ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้เอฟเฟกต์เศรษฐกิจทรุด ฉุดสินเชื่อแบงก์ปี 69 จ่อติดลบต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 หลังสินเชื่อเอสเอ็มอีหดตัวแรง ติดลบ 5ปีติดต่อกัน ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่วิกฤติต้มยำกุ้ง ชี้แบงก์เผชิญโจทย์ท้าทายจาก “หนี้เสีย” พุ่งต่อเนื่อง ด้าน “ทีทีบี” ชี้ยอดขายรถจ่อต่ำสุดรอบ 3 ทศวรรษ
แม้สัญญาณการฟื้นตัวของสินเชื่อจะเริ่มปรากฏชัดขึ้น แต่ภายใต้เศรษฐกิจที่ชะลอตัว หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง และเอสเอ็มอียังเปราะบาง ทำให้สินเชื่อระบบแบงก์ไทยในปี 2569 ยังไม่พ้นภาวะ “ติดลบ” อีกทั้งยังคงเผชิญความเสี่ยงด้านหนี้เสียที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า หากดูภาพรวมสินเชื่อของระบบแบงก์ไทย 17 แห่ง ในปี 2569 คาดว่า ภาพรวมสินเชื่อคาดติดลบที่ระดับ 0.7% ในปีนี้
ซึ่งเป็นการติดลบต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน จากคาดการณ์สินเชื่อรวมที่คาดปี 2568 ที่คาดติดลบที่ 2.3% และจากปี 2567 ที่ 0.4% (บนฐานการประเมินแบบเก่า)
โดยภาวะสินเชื่อที่ยังอยู่ในภาวะ “ติดลบ” ต่อเนื่อง หลักๆ มาจากหลายสินเชื่อที่มีความเปราะบางมากขึ้น ทั้งเอสเอ็มอี รายย่อย ที่ถือเป็นกลุ่มที่ฟื้นตัวช้า และได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัว
บวกกับภาวะหนี้ที่อยู่ระดับสูง ทั้งของเอสเอ็มอี และครัวเรือนทำให้ความสามารถในการขอสินเชื่อมีความยากลำบากมากขึ้น ส่งผลให้ธนาคารยังคงระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อต่อเนื่อง จากแรงกดดันด้านเครดิตของลูกหนี้ที่ด้อยลงต่อเนื่อง
“ปีก่อนติดลบ 2.3% ปีนี้ก็ยังเป็นการติดลบต่อเนื่อง บนซีรีส์เดิม ภาพเศรษฐกิจชะลอตัว คุณภาพสินเชื่อเปราะบาง ปีนี้มองว่าสินเชื่อยังคงเป็นการติดลบต่อ ทำให้เมื่อรวมปีนี้จะเป็น 3ปีติดที่ติดลบจะติดลบต่อ โดยระดับที่ติดลบ 0.7% ถือเป็นการติดลบน้อยลง สะท้อนการ Recover ของภาพสินเชื่อบ้าง แต่ก็ยังอยู่ในสภาวะที่น่าห่วง เพราะสินเชื่อที่ขยายตัวฟื้นตัวไม่ทันกับทิศทางของภาพรวมที่โดยรวมยังดูแย่ ทำให้ภาพรวมยังคงติดลบต่อเนื่อง”
- สินเชื่อเอสเอ็มอีจ่อติดลบ 5 ปีติด
หากดูไส้ในของภาพรวมสินเชื่อแบงก์ไทย พบว่า ที่ติดลบมากที่สุดคือ สินเชื่อเอสเอ็มอี ที่คาดว่าปี 2569 ที่ยังคาดติดลบต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 มาอยู่ที่ระดับ 4% จากปีก่อนที่คาดติดลบ 5.7% ซึ่งถือเป็นการติดลบต่อเนื่องยาวนานที่สุด นับตั้งแต่ช่วงหลังวิกฤติต้มยำกุ้ง
ส่วนหนึ่งมาจากภาพรวมธุรกิจเอสเอ็มอีที่ยังคงเปราะบางต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งมาจากการธุรกิจมีความด้อยลงจากผลกระทบเศรษฐกิจ และปีนี้ยังเป็นปีแห่งการคืนสินเชื่อที่มากสุดเป็นประวัติการณ์มากกว่าการปล่อยสินเชื่อใหม่ จากการระมัดระวังในการลงทุน
“วันนี้สินเชื่อเอสเอ็มอีถือว่า หดตัวหนักกว่าทุกกลุ่ม โดยเป็นการติดลบต่อเนื่องต่ำที่สุดแล้ว หากนับตั้งแต่เราเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งที่ สินเชื่ออดีตติดลบ 4-5 ปีติดต่อกัน สะท้อนว่าเอสเอ็มอียังคงเปราะบาง ซึ่งถือว่าน่าห่วงต่อเนื่อง ดังนั้นมองว่า มีความจำเป็นอย่างมากในการออกมาตรการเฉพาะจุด เพื่อช่วยเหลือกลุ่มสินเชื่อเอสเอ็มอี โดยเฉพาะการกระตุ้นการปล่อยสินเชื่อเฉพาะเซกเมนต์มากขึ้น”
นอกจากนี้ หากดูพอร์ตสินเชื่อรายย่อยยังคงอ่อนแอเช่นเดียวกัน โดยคาดในปี 2569 รายย่อยจะติดลบอยู่ที่ 1% ติดลบต่อเนื่องหากเทียบกับปีที่ผ่านมาที่ติดลบที่ 1.2% โดยมาจากสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ที่ติดลบต่อเนื่องที่ 0.5% ปีนี้ จากลบ 0.6% ของปีที่ผ่านมา
เช่นเดียวกัน สินเชื่อเช่าซื้อที่คาดว่าปีนี้จะยังคงติดลบค่อนข้างมากที่ระดับ 8% จากปีก่อนที่ติดลบ 10.2% สวนทางกับสินเชื่อส่วนบุคคลที่ดีมานด์ยังพุ่งต่อเนื่อง จากความต้องการสินเชื่อภายใต้เศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้คาดการณ์ว่าสินเชื่อจะขยายตัวอยู่ที่ 1.5% ปีนี้ แต่หดตัวลงหากเทียบกับปีก่อนหน้าที่ขยายตัวที่ ระดับ 3%
แต่ภาพรวมสินเชื่อของธุรกิจรายใหญ่ ยังคงมีความต้องการขอสินเชื่อต่อเนื่อง จากธุรกิจที่ยังคงมีสายป่านยาวที่สามารถรับกับความอ่อนไหวของเศรษฐกิจได้มากกว่า ทำให้คาดว่าปีนี้สินเชื่อรายใหญ่น่าจะขยายตัวต่อเนื่องที่ระดับ 0.2%
โดยจะเห็นรายใหญ่หันมาขอสินเชื่อเพิ่มขึ้นแทนการออกหุ้นกู้ หรือระดมทุนผ่านตลาดเงินตลาดทุน จากต้นทุนดอกเบี้ยที่ต่ำลงต่อเนื่อง
- หนี้เสียพุ่งเฉียด 3% ปีนี้
อย่างไรก็ตาม ไม่เพียงแต่สินเชื่อที่หดตัวต่อเนื่อง แต่ในด้านหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอลของระบบธนาคารพาณิชย์ (28 แห่ง) น่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน โดยคาดหนี้เสียทั้งระบบแบงก์จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.80-2.97% ของสินเชื่อรวม สิ้นปี 2569 จาก 2.88% ไตรมาส 3/2568
โดยมองว่า โจทย์การจัดการคุณภาพหนี้ในปี 2569 อาจมีความท้าทายมากขึ้น โดยธนาคารพาณิชย์จะยังคงพิจารณาการปล่อยสินเชื่อใหม่ด้วยความระมัดระวัง ควบคู่กับการเร่งปรับโครงสร้างหนี้ และอาจต้องเฝ้าระวังการไหลตกชั้นของหนี้ดี และการไถลลงต่อเนื่องของหนี้ที่เริ่มมีปัญหาการชำระคืนท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มชะลอตัว และอาจเผชิญกับความไม่แน่นอนของปัจจัยทั้งใน และต่างประเทศ
- ยอดขายรถกระบะต่ำสุดรอบ 3 ทศวรรษ
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics ประเมินว่า ตลาดรถกระบะบรรทุก 1 ตันของไทยในปี 2569 ยังอยู่ในภาวะเปราะบาง คาดว่ายอดขายในประเทศจะอยู่ที่ราว 1.71 แสนคัน หดตัว 7% เมื่อเทียบกับปีก่อน และถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 24 ปี
สะท้อนแรงกดดันจากกำลังซื้อครัวเรือนที่ฟื้นตัวช้า และไม่ทั่วถึง ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำประกอบกับการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินที่ยังเข้มงวด
รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปตามการแข่งขันในตลาดยานยนต์ที่รุนแรงขึ้น เมื่อเทียบกับในอดีต
โดยตลาดรถกระบะไทยเคยมียอดขายสูงถึง 4-5 แสนคันต่อปี แต่ในช่วงหลังยอดขายลดลงมาอยู่เพียง 2-3 แสนคันต่อปี และมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง โดยในเชิงพื้นที่ ยอดจดทะเบียนรถกระบะป้ายแดงหดตัวติดต่อกันหลายปีในเกือบทุกจังหวัด โดยเฉพาะตลาดต่างจังหวัดซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 60-70% ของตลาดรวม
ในด้านโครงสร้างตลาด พบว่าสัดส่วนรถกระบะเซกเมนต์กลาง-บนปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยรถกระบะป้ายแดงช่วงราคา 8 แสนบาทถึง 9.99 แสนบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกระบะสองตอน ลดลงจาก 39% ในปี 2565 เหลือ 33.5% ในปี 2568
ขณะที่รถกระบะตอนเดียว และกระบะแคปบางรุ่นในช่วงราคา 6 แสนบาทถึง 7.99 แสนบาท มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 58% เป็น 62% ในช่วงเดียวกัน สะท้อนความอ่อนไหวด้านราคาของผู้บริโภค อย่างไรก็ดี ความนิยมรถกระบะพรีเมียมราคาตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไปกลับเพิ่มขึ้น แต่ยังเป็นตลาดขนาดเล็ก และกระจุกตัวมากกว่า 60% ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล
ttb analytics ระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่กดดันตลาดยังคงเป็นความเปราะบางของกำลังซื้อครัวเรือน โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ปานกลางถึงน้อย ซึ่งเป็นฐานลูกค้าหลักของรถกระบะ เนื่องจากรถกระบะเป็นสินทรัพย์เพื่อการประกอบอาชีพของครัวเรือน ภาคเกษตร และ SMEs
ขณะเดียวกัน ภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และคุณภาพหนี้ที่แย่ลง ทำให้สถาบันการเงินเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อ ส่งผลให้ผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ไม่แน่นอน เข้าถึงสินเชื่อได้ยากขึ้น
นอกจากนี้ ราคารถกระบะที่ปรับตัวสูงขึ้นจากการพัฒนารถเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ และการนำเทคโนโลยีใหม่รวมถึงรถกระบะไฟฟ้าเข้ามา ทำให้รถมีราคาสูงขึ้น สวนทางกับความต้องการของผู้ซื้อหลักที่ยังเน้นการใช้งานเชิงพาณิชย์ และความคุ้มค่า ส่งผลให้ผู้บริโภคบางส่วนหันไปเลือกใช้รถยนต์อเนกประสงค์หรือรถนั่งอเนกประสงค์ยกสูงที่มีราคาจับต้องได้มากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ผู้ผลิตรถยนต์จากจีนเข้ามาแข่งขันอย่างเข้มข้น
อีกปัจจัยสำคัญคือ การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ซึ่งเปลี่ยนมาอิงปริมาณการปล่อยก๊าซ CO2 และเทคโนโลยีขับเคลื่อนเป็นหลัก ส่งผลให้รถกระบะ และรถ PPV เครื่องยนต์ดีเซลถูกจัดเก็บภาษีในอัตราที่สูงขึ้น
โดยรถกระบะจะถูกเก็บภาษีเพิ่มเป็น 2-13% และรถ PPV เป็น 10-50% ทำให้ราคารถใหม่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นราว 2-10%
แม้ตลาดส่งออกรถกระบะจะยังเติบโตดีเพื่อชดเชยความต้องการในประเทศที่ชะลอตัว แต่ในระยะยาวยังเผชิญแรงกดดันจากมาตรฐานการปล่อยก๊าซ CO2 และกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะรถกระบะดีเซล
- หนี้รถกระบะคุณภาพเปราะบางหนี้พุ่ง
อย่างไรก็ตาม จากบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) ในเดือนพ.ย.ปี 2568 สำหรับสินเชื่อรถกระบะ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสินเชื่อรถยนต์ (Auto Loan) โดยพบว่าบัญชีสินเชื่อรถกระบะรวมอยู่ที่ 2.67 ล้านบัญชี ลดลง 0.8% จากเดือนก่อน และลดลง 8.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน
ขณะที่มูลหนี้คงค้างรวมอยู่ที่ 878,531 ล้านบาท ลดลง 1.2% จากเดือนก่อน และลดลง 14.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
โดยหากดูคุณภาพหนี้ของกลุ่มนี้พบว่าที่ชำระปกติ มีจำนวน 1.96 ล้านบัญชี ลดลง 0.3% จากเดือนก่อน และลดลง 8.7% จากปีก่อน มูลหนี้คงค้างอยู่ที่ 656,274 ล้านบาท ลดลง 0.7% จากเดือนก่อน และลดลง 15.4% จากปีก่อน
โดยหนี้ปกติของรถกระบะคิดเป็น 36.6% ของสินเชื่อรถยนต์ทั้งหมด
ขณะที่ กลุ่มหนี้ค้างชำระไม่เกิน 90 วัน (SM) มีจำนวนบัญชี 215,217 บัญชี ลดลง 6.9% จากเดือนก่อน และลดลง 24.8% จากปีก่อน แต่ยังมีมูลหนี้คงค้าง 67,790 ล้านบาท ลดลง 8.0% จากเดือนก่อน และลดลง 32.9% จากปีก่อน
โดยสัดส่วนหนี้กลุ่มนี้ของรถกระบะคิดเป็น 47.9% ของสินเชื่อรถยนต์ในกลุ่มเดียวกัน
ด้านหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) มีจำนวนบัญชี 497,076 บัญชี เพิ่มขึ้น 0.2% จากเดือนก่อน และเพิ่มขึ้น 4.9% จากปีก่อน มูลหนี้คงค้างอยู่ที่ 154,467 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 0.1% จากเดือนก่อน แต่เพิ่มขึ้น 1.6% จากปีก่อน โดยหนี้เสียของรถกระบะคิดเป็น 56.6% ของ NPL สินเชื่อรถยนต์ทั้งหมด
ส่วนกลุ่มหนี้ปรับโครงสร้าง (TDR) มีจำนวนบัญชี 72,291 บัญชี เพิ่มขึ้น 1.3% จากเดือนก่อน และเพิ่มขึ้น 9.1% จากปีก่อน มูลหนี้คงค้างอยู่ที่ 30,009 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.6% จากเดือนก่อน และเพิ่มขึ้น 12.6% จากปีก่อน คิดเป็น 55.5% ของสินเชื่อรถยนต์ในกลุ่ม TDR
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า แม้มูลหนี้สินเชื่อรถกระบะจะปรับลดลงตามทิศทางสินเชื่อรถยนต์โดยรวม แต่คุณภาพหนี้ในบางกลุ่มโดยเฉพาะ NPL และหนี้ปรับโครงสร้าง ยังคงอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับสินเชื่อรถยนต์ประเภทอื่น และยังเป็นจุดที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





