วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

นักเศรษฐศาสตร์ ห่วงหาเสียง เน้น ’แจกเงิน’ กระทุ้งแก้โครงสร้างระยะยาว

นักเศรษฐศาสตร์ ห่วงหาเสียง เน้น ’แจกเงิน’ กระทุ้งแก้โครงสร้างระยะยาว

3 นักเศรษฐศาสตร์ ห่วงนักการเมืองหาเสียง เน้นแจกเงินระยะสั้น ไม่ได้สร้างการเติบโตระยะยาว “อมรเทพ”ชี้ ต้องเร่งกระตุ้นลงทุน เชื่อมลงทุนต่างชาติ “พิพัฒน์” ชี้นโยบายหาเสียงยังติดกับประชานิยม แนะหันปฏิรูปโครงสร้างประเทศ “บุรินทร์” ชี้แจกเงินไม่ใช่ทางรอด แนะปฏิรูปภาษี การศึกษา การเกษตร

ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองและการเลือกตั้งที่นโยบายเศรษฐกิจยังแข่งขันกันด้วยมาตรการกระตุ้นระยะสั้น เสียงสะท้อนจากนักเศรษฐศาสตร์กลับชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างที่ลึกและซับซ้อนกว่าการ “แจกเงิน” เพื่อพยุงกำลังซื้อชั่วคราว ทั้งโจทย์การเติบโตระยะยาวที่อ่อนแรง สังคมสูงวัย คุณภาพแรงงาน การลงทุน และกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค 

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ทุกพรรคการเมืองต่างเห็นตรงกันถึงปัญหาใหญ่ของประเทศ

นั่นคือ กำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแอ ซึ่งมีรากเหง้ามาจากศักยภาพการเติบโตระยะยาวที่ลดลง ทั้งจากการลงทุนที่ขาดความต่อเนื่อง โครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่ตอบโจทย์ และทักษะแรงงานที่ไม่สอดคล้องกับตลาดแรงงานปัจจุบัน

ปัญหาเหล่านี้ซ้ำเติมด้วยการก้าวเข้าสู่ สังคมสูงวัย ที่ต้องการนโยบายแก้ไขอย่างจริงจังและเร่งด่วน

ในด้านการกระตุ้นกำลังซื้อ มองว่านโยบายของแต่ละพรรคมีความหลากหลาย ตั้งแต่การแจกเงินโดยตรงไปจนถึงการต่อยอดนโยบายเดิม

เช่น คนละครึ่ง พลัส แต่หัวใจสำคัญคือการกระจายเม็ดเงินออกสู่ต่างจังหวัด เพื่อลดการกระจุกตัวในกรุงเทพฯ นโยบายจึงมุ่งไปที่ภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ บางพรรคเลือกเจาะกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ ขณะที่บางพรรคพยายามเชื่อมโยงหลายภาคส่วนเข้าด้วยกันเพื่อยกระดับศักยภาพประเทศ

ประเด็นที่น่าสนใจคือการใช้นโยบาย หวยในรูปแบบต่าง ๆ เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นหวยเพื่อดึง SME เข้าสู่ระบบภาษี หวยบำเหน็จหรือหวยเกษียณเพื่อส่งเสริมการออมของสังคมสูงวัย รวมถึงหวยจังหวัด แนวคิดเหล่านี้สะท้อนความพยายามของรัฐในการใช้ “จริตคนไทย” มาเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบข้อมูลและระบบเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการ

  • แนะเร่งยกระดับลงทุน ดึงต่างชาติ

ดร.อมรเทพ กล่าวว่า ในเชิงการคลังเริ่มเห็นสัญญาณบวกจากการที่พรรคการเมืองเริ่มให้ความสำคัญกับการหาแหล่งรายได้เข้ารัฐ มากกว่าการพูดถึงการใช้เงินเพียงอย่างเดียว แม้ยังไม่มีพรรคใดเสนอขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT อย่างชัดเจน แต่การตระหนักถึงภาระการคลังสะท้อนความเข้าใจเรื่องเสถียรภาพในระยะยาว

แต่สิ่งที่อยากเห็นมากที่สุดคือ การกระตุ้นการลงทุนอย่างจริงจัง โดยต้องชัดเจนว่าการลงทุนจากต่างชาติจะสร้างประโยชน์ต่อ SME และคนไทยอย่างไร ไม่ใช่ดูเพียงตัวเลขการลงทุนหรือการส่งออก นอกจากนี้ เขายังเตือนให้ “ตัดตอนประชานิยม” ที่แจกเงินอย่างเดียว

เพราะพิสูจน์แล้วว่าแจกแล้วไม่เกิดการหมุนเวียนที่แท้จริง ควรเปลี่ยนเป็นนโยบายที่มีเงื่อนไข สร้างทักษะอาชีพ เพิ่มผลิตภาพ และทำให้ประชาชนพึ่งพาตนเองได้

ในระยะยาว เสนอให้วางรากฐาน 4 ด้าน คือ การลงทุน การศึกษา การยกระดับทักษะแรงงาน และการลดกฎระเบียบเพื่อเพิ่มการแข่งขัน พร้อมเดินหน้า FTA และเปิดเสรีมากขึ้น เขายังแสดงความกังวลต่อความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งอาจกระทบความเชื่อมั่น พร้อมทิ้งท้ายว่าประเทศไทยกำลังติดหล่มการเติบโตต่ำ และไม่มีเวลาเหลือให้เสียอีกต่อไป

  • เลิกวนกับประชานิยม เร่งแก้ปัญหา “โครงสร้าง” 

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาซ้อนทับจำนวนมาก

และการเลือกตั้งควรเป็นโอกาสให้พรรคการเมืองเสนอทางออกเชิงโครงสร้างมากกว่านโยบายกระตุ้นระยะสั้น ขณะที่การหาเสียงที่ยังวนเวียนกับการแจกเงินนั้นไม่ใช่แก่นของปัญหา

สิ่งที่อยากเห็นคือการวิเคราะห์อย่างตรงไปตรงมาว่า เศรษฐกิจไทยติดขัดตรงไหน และจะแก้อย่างไร ไม่ใช่การสัญญาว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นโดยไม่มีแผนรองรับ และไม่เห็นด้วยกับนโยบายแจกเงินในรูปแบบต่าง ๆ เพราะไม่ช่วยแก้ปัญหาระยะยาว และอาจเป็นการหลอกลวงประชาชน

หัวใจสำคัญที่อยากให้เน้นคือการยกระดับ คุณภาพของสถาบัน ทั้งสถาบันทางเศรษฐกิจ ระบบประชาธิปไตย หลักนิติธรรม และเสรีภาพทางเศรษฐกิจ พร้อมเสนอแนวคิด Regulatory Guillotine เพื่อลดกฎระเบียบล้าสมัย แก้ปัญหาคอร์รัปชัน และดึงดูดการลงทุน

โดยมองว่าปัญหาใหญ่ที่สุดของไทยคือ จำนวนประชากรที่ลดลง ซึ่งทำให้การเติบโตยากขึ้น ทางออกมีสองทางควบคู่กัน คือ การเพิ่มการลงทุน และการเพิ่มผลิตภาพ และไทยพลาดโอกาสจากการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ เช่น AI และ Semiconductor เนื่องจากปัญหาหลักนิติธรรมและความน่าเชื่อถือ

อีกประเด็นที่กังวลคือ การศึกษา โดยตั้งคำถามถึงคุณภาพเด็กไทยที่สะท้อนจากคะแนน PISA ที่ถดถอย แต่กลับไม่ถูกหยิบยกเป็นวาระสำคัญในการหาเสียง เขายังอยากเห็นการเลือกตั้งที่ประชาชนเลือกจาก “อุดมการณ์และนโยบาย” มากกว่าตัวบุคคล ดังนั้นสังคมควรตั้งคำถามกับนโยบายแจกเงินที่ไม่สร้างรากฐานให้ประเทศ

  • แจกเงิน ไม่ใช่คำตอบของการเติบโตระยะยาว

นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการและ Chief Economist ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า นโยบายเศรษฐกิจของพรรคการเมืองส่วนใหญ่ยังเน้นไปที่ การกระตุ้นระยะสั้น ไม่ว่าจะเป็นการแจกเงินหรือเพิ่มสวัสดิการ

ซึ่งแม้จะทำได้จริงและเห็นผลเร็ว แต่ไม่ใช่แนวทางที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

แต่ประเทศไทยต้องการนโยบายที่หันมาแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างประชากรที่หดตัว คุณภาพการศึกษา และความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง

ทั้งนี้หากยังพึ่งพานโยบายระยะสั้น ประเทศจะยิ่งสูญเสียโอกาสในการสร้างความแข็งแกร่งในระยะยาว

“วันนี้เราควรขยับจากคำถามว่า “จะแจกอะไร” ไปสู่ “จะสร้างอะไรให้ประเทศ” เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถยืนอยู่ได้ด้วยศักยภาพของตนเอง ไม่ใช่ด้วยมาตรการชั่วคราวที่ต้องทำซ้ำแล้วซ้ำอีก”

นอกจากนี้ สิ่งที่อยากเห็นคือการหันมาจัดการปัญหากับ กฎระเบียบที่ยุ่งยากซับซ้อนและขาดความโปร่งใส ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ รวมถึงแนวคิดเรื่อง “กิโยตีนกฎหมาย” (Law Guillotine) เพื่อตัดกฎหมายที่ซ้ำซ้อนและล้าสมัยออกไป การแก้ไขกฎระเบียบเหล่านี้

ไม่ใช่เพียงเพื่อความสะดวกเท่านั้น แต่ยังเพื่อดึงดูดบุคลากรต่างชาติที่มีคุณภาพให้เข้ามาในประเทศไทยได้ง่ายขึ้น เพราะปัจจุบันขั้นตอนการรายงานตัวและการทำเอกสารต่าง ๆ มีความซับซ้อนเกินไป จนกลายเป็นกำแพงที่ขัดขวางการดึงตัวผู้มีความรู้ความสามารถเข้ามาช่วยพัฒนาประเทศ

นอกจากเรื่องกฎระเบียบแล้ว ระบบภาษีต้องแข่งขันได้ โดยโครงสร้างภาษีเงินได้ควรปรับปรุงให้เหมาะสม เพื่อให้ชาวต่างชาติหรือผู้เชี่ยวชาญที่เข้ามาทำงานรู้สึกว่าไม่ได้ต้องจ่ายภาษีในอัตราที่สูงจนเกินไปเมื่อเทียบกับสวัสดิการที่ได้รับ หากเราเก็บภาษีแพงแต่ผู้เสียภาษีไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ที่คุ้มค่า

เช่น ระบบบำนาญ หรือสวัสดิการการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพ เราก็จำเป็นต้องกลับมาทบทวนและปรับปรุงระบบนี้ใหม่ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายที่น่าสนใจสำหรับแรงงานทักษะสูงจากทั่วโลก

 สิ่งที่อยากเห็นคือ การปฏิรูปการศึกษาและภาคการเกษตร เป็นเรื่องที่ยังไม่มีพรรคการเมืองใดพูดถึงอย่างจริงจังนัก

โดยเฉพาะภาคการเกษตรซึ่งมีคนไทยเกี่ยวข้องมากกว่า 20 ล้านคน ดังนั้นอยากเห็นนโยบายที่เข้ามาสร้างรายได้ที่มั่นคงและยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้หลุดพ้นจากวงจรหนี้สิน ที่จะช่วยเพิ่มกำลังซื้อมหาศาลที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยไปข้างหน้าได้อย่างแข็งแกร่ง