วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

เศรษฐกิจซึมหนัก ‘แบงก์’ ตั้งรับ คุมเข้มปล่อยกู้ ‘ลดเสี่ยงหนี้เสีย’

เศรษฐกิจซึมหนัก ‘แบงก์’ ตั้งรับ คุมเข้มปล่อยกู้ ‘ลดเสี่ยงหนี้เสีย’

สองแบงก์ใหญ่รับปี 69 เศรษฐกิจเปราะบาง ต่ำสุดรอบ 30 ปี “กรุงศรี” เข้าสู่โหมดระมัดระวังปล่อยกู้ เดินกลยุทธ์ปล่อยสินเชื่อ-เลือกโตเฉพาะจุด เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ “ทีทีบี” ปีนี้ยังระวังไม่ใช่ปีแห่งการเติบโตหวือหวา ช่วงพอร์ตเอสเอ็มอี-อสังหาริมทรัพย์ยังเปราะบางสูง

เศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวต่อเนื่อง และจีดีพีที่เติบโตต่ำสุดในรอบกว่า 30 ปี กำลังบีบให้ธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบต้องปรับโหมดดำเนินธุรกิจเข้าสู่ความระมัดระวังสูงสุด โดยเฉพาะการปล่อยสินเชื่อที่ไม่อาจขยายตัวได้กว้างเหมือนในอดีต

นางสาวดวงดาว วงค์พนิตกฤต ประธานกลุ่มสนับสนุนธุรกิจด้านการเงิน และกลยุทธ์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) กล่าวว่า ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน ภาพรวมธนาคารทุกแห่งอยู่ในโหมดระมัดระวังทั้งหมด

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านกลยุทธ์ปล่อยสินเชื่อ หากพิจารณาในเชิงเศรษฐกิจมหภาค (Macro) จะพบว่า ในช่วงระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา ปีนี้เป็นปีที่การขยายตัวเศรษฐกิจ หรือจีดีพีเติบโตต่ำที่สุด ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ประมาณ 2% โดยตัวเลขจริงต่ำกว่านั้น เมื่อภาพรวมมหภาคชะลอตัว ส่งผลให้ทุกธนาคารจำเป็นต้องระมัดระวังในการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่องในปีนี้

ธนาคารกรุงศรีฯ ต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบ และระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะต้องตระหนักว่า ธนาคารยังมีหน้าที่ต้องดูแลเงินฝากของผู้ฝากเงินจำนวนมาก การดำเนินธุรกิจจึงต้องตั้งอยู่บนความรอบคอบเสมอ แม้ธนาคารจะระมัดระวัง แต่ก็พยายามที่จะเลือกกลุ่มลูกค้าที่เหมาะสมเพื่อประคับประคองการเติบโต

มองเอสเอ็มอียัง “น่าห่วง”
ในส่วนลูกหนี้กลุ่มที่ยังมีความเปราะบาง และมีความต้องการความช่วยเหลืออย่างมาก คือ กลุ่ม “เอสเอ็มอี” โดยสถานการณ์ของ SMEs ในขณะนี้ถือเป็นภาวะยากลำบากอย่างมาก

แต่ธนาคารไม่ได้ทิ้งลูกหนี้กลุ่มนี้ แต่ต้องทำงานด้วยอย่างใกล้ชิด และใช้เวลาอย่างมากในการเข้าไปช่วยเหลือรายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นการปรับโครงสร้างหนี้หรือวิธีอื่นๆ ที่ไม่ใช่แค่การใส่เงินเข้าไปอย่างเดียว

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาตามพอร์ตสินเชื่อ (Asset Quality) กลุ่มที่ยังเป็นประเด็นน่ากังวล ยังคงเป็นกลุ่ม SMEs และลูกหนี้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่ยังคงน่าห่วงต่อเนื่อง และกำลังเผชิญกับปัญหาหลายด้านรุมเร้า

โดยเฉพาะสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ขณะนี้ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เผชิญกับยอดขายบ้านไม่เติบโตตามเป้าผลมาจากระบบเศรษฐกิจโดยรวม ทำให้ลูกหนี้ทั้งสองกลุ่มนี้ยังต้อง “เหนื่อย” ต่อไป

ขณะที่กลุ่มอื่น เช่น ลูกหนี้รายใหญ่ ลูกหนี้ญี่ปุ่น บัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล ยังถือว่า มีคุณภาพดี และธนาคารบริหารจัดการได้

ดังนั้นปีนี้ ธนาคารตั้งเป้าเติบโตของสินเชื่อรวมไว้ที่ 2-4% โดยในพอร์ตสินเชื่อในประเทศนั้น ธนาคารมองเห็นโอกาสจากลูกหนี้รายใหญ่ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัจจุบันมีการแข่งขันในกลุ่มลูกค้ารายใหญ่สูงมาก เพราะธนาคารต่างๆ ไม่สามารถไปปล่อยสินเชื่อในกลุ่มอื่นได้ จึงหันมารุมแย่งชิงลูกค้ากลุ่มนี้ จนเกิดการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง

ในด้านการเติบโตด้านต่างประเทศ ธนาคารคาดเติบโตสูง 14-16% แม้ปัจจุบันสัดส่วนสินเชื่อต่างประเทศจะมีเพียง 5% แต่สามารถสร้างรายได้ถึง 20% ของรายได้ทั้งหมด ในระยะยาวธนาคารมีแผนขยายฐานรายได้จากอาเซียนให้มากขึ้น แต่ในปีนี้คาดว่าสัดส่วนรายได้จะยังคงอยู่ที่ประมาณ 20% 

สำหรับกลยุทธ์ในการรับมือกับความท้าทาย (2024-2026) ธนาคารเน้น 3 เรื่องหลัก คือ 1.Customer First การรับฟังความต้องการของลูกค้าจริงๆ และปรับการบริการให้เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละกลุ่ม 2.AI และ Digital Technology ผ่านลงทุนงบประมาณด้านเทคโนโลยีในปีนี้ถึง 17,000 ล้านบาท เพื่อใช้วิเคราะห์ข้อมูล และตอบโจทย์ลูกค้า 3.One Krungsri จากการผนึกกำลังบริษัทในเครือทั้ง 30 แห่ง เพื่อลดความสับสน และสร้างความสะดวกให้ลูกค้า

  • เลือกกลุ่มเป้าหมายปล่อยกู้ลดเสี่ยง

นายเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า กลยุทธ์การบริหารพอร์ตสินเชื่อท่ามกลางความเสี่ยง ภายใต้สภาพเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น และปัญหาหนี้เสีย (NPL) ในระบบการเงินที่ยังอยู่ในระดับสูง

โดยธนาคารได้กำหนดกลยุทธ์ปล่อยสินเชื่อในปีนี้อย่างชัดเจน ตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อรวมไว้ที่ 2-4% ถือเป็นการตั้งเป้าอย่างระมัดระวัง และเน้นการเลือกกลุ่มเป้าหมายอย่างเฉพาะเจาะจง (Very selective places) แทนการขยายตัวในวงกว้าง เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

อย่างไรก็ตาม มองว่าภายใต้ความท้าทายเหล่านี้ก็ยังมีโอกาสเติบโตได้ โดยเฉพาะจากต่างประเทศในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งมีการคาดการณ์ว่า จะมีอัตราการเติบโตที่แข็งแกร่งถึงประมาณ 10% 

สำหรับตลาดในประเทศไทย กลยุทธ์หลักจะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มบริษัทข้ามชาติ และบริษัทญี่ปุ่น (Japanese Corporate) ที่ยังมีความต้องการใช้บริการสินเชื่อ และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการเติบโตที่น่าสนใจ แม้ภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศอาจมีความเปราะบางอยู่บ้างก็ตาม

เอสเอ็มอี รายย่อยของเรายังแข็งแกร่ง แต่กลยุทธ์ปีนี้ ยังเน้นดูแลฐานลูกค้าเดิมเป็นหลัก ดังนั้นแม้ว่าสภาพตลาดโดยรวมอาจไม่ได้มีการเติบโตที่หวือหวา แต่กรุงศรีฯ มองว่ายังมีโอกาสดีในการเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มธุรกิจที่ธนาคารมีความเชี่ยวชาญ”

  • ทีทีบีย้ำปีนี้ยังดำเนินธุรกิจระมัดระวัง 

นายศรัณย์ ภู่พัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าธุรกิจ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB กล่าวว่า ปีนี้คาดการณ์จีดีพีอยู่ท่ีระดับ 1.5% ยังเป็นภาพการเติบโตที่ชะลอตัว ดังนั้นปีนี้ธนาคาร จึงตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อไว้เพียง 1-2% เท่านั้น

โดยยอมรับว่าภายใต้ภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน การเติบโตปีนี้คงไม่ใช่การเติบโต “หวือหวา” แต่จะเน้นเติบโตในแต่ละอุตสาหกรรม และให้ความสำคัญกับความมั่นคง และคุณภาพของสินเชื่อเป็นหลัก

“ปีนี้เรายังคงเน้นดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวัง และยังมีความกังวลในกลุ่ม SMEs ในแง่ความสามารถชำระหนี้ และความเสี่ยงต่างๆ ทำให้การคัดกรองลูกหนี้ยังต้องเข้มข้นต่อเนื่องจากที่ผ่านมา”

ทั้งนี้ หากดูพอร์ตสินเชื่อธุรกิจของทีทีบีโดยรวมอยู่ที่ 4.5-4.6 แสนล้านบาท แบ่งเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ 60-70%

SMEs 30-40% มองว่า ปีนี้รายใหญ่ยังมีสัญญาณของการลงทุนต่อเนื่อง โดยเฉพาะในโครงสร้างพื้นฐาน และด้านพลังงาน 

ขณะที่ ธุรกิจเอสเอ็มอีต่างๆ ยังมีการชะลอการลงทุน ธนาคารมีความกังวลต่อกลุ่ม SMEs มากกว่าในแง่ของความสามารถในการชำระหนี้ และความเสี่ยง ทำให้ต้องคัดกรองอย่างเข้มข้น

“วันนี้ทุกธนาคารพาณิชย์ยังคงกังวล และติดตามลูกหนี้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะลูกหนี้อสังหาฯ ที่ด้อยลงบ้าง แต่ในพอร์ตของเรายังคงอยู่ระดับปกติ ซึ่งปกติกลุ่มนี้ เป็นกลุ่มที่มีความอ่อนไหวต่อภาวะดอกเบี้ย และกำลังซื้ออยู่แล้ว และการปล่อยสินเชื่อของเราเน้นดู LTV เคร่งครัด ทำให้พอร์ตของเรายังดี แต่ก็ต้องติดตามใกล้ชิด”

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์