วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

‘เมืองไทยประกันชีวิต' ปรับเกมสู้ รับโลกป่วน “โตระวัง-แต่ยั่งยืน”เน้นคุณภาพ

‘เมืองไทยประกันชีวิต' ปรับเกมสู้ รับโลกป่วน  “โตระวัง-แต่ยั่งยืน”เน้นคุณภาพ

“เมืองไทยประกันชีวิต” ชี้ธุรกิจประกันอยู่ท่ามกลางเศรษฐกิจผันผวน-ท้าทาย เร่งปรับเกมธุรกิจ เน้นเติบโตอย่างระมัดระวัง ต้องเลือกโฟกัสคุณค่าเหนือปริมาณ เพื่อความมั่นคงในระยะยาว หันบทบาทจากผู้รับประกัน สู่ส่งเสริมการมีสุขภาพที่ดีในระยะยาว

‘เมืองไทยประกันชีวิต' ปรับเกมสู้ รับโลกป่วน  “โตระวัง-แต่ยั่งยืน”เน้นคุณภาพ ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวน การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างประชากรสู่สังคมสูงวัย และกติกาทางบัญชีใหม่ที่เปลี่ยนเกมธุรกิจประกันชีวิตอย่างสิ้นเชิง

เมืองไทยประกันชีวิต” มองปี 2569 เป็นปีแห่งความท้าทายที่ต้อง “โตอย่างระมัดระวัง” มากกว่าการเร่งขยายตัวเชิงปริมาณ โดยหันมาให้ความสำคัญกับ “คุณภาพกรมธรรม์” บนความยั่งยืนของกำไร และบทบาทใหม่ของธุรกิจประกันในฐานะ “ผู้ส่งเสริมสุขภาพในระยะยาว”

สาระ ล่ำซำ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ MTL ฉายภาพให้เห็นถึงภาพรวมของอุตสาหกรรมประกันภัยว่า กำลังเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่ยังมีความไม่แน่นอน การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างประชากร เทคโนโลยี ตลอดจนต้นทุนทางการแพทย์ที่เร่งตัวขึ้น  โรคอุบัติใหม่ ทำให้การออกแบบความคุ้มครองมีความซับซ้อนมากขึ้นกว่าที่เคย 

อีกหลายแรงกดดันมาจากภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงยืดเยื้อ หรือการที่ไทยกำลังเข้าสู่ “สังคมสูงวัย” อย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงโครงสร้างครอบครัวที่เปลี่ยนไป ช่วงเวลาที่กรมธรรม์ระยะยาวซึ่งขายไว้ในอดีตทยอยครบกำหนดเป็นจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อเบี้ยประกันภัยรวม และทำให้การรักษาการเติบโตของธุรกิจเป็นโจทย์ที่ท้าทายมากขึ้น

สำหรับเป้าหมายในปี 2569 เมืองไทยประกันชีวิตตั้งเป้าการเติบโตของเบี้ยประกันภัยรับรวมปีแรกในระดับ Conservative โดยพยายามรักษาเบี้ยให้มีการเติบโตไม่ต่ำกว่า 2%

สะท้อนการประเมินอย่างระมัดระวัง เนื่องจากต้องคำนึงถึงปัจจัยภายนอกหลายด้าน รวมถึงขนาดของธุรกิจที่ใหญ่ขึ้น ทำให้การรักษาอัตราการเติบโตในระดับสูงทำได้ยากกว่าในอดีต

ดังนั้น การวางแผนธุรกิจจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพควบคู่ไปกับการเติบโต เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่อาจผันผวน

ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเติบโตในปี 2569 คือ Maturity Gap จากกรมธรรม์ระยะยาวที่เริ่มครบกำหนดสัญญาและมีการจ่ายเงินคืนจำนวนมาก บริษัทจำเป็นต้องบริหารจัดการเพื่อหาผลิตภัณฑ์ใหม่มาชดเชย แต่ไม่สามารถเร่งขายผลิตภัณฑ์รูปแบบเดิมที่อาจกลายเป็น Loss Product ได้ เนื่องจากสภาพแวดล้อมทางการเงินและอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันแตกต่างจากในอดีตอย่างสิ้นเชิง

ขณะเดียวกัน การบังคับใช้มาตรฐานบัญชี IFRS 17 ได้เปลี่ยนมุมมองการเติบโตของธุรกิจประกันชีวิตอย่างชัดเจน บริษัทไม่สามารถมุ่งเน้นเพียงยอดขายหรือส่วนแบ่งตลาดได้อีกต่อไป

แต่ต้องให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าตลอดอายุสัญญาของกรมธรรม์ และกำไรสะสมจากสัญญาประกันภัย หากขายกรมธรรม์ที่มีมูลค่าติดลบ ผลขาดทุนจะถูกสะท้อนในงบกำไรขาดทุนทันที ทำให้ความยั่งยืนของกำไรมีความสำคัญมากกว่าตัวเลขเบี้ยประกันภัยในระยะสั้น

“สาระ” มองว่า การเร่งอัดยอดขายโดยไม่คำนึงถึงคุณภาพ อาจส่งผลกระทบต่อมูลค่าของกรมธรรม์ในระยะยาว 20-30 ปีข้างหน้า

ดังนั้น กลยุทธ์ในปี 2569 จึงเน้นการขายผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและเหมาะสมกับความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่ม (Segmentation) ควบคู่ไปกับการรักษาพันธสัญญาที่มีต่อผู้เอาประกัน โดยให้ความสำคัญกับความยั่งยืนขององค์กร มากกว่าการเร่งทำตัวเลขให้สูงในระยะสั้น

เป้าหมายระยะยาวคือการทำให้ประกันเป็น “ตัวช่วย” ไม่ใช่ “ภาระ” ลูกค้าต้องเลือกแบบประกันที่เหมาะสมกับความสามารถทางการเงิน ขณะที่บริษัทต้องออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนทั้งต่อบริษัทและผู้เอาประกัน ครอบคลุมตั้งแต่ความยั่งยืนของกรมธรรม์ ความยั่งยืนของระบบประกันสุขภาพ การสร้างระบบนิเวศสุขภาพครบวงจร และการใช้ข้อมูลกับเทคโนโลยีเพื่อการออกแบบประกันแบบ Personalization ภายใต้การเติบโตที่ระมัดระวังแต่มั่นคง

“สิ่งที่เราทำวันนี้ไม่ใช่แค่เพียงแค่การประกัน แต่อยากส่งเสริมให้คนดูแลสุขภาพมากขึ้น และดูแลกันไปยาวๆภายใต้สังคมสูงวัย หน้าที่บริษัทประกัน คือมีหน้าในการคุ้มครอง เราไม่อยากให้ใครป่วย แต่เมื่อป่วยแล้วต้องคุ้มครองได้ แต่เรายอมรับว่าหลายอย่างเราคอนโทรลไม่ได้ โดยเฉพาะ เงินเฟ้อทางในธุรกิจประกัน ดังนั้นแนวทางของเราปีนี้ จึงเน้น Wellness and  Prevention ที่เป็นการวางแผนดูแลเชิงป้องกันเพื่อสุขภาพดีขึ้นในระยะยาว"

ในด้านกลยุทธ์การลงทุน พื้นฐานสำคัญคือการบริหาร Asset Liability Management (ALM) เพื่อให้สินทรัพย์สอดคล้องกับภาระผูกพันระยะยาวของลูกค้า โดยยังคงเน้นการลงทุนในตราสารหนี้เป็นหลัก เพื่อสร้างความมั่นคงและรองรับความเสี่ยงในอนาคต

ควบคู่กับการลงทุนในหุ้นทั้งในและต่างประเทศ โดยพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานและมองในระยะยาว พร้อมใช้ผู้จัดการกองทุนระดับโลกเพื่อช่วยกระจายความเสี่ยง

กลยุทธ์การลงทุนในปี 2569 จะมีความคล่องตัวมากขึ้นจากกฎ Proportionality ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.)ที่เปิดโอกาสให้บริษัทที่มีความแข็งแกร่งสามารถลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกได้กว้างขึ้น โดยอยู่ระหว่างการศึกษาการลงทุนใน Private Equity, Private Credit และ Hedge Funds เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายความเสี่ยง เช่นเดียวกับการศึกษาการลงทุนใน Cryptocurrency ที่ขณะนี้คปภ.ยังไม่ได้อนุญาต

ขณะเดียวกัน เมืองไทยประกันชีวิตให้ความสำคัญกับการลงทุนตามหลัก ESG โดยเฉพาะแนวคิด Transition Finance เพื่อสนับสนุนองค์กรที่อยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนกระบวนการดำเนินงานเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน สอดคล้องกับทิศทางโลกและนโยบายความยั่งยืนของบริษัท

ภายใต้บริบทความท้าทายทั้งหมด เมืองไทยประกันชีวิตจึงปรับบทบาทจากผู้รับความเสี่ยง มาเป็นผู้ส่งเสริมสุขภาพ ภายใต้กลยุทธ์ “Go Healthier with MTL

โดยมุ่งดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจ และสุขภาพการเงิน ผ่านบริการ ช่องทางการขาย นวัตกรรม พันธมิตร และ Health Ecosystem ที่หลากหลาย

กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจหลังจากนี้ บริษัทจะมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์แบบ Personalization โดยใช้ข้อมูลภายใต้ความยินยอมตามกฎหมาย ทำงานผ่านหลายช่องทาง และนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในฐานะเครื่องมือสนับสนุน

พร้อมปรับผลิตภัณฑ์ให้เป็นลักษณะ Modular เพื่อให้ลูกค้าเลือกความคุ้มครองเฉพาะส่วนที่ต้องการ รวมถึงการพัฒนาแพลตฟอร์ม Smile Club, MTL Click และ MTL Fit และการขยาย MTL Smile Hospital Network เพื่อยกระดับประสบการณ์และคุณภาพการดูแลในระยะยาว