของเขา “Plus” ควรหมายถึงการเพิ่มนวัตกรรม การฝึกอาชีพ การพัฒนาทักษะแรงงาน และการดึงคนเข้าสู่ระบบภาษี แม้จะเป็นเรื่องที่ประชาชนอาจไม่ชอบในระยะสั้น แต่จะช่วยเสริมเสถียรภาพทางการคลังของประเทศในระยะยาว

  • หาเครื่องยนต์ใหม่ เมื่อการบริโภคเริ่มไปต่อไม่ไหว

ทั้งนี้  มองว่ารัฐบาลไม่ควรมุ่งกระตุ้นเฉพาะการบริโภคภาคเอกชนอีกต่อไป เนื่องจากปัจจุบันการบริโภคมีสัดส่วนสูงถึงราว 60% ของ GDP และเริ่มเติบโตช้าลงจากปัญหาหนี้ครัวเรือน

เครื่องยนต์ที่ต้องเร่งเครื่องอย่างจริงจังคือ การลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะเอกชนรายใหญ่ที่ยังถือเงินสดจำนวนมาก หรือเลือกไปลงทุนในต่างประเทศ รัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่นให้เอกชนเหล่านี้กลับมาลงทุนในประเทศไทย และเชื่อมโยงการลงทุนเข้ากับนวัตกรรมใหม่

อีกเครื่องยนต์สำคัญคือ การเร่งเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) และการเปิดตลาดใหม่ๆ เพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดการย้ายฐานการผลิตออกจากจีนเพื่อลดความเสี่ยงจากสงครามการค้า

โดยไทยต้องตั้งรับสถานการณ์นี้ให้ดี เพื่อให้ SME ไทยได้รับประโยชน์จากการถ่ายทอดเทคโนโลยี ไม่ใช่เพียงเป็นฐานการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ

  • ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่น “รอไม่ได้”

 หนึ่งในความกังวลสำคัญในช่วงรอยต่อระหว่างการนับคะแนนเลือกตั้งไปจนถึงการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี ซึ่งอาจยาวไปจนถึงเดือนมิถุนายน เขามองว่าเป็นระยะเวลาที่ยาวเกินไปสำหรับเศรษฐกิจที่อ่อนแอ รัฐบาลใหม่ “รอไม่ได้” ที่จะรอให้ทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์ก่อนจึงเริ่มทำงาน

แต่ควรเริ่มสร้างความเชื่อมั่นตั้งแต่วันนี้ สิ่งที่สามารถทำได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้งบประมาณ คือการพูดคุยกับภาคเอกชน เช่น หอการค้า และสภาอุตสาหกรรม เพื่อแก้ไขปัญหากฎระเบียบที่ซับซ้อน หรือ Deregulation

ที่สำคัญที่สุด คือการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นอุปสรรคใหญ่ที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยมาอย่างยาวนาน หากประเทศไทยสามารถพัฒนา One Stop Service ให้มีประสิทธิภาพและเข้มแข็งเหมือนเวียดนามได้ จะช่วยดึงดูดนักลงทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ

สุดท้ายแล้วมองว่า ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันอยู่ที่เพียง 2-2.5% ซึ่งต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ ทั้งอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม

การจะกลับมาเป็น “เสือเศรษฐกิจ” หรืออย่างน้อยยกระดับการเติบโตไปสู่ 3-4% ได้ รัฐบาลใหม่ต้องเร่งสร้างเสถียรภาพ ความโปร่งใส และความชัดเจนให้เร็วที่สุด ประเทศไทยไม่มีเวลาพอที่จะค่อยๆ เดินอีกต่อไป แต่ต้อง “วิ่ง” ตั้งแต่ก่อนเริ่มจุดสตาร์ท เพื่อดึงความเชื่อมั่นกลับมา และทำให้ภาคเอกชนพร้อมร่วมมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปข้างหน้าอีกครั้ง