“กรุงไทย” ห่วงเศรษฐกิจไทยปี 69 เสี่ยงโตต่ำสุดรอบ 30 ปี ติดกับดักโตต่ำ ขาดเครื่องยนต์ใหม่ ชี้เศรษฐกิจไทยถึงจุดต้อง “ยกเครื่อง” ห่วงเอสเอ็มอีติดหล่มยาว กำไรหด หนี้พอก เสี่ยงตกชั้นทั้งระบบ หากไม่เร่งพลิกโครงสร้างธุรกิจ เปิดข้อมูลย้อนหลัง 15 ปีสะท้อนกำไรถดถอยทุกอุตสาหกรรม “กสิกรไทย” ชี้สินเชื่อเอสเอ็มอี หดต่อเนื่อง NPL พุ่งเกิน 7% สะท้อนเศรษฐกิจฐานรากไม่ฟื้น
ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ Krungthai COMPASS เปิดภาพรวมเศรษฐกิจภายใต้หัวข้อ Economic Outlook 2026 : Reinvent Thailand Strategy for a sustainable turn around” โดยมองว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตไม่ถึง 2% โดยประเมินไว้เพียง1.8%
ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตต่ำมากในเชิงสถิติ ซึ่งต่ำสุดรอบ 30 ปี ที่ถือเป็นครั้งแรกที่ไทยเริ่มต้นปีด้วยการคาดการณ์การเติบโตต่ำกว่า 2% ไม่นับช่วงมีวิกฤติ เช่น วิกฤติโควิด
รวมทั้งเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญสภาวะติดหล่ม การติดกับดักการเจริญเติบโตต่ำ ปัญหาพื้นฐานสำคัญคือไทยขาดเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่มานาน
สิ่งที่น่าห่วงคือ ภาคธุรกิจเอสเอ็มอีในประเทศไทย ที่กำลังเผชิญกับความยากลำบากอย่างยิ่งในการบริหารจัดการความเสี่ยง ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ซบเซา
ทั้งนี้ภายใต้ โครงการReinvent Thailand ที่คำนึงทรัพยากรทั้งภาครัฐและเอกชนมีจำกัด ประเทศไทยควรเลือกโฟกัสที่ 6 อุตสาหกรรมที่มีศักยภาพการเติบโตสูง เพื่อผลักดันให้กลุ่มเหล่านี้เป็น New S-curve หรือเครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจ
- เร่งยกเครื่องเศรษฐกิจไทยเร่งด่วน
ดร.ฉมาดนัย มากนวล ผู้อำนวยการฝ่าย Krungthai COMPASS กล่าวว่า ถึงเวลาที่ไทยต้อง “ยกเครื่อง” หรือปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเร่งด่วน ความท้าทายนี้เปรียบเสมือนพายุที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน หรือ “Perfect Storm” จากทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก การถูกถาโถมด้วยเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก
รวมถึงเศรษฐกิจในประเทศประสบปัญหาเชิงโครงสร้างเรื้อรัง ทั้งด้านความสามารถการแข่งขันที่ลดลงเมื่อเทียบบริบทโลกยุคใหม่ รวมถึงข้อจำกัดการดำเนินนโยบายของภาครัฐที่เผชิญความท้าทายมากขึ้น
สัญญาณเหล่านี้สะท้อนออกมาผ่านตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจไทยต่ำกว่าระดับ 2% ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าโมเดลเศรษฐกิจแบบเดิมอาจไม่เพียงพอ
- SME กระดูกสันหลังติดหล่มเศรษฐกิจ
ดร.กฤษฏิ์ ศรีปราชญ์นักวิเคราะห์ Krungthai Compass กล่าวว่า หัวใจสำคัญของเศรษฐกิจไทย คือ เอสเอ็มอี ที่เป็นกระดูกสันหลังและเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ โดยจากการศึกษาข้อมูลย้อนหลัง 15 ปี พบอยู่ภาวะ “ติดหล่ม” อย่างน่ากังวล แม้โควิดผ่านไปแต่ธุรกิจยังไม่ฟื้น
รวมทั้งหากย้อนดูผลประกอบการพบว่าความสามารถในการแข่งขันถูกกัดกร่อนต่อเนื่อง สะท้อนปัญหาที่อาจลึกและไม่อาจรอให้เศรษฐกิจฟื้นตัวตามรอบปกติ
ทั้งนี้ หากดู 6 อุตสาหกรรมในโครงการ Reinvent Thailand ที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจสูง เช่น อาหารและเกษตร ยานยนต์ การแพทย์และสุขภาพ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การท่องเที่ยว การค้าส่งและค้าปลีก เนื่องจากกลุ่มนี้มีผลกระทบเศรษฐกิจวงกว้างมีรายได้รวมกันถึง 38 ล้านล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็น 64% ของรายได้ธุรกิจทั้งหมด และมีขนาดธุรกิจที่ใหญ่มาก โดยมีเอสเอ็มอีกลุ่มนี้รวมกัน 230,000 ราย และจ้างงานสูงถึง 10.6 ล้านคน
สะท้อนว่าการจะเปลี่ยนประเทศได้ต้องเริ่มต้นจากการ Reinvent SME กลุ่มนี้ลำดับแรก
รวมทั้งจากการศึกษาพบบริษัท 160,000 แห่งใน 6 เซกเตอร์ยุทธศาสตร์ จากอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) หรือกำไรธุรกิจไทยลดต่อเนื่อง 15 ปี (2553-2567) ตอกย้ำปัญหาการลดลงของกำไรเป็นเรื่องที่แยกจากกันไม่ได้กับการถดถอยของเอสเอ็มอีภาพรวม
- ธุรกิจเผชิญการ “ตกชั้น” ผลประกอบการแย่ลง
ทั้งนี้ หากแบ่งกลุ่มธุรกิจตามประสิทธิภาพการดำเนินงานออกเป็น 5 ระดับ ตั้งแต่ดีมากไปจนถึงแย่มาก ตลอดช่วง 15 ปีที่ผ่านมา พบว่าธุรกิจ SME มีสภาวะ “ตกชั้น”อย่างเห็นได้ชัด
สัดส่วนของธุรกิจที่อยู่ในกลุ่ม “สีส้ม” และ “สีแดง” คือกลุ่มที่ผลประกอบการแย่และแย่มาก ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่เคยมีอยู่ 20% เมื่อ 15 ปีที่แล้ว ปัจจุบันกลับเพิ่มสูงขึ้นจนครอบคลุมกว่าครึ่งหนึ่งของธุรกิจทั้งหมดในปี 2567
สะท้อนว่ากับดักที่ SME เผชิญอยู่ไม่ใช่เพียงปัญหาเฉพาะตัวของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่กัดกร่อนความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจทั้งระบบ
นอกจากนี้ จากผลการศึกษาพบว่า ธุรกิจที่ต้องการการพลิกฟื้นมักจะประสบกับ 3 ปัญหาหลักที่เหมือนกันอย่างมีนัยสำคัญ
1.มีหนี้สะสมในระดับสูง มีภาระหนี้สินสูงกว่าทุนหลายเท่าตัว
2.การขาดสภาพคล่องขาดกระแสเงินสดที่เพียงพอในการหมุนเวียนธุรกิจ
3.อัตรากำไรขั้นต้นต่ำเป็นปัญหาที่ต้นทางของโมเดลธุรกิจ
ทั้งนี้ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังความสามารถในการชำระหนี้ ดังนั้นเมื่อมีกำไรที่น้อยทำให้เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันหรือ Shock ธุรกิจจะขาดทุนทันทีและต้องไปกู้หนี้มาเติมสภาพคล่องจนกลายเป็นวงจรหนี้ที่ไม่สิ้นสุด
สิ่งที่น่ากังวล คือปัญหาเรื่องอัตรากำไร (Margin) ต่ำคือจุดอ่อนที่สำคัญที่สุด เพราะเมื่อกำไรบาง ธุรกิจจะไม่มีเกราะป้องกันต่อความเสี่ยง เมื่อเกิดปัญหาเพียงเล็กน้อยจนทำให้ขาดทุน ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องก่อหนี้เพื่อนำเงินมาหมุนเวียน
สิ่งที่จะตามมาคือภาระดอกเบี้ยที่สูงขึ้นตามไปด้วย เมื่อรายได้มีจำกัดแต่ต้องแบ่งไปจ่ายดอกเบี้ยในสัดส่วนที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ธุรกิจก็จะติดอยู่ในวงจรหนี้ที่ยากจะถอนตัว หากไม่สามารถปลดล็อกเรื่องกำไรขั้นต้นได้
- เอสเอ็มอีเผชิญหนี้สะสม-สภาพคล่องต่ำ
ดร.ก้องภพ วงศ์แก้ว นักวิเคราะห์ Krungthai Compass กล่าวว่า สถานการณ์ของธุรกิจ SME ในประเทศไทย 2 ธีมหลักที่เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนต่อจากนี้ คือ
1.การมุ่งเน้นไปที่การฟื้นฟูสุขภาพทางการเงินของ SME ซึ่งเป็นปัญหาเฉพาะหน้าและเรื้อรังที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน
2.การ”ผ่าตัดใหญ่”เพื่อเพิ่มความสามารถในการทำกำไรให้กับธุรกิจที่ถือเป็นเรื่องใหญ่
ทั้งนี้ หากดูเชิงลึกของปัญหาพบเอสเอ็มอีกำลังเผชิญปัญหาสัดส่วนหนี้ต่อทุนที่อยู่ระดับสูงมาก ซึ่งสะท้อนถึงภาวะหนี้สะสมจำนวนมากและสภาพคล่องอยู่ระดับต่ำ
สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหาในส่วนนี้จำเป็นต้องพึ่งพาการปรับโครงสร้างหนี้เป็นหลัก โดยที่ผ่านมาได้มีมาตรการอย่าง Soft Loan หรือการค้ำประกันสินเชื่อภายใต้โครงการ Reinvent Thailand เข้ามาช่วยตอบโจทย์และบรรเทาความเดือดร้อนในส่วนนี้ไปบ้างแล้ว
ดังนั้นทางเลือกที่เป็นทางรอด สำหรับเอสเอ็มอี การมุ่งเพิ่มความสามารถในการทำกำไรผ่านการลงทุนในสินค้าใหม่ที่มีมูลค่าสูง การตั้งเป้าหมายกลุ่มลูกค้าที่ชัดเจนมากขึ้นโดยเฉพาะในภาคบริการ เพื่อให้ธุรกิจสามารถเพิ่มราคาสินค้าหรือบริการได้
ทั้งนี้ แม้มาตรการช่วยเหลือสภาพคล่องยังจำเป็น แต่สิ่งที่จะทำให้เอสเอ็มอีพลิกฟื้นได้อย่างแท้จริงคือการโฟกัสไปที่ Margin และการยกระดับในห่วงโซ่คุณค่า ซึ่งถือเป็นทางเลือกที่มีอยู่ไม่มากนักในภาวะปัจจุบันที่เอสเอ็มอีต้องเผชิญกับอุปสรรคค่อนข้างมาก
“สิ่งที่ห่วงคือ เอสเอ็มอี มีผลกำไรต่ำเนื่องจากส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มธุรกิจที่ขายสินค้าหรือบริการในตลาดที่มีการแข่งขันสูงมาก ทำให้ธุรกิจไม่มีอำนาจในการตั้งราคา ยิ่งธุรกิจมีขนาดเล็กเท่าใด ความสามารถในการต่อรองราคาก็ยิ่งลดน้อยลงตามไปด้วย ทางออกของปัญหาคือต้องมุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่า การยกระดับสินค้าหรือบริการของตนเอง รวมถึงการเลือกเจาะกลุ่มตลาดที่เฉพาะเจาะจง”
- จับตาภาวะสินเชื่อดิ่ง-หนี้เสียพุ่ง
ดร.กาญจนาโชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทยจำกัด กล่าวว่า หากย้อนหลังไป 10 ปีก่อน หรือย้อนหลังตั้งแต่หลังโควิด-19 พบว่าการปล่อยสินเชื่อสำหรับกลุ่มเซกเมนต์
ทั้งนี้ เอสเอ็มอี ไม่ได้มีทิศทางที่ดีขึ้น จากการเผชิญกับปัจจัยท้าทายตามสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันที่สินเชื่อเอสเอ็มอี ติดลบติดต่อกันหลายปี ส่วนหนึ่งจากการทยอยชำระคืนหนี้ และความเข้มงวดของสถาบันการเงินที่ต้องพิจารณาปล่อยสินเชื่อตามศักยภาพที่แท้จริงของผู้กู้ โดยดูจากเครดิตและความเสี่ยงเป็นหลัก
และประการสุดท้ายคือ ตัวผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเองที่ไม่ได้มีความต้องการเบิกใช้สินเชื่อจำนวนมากเหมือนเมื่อก่อน
โดยพบว่าเอสเอ็มอี แม้จะยังมีความต้องการเงินทุน แต่ก็มีความระมัดระวังในการกู้ยืมสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่เอื้ออำนวยให้เกิดการขยายตัวของธุรกิจ ทำให้สินเชื่อเอสเอ็มอี ติดลบแม้จะมีความพยายามจากภาครัฐหรือสถาบันการเงินในการผลักดันกลไกการปล่อยสินเชื่อใหม่ๆ เช่นผ่านมาตรการ Credit Boost เพื่อช่วยเหลือกลุ่มที่มีโอกาสก็ตาม
“ภาพรวมสินเชื่อในปีนี้ สถานการณ์ยังคงไม่สู้ดีนัก สินเชื่ออาจติดลบถึง 0.4% ขณะที่ธุรกิจ เอสเอ็มอี ยังคงเป็นเซกเมนต์ที่ตัวเลขการเติบโตของสินเชื่อติดลบอย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อและการหดตัวของพอร์ตสินเชื่อเอสเอ็มอี ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืน และธุรกิจขนาดเล็กยังคงเผชิญกับความยากลำบากในการขยายตัว”
- สัดส่วนหนี้เสียเอสเอ็มอีสูงกว่าภาพรวม
หากดูปัญหาหนี้เสีย หรือ NPL ของเอสเอ็มอี เป็นเรื่องที่น่ากังวลต่อเนื่อง เนื่องจากสัมพันธ์กับความต่อเนื่องของเศรษฐกิจที่เผชิญกับปัญหาที่ถาโถมเข้ามาสลับไปมา ทำให้การฟื้นตัวขาดความต่อเนื่อง ส่งผลให้ตัวเลข NPL ของเอสเอ็มอีทยอยปรับตัวสูงขึ้นในช่วงไม่กี่ไตรมาสที่ผ่านมา
โดยหากพิจารณาในภาพรวม NPL ในกลุ่มเอสเอ็มอี ถือว่ามีสัดส่วนที่สูงกว่าสินเชื่อประเภทอื่นและสูงกว่าภาพรวมของตลาด สะท้อนว่ากลุ่มนี้เป็นปัญหาที่รอการแก้ไข จากการเผชิญกับปัญหา NPL เรื้อรังมาอย่างยาวนาน ทั้งก่อนหน้าโควิดและต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
“การมองภาพหลังยุคโควิดจะเห็นว่า ในปัจจุบัน สัดส่วน NPL ของเอสเอ็มอีได้ก้าวเข้าสู่โซนที่ สูงกว่า 7% ไปแล้ว ตัวเลขนี้สะท้อนถึงคุณภาพสินเชื่อที่ถดถอยลง และเป็นสัญญาณเตือนว่าผู้ประกอบการจำนวนมากกำลังอยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถแบกรับภาระหนี้ได้อีกต่อไป ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง”





